บ้านวังใบ้
ลมหนาวต้นฤดูฝนพัดผ่านทุ่งข้าวสีเขียวขจีริมหมู่บ้านวังใบ้ เสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ แทรกด้วยเสียงแมลงยามเย็นเป็นระยะ รถสองแถวคันเก่าจอดแหยง ๆ ริมทาง คณินเดินลงมาพร้อมเป้เก่าใบหนึ่ง หยาดเหงื่อเล็ก ๆ ซึมบนหน้าผาก เขาเหม่อมองบ้านไม้สองชั้นอายุกว่าร้อยปีที่ตั้งโดดเดี่ยวท้ายหมู่บ้าน ไฟหน้าบ้านริบหรี่ เงามืดจากแนวต้นมะขามโบราณพาดผ่านรั้วไม้ไผ่เก่า สีหน้าคณินเจือด้วยกังวลแต่จำต้องก้าวขาเข้าไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่…ผมกลับมาแล้วครับ” คณินร้องเรียก เสียงในบ้านนิ่งเงียบ ก่อนมีเสียงไอแห้ง ๆ ของหญิงชราคนหนึ่งดังก้องในความว่างเปล่า “เข้ามาสิลูก ประตูไม่ได้ล็อก” ประตูไม้ลั่นเสียงเอี๊ยดขณะที่คณินผลักเข้า เฟอร์นิเจอร์ในบ้านยังคงสภาพเดิม ร่องรอยฝุ่นจับธรรมดาสำหรับบ้านที่มีผู้อาศัยน้อย ม่านสีขาวเก่า ๆ พลิ้วตามลมราวกับมีบางอย่างขยับอยู่ในเงาสลัว
คณินเดินไปหามารดา ผู้หญิงร่างผอม ผมขาว เสื้อผ้าสะอาดตาแต่เบ้าตาลึก “แม่…อาการเป็นยังไงบ้าง?” เขาถามเสียงเบา แม่พยักหน้าเบา ๆ ไม่สบตา “ดีขึ้นนิดหน่อย…ได้ลูกกลับมาแม่ดีใจ” แววตาเธอเหมือนจะซ่อนความไม่สบายนอกเหนือจากโรคร้าย น้ำเสียงแฝงเจตนาอยากบอกอะไรแต่กลับเงียบลง
กลางคืนแรกในบ้าน คณินนอนฟังเสียงไก่ขันห่าง ๆ จู่ ๆ ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินบนพื้นไม้เก่าดังขึ้นบนชั้นสอง เขาผงะลุกนั่ง แต่เมื่อเดินขึ้นไป กลับพบเพียงความเงียบ เว้นแต่แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเห็นตู้เสื้อผ้าหลังหนึ่งที่เหมือนจะขยับนิด ๆ เมื่อสายตาเงียบมองต่อ เขากลั้นใจ รอ…จนหัวใจเริ่มเต้นช้าลง ความเงียบงันนี้ยาวนานผิดปกติ
รุ่งเช้า แม่ของคณินนั่งเหม่อมองออกนอกรั้วไม้ “ลูก…ช่วงนี้อย่าออกไปไหนค่ำ ๆ ได้ไหม” เธอพูดโดยไม่หันมา คณินทำหน้าแปลกใจ “ทำไมล่ะแม่?” แม่เงียบไปนาน ก่อนเอ่ยเบา ๆ “ฟังเสียงให้ดี ถ้าได้ยินคนเรียก…อย่าขานรับเด็ดขาด ฟังไว้นะ” เธอพูดเสร็จกลับเข้าบ้านอย่างแปลก ๆ คณินไม่เคยได้ยินแม่เตือนอะไรอย่างนี้มาก่อน ความไม่สบายใจเริ่มซึมลึกในใจเขา
เย็นวันเดียวกัน คณินพบสมใจ ชายวัยกลางคนที่เป็นเพื่อนเก่าในหมู่บ้านเดินเลียบสวนมะขามมาตามทาง “เฮ้ย ไอ้คิน! กลับมาเยี่ยมบ้านเหรอวะ?” สมใจถาม คณินยิ้มแหย ๆ รับคำ “ใช่ พ่อ-แม่ไม่ค่อยสบาย เราเลยลางานกลับมา” สมใจฟังพลางเหลียวมองไปยังบ้านหลังใหญ่ “บ้านแก…ยังหลอนเหมือนเดิมเลยนะ ใครก็ไม่กล้าเข้า” น้ำเสียงเย้าล้อแต่อารมณ์ในแววตาไม่ได้ล้อเล่น
