บางกอก…วันฝนโปรย
เสียงฝนกระทบกระจกรถประสานกับเสียงรถติดที่ถนนอโศกตอนหกโมงเย็น แพรพิงคางกับมือบนโต๊ะทำงานอย่างเหนื่อยล้า มองหน้าต่างกระจกที่มีหยดฝนไหลไล่เป็นเส้น ท่ามกลางเสียงเพื่อนร่วมออฟฟิศหัวเราะคุยกันเรื่องงานแพรนั่งนิ่ง ม่านบางโปร่งเผยให้เห็นสายฝนหนักๆ ที่ไม่มีวี่แววจะหยุดลงง่ายๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แพร…จะไม่กลับบ้านจริงดิ เย็นนี้?” พลอยโผล่หน้าเข้ามาถามเมื่อเห็นออฟฟิศจะว่างเปล่า แพรหัวเราะเบา ๆ
“เดี๋ยวทำงานอีกนิด ฝนแรงขนาดนี้รถก็คงติด…นั่งรอให้ฝนซาก่อน”
พลอยถอนหายใจแล้วสาวเท้าเข้าไปหยิบร่ม “ก็ได้ เจอกันพรุ่งนี้… เหนื่อยก็พักบ้างนะ”
ประตูปิดลง ทิ้งให้แพรเหลือเพียงเสียงฝนกับไฟนีออนสว่างจ้า เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดดูรูปภาพ…ภาพสุดท้าย แพรกับณัฐ แฟนเก่าที่จากไปแบบไม่มีคำลา แพรลังเลอยู่นานก่อนจะกดลบ
ขณะเดียวกัน ประตูออฟฟิศก็บานหนึ่งเปิดเข้ามาพร้อมชายหนุ่มที่เปียกปอนและเดินลากกล้องใหญ่มาด้วย พี…ช่างภาพฟรีแลนซ์ ผู้หายหน้าหายตาจากโลกโซเชียลพักใหญ่
“ขอโทษ…ขึ้นมาเร็วไปหน่อย แค่กลัวกล้องเปียก” พีว่า ก้มเช็ดกล้องตัวโตอย่างสงสาร
แพรปรายตามอง ก่อนเบือนหน้ากลับไปที่จอคอม “ไม่เป็นไรค่ะ พี่พี ไฟล์งานวันก่อนอยู่ใน Google Drive แล้วนะ”
“ขอบคุณมาก แพร…” เสียงพีอ่อนแรงแต่เต็มไปด้วยเหตุผลที่ยังไม่เล่าออกมา เขาลูบผมเปียกของตัวเองพลางเดินเข้าไปวางกระเป๋าไว้ที่มุมห้อง
มีช่องว่างของความเงียบระหว่างเสียงฝนกับห้องกว้าง สายตาทั้งสองแวบสบกันแล้วรีบหลบเหมือนกลัวเปิดใจเกินความจำเป็น
“วันนี้ฝนตกแรงเนอะ” พีเปรยเรียบ ๆ
“อืม ทุกวัน…กรุงเทพฯ กับฤดูฝนคงเป็นเพื่อนกัน”
พีหัวเราะในลำคอ แพรเห็นแล้วแอบยิ้มแต่ไม่กล้าสบตานาน
“เคยกลัวฝนมั้ย?” พีถาม แพรถอนหายใจ “กลัวเฉย ๆ ไม่ แต่กลัวความเงียบหลังฝน…เหมือนมันทิ้งเราไว้กับอะไรบางอย่าง”
ในความเงียบนั้น บทสนทนาดูเหมือนจะจบ แต่พีกลับลังเลก่อนจะพูดต่อ “ผมเคยกลัว…เสียงฝนเหมือนเสียงน้ำตาแม่ก่อนวันสุดท้ายในชีวิต ผมหนีฝนพยายามหนีอดีต แต่ก็เหนื่อยมาก”
แพรไม่ได้ตอบ ทุกอย่างคงตัวในความเงียบอึน ๆ เพียงแต่นัยน์ตาเธอมองพีวูบหนึ่งด้วยความเข้าใจ
วันถัดมา ทีมสร้างสรรค์นัดรวมตัวกันที่ร้านกาแฟครึ่งชั้นบนของตึกเก่า ขณะทุกคนแบ่งหน้าที่ แพรต้องจับคู่กับพีเพื่อวางแผนถ่ายงานใหญ่
“มีข้อเสนอเกี่ยวกับ mood งานมั้ยคะ?” แพรเปิดประเด็น พีโน้มตัวเข้ามาเกือบชนแก้วกาแฟ
“ลองไม่ใช้แสงจัดนัก ผมอยากได้ความหม่น-เหมือนฝนต้นฤดู”
“แต่ลูกค้าอยากเห็นรอยยิ้ม ภาพพี่สีมันดูเหงา” แพรกล่าวเสียงนิ่ง พีสบตา มุมปากยกน้อย ๆ
“บางทีรอยยิ้มก็ต้องมีที่มา เหมือนฝนต้องตกก่อนถึงมีรุ้ง”
แพรเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักอะไรบางอย่าง “งั้น…เราลองคุยกับลูกค้าใหม่ดูดีไหม หาจุดกลาง”
พียิ้มกว้าง “โอเคเลย ฉันเชื่อคุณแพร”
หลังจบประชุม พีชวนแพรเดินไปส่งที่รถไฟใต้ดิน ระหว่างทางฝนตกหนัก พีหยุดยืนหน้าอาคาร มองฝนกลางเมืองเหมือนกำลังลังเลในคำพูด
“แพร…คุณเชื่อมั้ยว่าความรู้สึกแย่ ๆ จะกลับกลายเป็นสิ่งดีในสักวัน?”