ค่ำวันนั้น คณินนั่งอ่านเอกสารเรื่องวิจัยในห้องไต้โคมไฟนวล เสียงฝนพรำเบา ๆ ตกกระทบหลังคา ทันใดนั้นไฟในบ้านกระพริบช้าราวกับจะดับ เสียงฝีเท้าช้า ๆ ผ่านหน้าห้อง แสงไฟสาดเงาทะมึนผ่านช่องประตูเล็ก ๆ เขาเรียกเสียงเบา “แม่เหรอ?” ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงสัมผัสคล้ายลมหายใจเย็น ๆ คืบคลานผ่านใต้ประตู บานกระจกหน้าต่างสั่นดังกรอด ๆ แม้ไร้ลม
คืนถัดมา เสียงฝีเท้าที่คณินได้ยินเมื่อสองคืนก่อนดังขึ้นอีกแต่ครั้งนี้ชัดขึ้น และดูหนักหน่วง มันหยุด…หน้าห้องเขาโดยตรง ราวกับใครบางคนหรืออะไรบางอย่างยืนอยู่ตรงนั้น เขาเอื้อมเปิดประตูด้วยมือสั่นแต่ไม่พบใคร ทุกอย่างเงียบผิดปกติ ไม่มีแม้แต่ลม
วันรุ่งขึ้น ขณะคณินตัดหญ้าหลังบ้าน เขาพบรอยเท้าเปื้อนดินนำไปถึงใต้ถุนเรือน รอยเท้านั้นหยุดตรงบันได ขนาดมันใหญ่และกว้างผิดมนุษย์ “แม่…เมื่อคืนแม่ออกไปเดินข้างนอกไหม” เขาถามเมื่อกลับเข้าบ้าน แม่ส่ายหน้าแล้วก้มหน้าต่ำ
คืนนั้นเขาลองถามแม่ “แม่ หมู่บ้านนี้…มันมีอะไรแปลกใช่ไหม” แม่ไม่ตอบอยู่นานจนคณินคิดจะเปลี่ยนเรื่อง “บ้านหลังนี้…สมัยก่อนมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น มีคนสาบานบางอย่างไว้ที่นี่ ใครทำผิดสาบานของตนเอง…มันจะถูกทวงคืน” เธอตอบเสียงแผ่วราวคนกลัวความจริงเสียเอง
หลังเที่ยงคืน คณินนอนไม่หลับ สายตาจ้องเพดานอย่างอึดอัด เสียงลากอะไรบางอย่างดังเบา ๆ จากห้องเก็บของเหนือบันได เมื่อกลั้นใจเดินขึ้นไป…เขาเห็นฝากระดานตู้เสื้อผ้าแง้มออกเองในความมืด กลิ่นขี้ธูปเก่าจาง ๆ ลอยมาพร้อมไอเย็นวูบ
เขาเปิดตู้ พบเพียงผ้าขาวพับเก่า ๆ กองหนึ่ง มีสมุดบันทึกเก่า ๆ ซ่อนในชั้นลึก ข้อความแรกบนหน้าปกว่า “ขอให้ลืม ขอให้หายไป”
วันต่อมา คณินพยายามสืบหาความจริงจากชาวบ้าน ชาวบ้านทำตัวแปลก ๆ ไม่ค่อยอยากพูดเรื่องบ้านวังใบ้ เขาเดินไปถามยายสำราญซึ่งเป็นผู้สูงอายุในหมู่บ้าน ยายหลบตาแล้วพูดเบา ๆ “บางเรื่อง…อย่าคุ้นปากถามนัก บ้านนั้น…คนมันเคยทำผิดคำสาบานกันเอาไว้ พอไม่มีใครรับผิด พระแม่วังใบ้ก็เอาคืน” เธอสบตาเขาเพียงครู่เดียวแล้วเดินหนี
คณินกลับบ้านมา เห็นแม่ร้องไห้อยู่หน้าหิ้ง “ขอโทษ…ขอโทษ…” เธอพึมพำไม่หยุด เขารีบประคอง “แม่ เป็นอะไร?” แม่ไม่ตอบ ได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความกลัวและเศร้า
คืนนั้นทั้งบ้านมืดสนิท แม้จะเปิดไฟทุกดวง ไฟก็ดับหมด คณินนั่งอยู่ในความมืด เงาของอะไรบางอย่างยืนอยู่ที่สุดทางเดิน ไกลเกินจะมองเห็นชัด แต่ต้องมนต์สะกดให้จ้องอยู่อย่างนั้น ความเงียบงันแตกด้วยเสียงกระซิบเบา ๆ ว่า “คืนของเรา…ของเรายังอยู่ที่นี่”
คณินหลับไปด้วยความหวาดระแวง ตื่นมาตอนเช้าด้วยความรู้สึกเหมือนถูกจ้องจับตามอง เขาเริ่มสงสัยและหวาดระแวงแม้แต่เงาตัวเอง
เย็นวันถัดมา สมใจแวะมาเยี่ยมอีกครั้ง “แกจำเรื่องตอนเด็กได้ไหม…ที่บ้านแกเคยมีคนตายแบบประหลาด” สมใจพูดคล้ายจะหยั่งเชิง คณินนิ่ง สมใจสูดหายใจลึก “มันเหมือนมีใครอยู่…แต่ไม่มีใคร” เขาพูดเบา ๆ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง
เวลาผ่านไป เหตุการณ์ผิดปกติเหล่านี้ยิ่งถี่ขึ้น เงาในบ้านขยับได้ตามวิสัยใจคนมอง ประตูหน้าต่างปิดเอง รอยเท้าฝุ่นใหม่ผุดขึ้นทุกเช้า แม่กลายเป็นคนหวาดระแวงหนัก นั่งเหม่อทั้งวัน หลายครั้งภายในบ้านมีเสียงเหมือนคนกระซิบเรียกชื่อคณินจากมุมมืด แต่พอเงี่ยหูฟังชัด…เสียงนั้นกลับกลายเป็นเสียงแม่เขาเอง เจืออารมณ์สะท้อนเศร้าโศกและผวาอย่างผิดปกติ
คืนหนึ่ง ขณะที่เขานั่งในครัว เสียงแว่วเด็กๆ ร้องเพลงโบราณดังมาจากใต้ถุนบ้าน “บ้านวังใบ้ ใครทิ้งไว้ ใครลืมไว้ ขอให้กลับมา…” เพลงขานพร้อมเสียงฝีเท้าเด็กวิ่งวนอยู่ด้านล่าง แต่พอวิ่งลงไปดู…กลับไม่มีใคร
เช้าวันต่อมา แม่ของเขาเป็นลมหมดสติ หลังฟื้นขึ้นมากระซิบว่า “เมื่อคืน…เขามาหาแม่อีกแล้ว ลูกอย่าออกไปข้างนอกเมื่อได้ยินเสียงเรียก” สีหน้าหวาดกลัวเกินบรรยาย
คณินเริ่มค้นคว้าสมุดบันทึกที่พบบนตู้ เขาอ่านพบเรื่องราวสมัยทวด คนโบราณสาบานจะไม่ทรยศหรือคิดชั่ว หากใครทำผิดจะถูก “พระแม่วังใบ้” เอาคืน ทุกคนในบ้านนี้ต้องรักษาสัญญา
คืนต่อมา เขานอนไม่หลับ ได้ยินเสียงเคาะประตูสามครั้ง สามจังหวะทุกคืน เมื่อเอ่ยถามแม่ว่าเป็นแม่ไหม แม่พยักหน้าแบบขัดแย้ง ทันใดนั้น เสียงเคาะดังขึ้นอีกรอบพร้อมลมหายใจเย็นเฉียบไหลพาดตามตัวเขา
คณินเริ่มสงสัยแม่ ช่วงเช้าถามชาวบ้านถึงอดีต แม่ของเขาในวัยสาวเคยเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่มีใครพูดถึง หลังจากนั้น เธอเปลี่ยนไป ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
ในสมุดบันทึก เขาเห็นชื่อชายคนหนึ่งถูกขีดฆ่า ซ้ำไปซ้ำมา ข้อความสุดท้าย “เขาลืมคำสาบาน” คณินค้างคาใจ ท่ามกลางความเงียบของคืน ฝีเท้าชายปริศนายังคงเดินวนเวียนชั้นสอง วิญญาณหรือเงาหรือตนเมื่อก่อนกันแน่?
คืนแห่งฝนตกหนัก บ้านทั้งหลังมืดทึบ เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินวนรอบบ้าน พร้อมเสียงกระซิบ “อย่าลืมของเรา…อย่าลืม” เงาในความมืดคล้ายมีรูปร่างในที่สุด แต่มองไม่เห็นหน้า เงานั้นเดินวนใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ประตูห้องนอนคณินสั่นแรง เหงื่อเขาแตกพลั่ก มือคว้าลูกบิดไว้แน่น
แม่เขากรีดร้องออกมา “ปล่อยลูกฉันไป! ฉันผิดเอง!” ประตูห้องคณินเปิดวาบ เงาเยือกเย็นไหลทะลุเข้ามา สัมผัสแขนนุ่มเย็นเหมือนถูกน้ำแข็งกัด เขาพยายามดิ้นแต่ฝีเท้าผีเดินวนรอบไร้รูปร่าง เสียงร้องแม่จางลง สิ่งหนึ่งกระซิบข้างหู “ถ้าไม่คืน…จะไม่มีใครได้คืน”
ทันใดนั้น คณินตัดสินใจถามเสียงสั่น “คุณต้องการอะไร?” ความเงียบชั่วครู่ เงานั้นหยุด และครางเสียงเศร้าสะท้อนทั่วบ้าน “คืนความทรงจำ…คืนสัญญา…”
เขานึกถึงสมุดบันทึก หยิบมันโยนใส่เงา เสียงร้องโหยหวนปนเศร้าจากในความมืดราวภูตผี สายลมเย็นจัดพัดไล่ผ่านทั้งบ้าน ตะเกียงจุดเองสลัว เงาหายไปเหลือเพียงหนังสือบนพื้นเปิดอ้าราวกับมีใครอ่านอยู่
แม่ของคณินนั่งร้องไห้ เผยความจริงทั้งน้ำตา “สมัยก่อน…แม่กับเพื่อน ๆ ลบสัญญากับพระแม่วังใบ้ เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น มีแต่แม่รอด…แต่กลับต้องอยู่กับความผิดนั้นมาตลอด”
คณินกุมมือแม่ไว้ “เราคืนของไปแล้ว จะจบไหม?” แม่ส่ายหน้าเบา ๆ “ทุกค่ำคืน เสียงยังเรียก…แต่ถ้าเราไม่ขานรับ ไม่ลืมอดีต…จะไม่มีวันเอาคืนเราได้” เสียงร้องเพลงเก่าแว่วอยู่ไกล ๆ เงาในมุมมืดไม่มีวันหายไปจากบ้านนั้น
คณินพาแม่ออกไปจากบ้านหลังนั้นในตอนเช้า ทิ้งบ้านวังใบ้ไว้เบื้องหลัง วันผ่านไป บ้านไร้ผู้คนแต่เสียงฝีเท้าและเสียงกระซิบยังแว่วอยู่ในเงามืด ราวกับอดีตที่บ้านวังใบ้นั้นไม่มีวันได้รับการให้อภัย