“ไม่รู้สิ” แพรตอบเสียงเบา “ฉันยังรอตอบตัวเองไม่ได้…”
ทั้งสองยืนฟังเสียงฝน ต่างคนต่างกลัวอดีตแต่ไม่พูดต่อ
สัปดาห์ต่อมา แพรกับพีต้องไป present งานให้ลูกค้าในบริษัทใหญ่กลางกรุง ลูกค้านั่งเรียงแถวจ้องหน้าจอ ทุกคำพูดของแพรเริ่มสั่นไหวเมื่อเจอสายตา Manager ฝ่ายการตลาด ผู้เคยเป็นศิษย์เก่าคณะเดียวกับเธอ
“แนวคิดนี้จิตตกไปหน่อยนะน้องแพร ลูกค้ากลุ่มเป้าน่าจะชอบอะไรสดใสนะ”
แพรหน้าเสีย ส่วนพีเห็นจังหวะรีบเสริม “แต่ฝนก็ทำให้คนออกมาใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้นะครับ จริง ๆ รอยยิ้มหลังฝนตกมันมีคุณค่า…”
หัวหน้าฝ่ายการตลาดยังไม่สบอารมณ์แต่พยักหน้า “ไว้คิดอีกทีละกัน”
ออกมานอกรถไฟใต้ดิน แพรเดินเงียบๆ พีเดินตาม หันไปยื่นร่มซึ่งแกนร้าวจนบิดเบี้ยวให้แพร
“พี่… ฉันผิดพลาดใน present นั่น พี่ไม่ต้องปลอบหรอก”
พียักไหล่ “ไม่ปลอบ…แค่เดินเป็นเพื่อนในวันที่ฝนตกหนักเท่านั้น”
แพรหยุด แล้วยื่นมือไปรับร่ม พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ครั้งแรกในรอบหลายเดือน
อีกวันหนึ่ง ก่อนเที่ยง แพรนั่งอยู่ริมหน้าต่างร้านกาแฟ พีเข้ามานั่งตรงข้าม จากนั้นก็นั่งเงียบไปนานจนแพรต้องพูดก่อน
“เมื่อไหร่คุณจะหยุดรู้สึกผิดกับอดีตสักที?”
พีหลบดวงตาเธอ “ถ้าคุณยังกลัวตัดสินใจผิดแบบวันนั้น…จะกล้าทำอะไรใหม่ ๆ ได้เหรอ?”
“มันไม่ง่าย…” แพรเสียงสั่น “ฉันเคยไว้ใจแล้วโดนทิ้ง ทั้งความฝันและหัวใจ”
พีหัวเราะฝืด “ผมก็เหมือนกัน เผลอไหลตามกระแส สุดท้ายเสียทั้งงานทั้งคนที่รัก”
แพรวางถ้วยกาแฟแล้วมองหน้าพี “ถ้าคืนนี้ฝนหยุด คุณจะเดินถ่ายรูปไปกับฉันมั้ย?”
พีเซอร์ไพรส์ “เดินแบบไม่เซฟรูปแต่เซฟหัวใจใช่ไหม?”
แพรยิ้มบาง “ไม่เซฟอะไรทั้งนั้น แค่เดิน”
คืนนั้น ทั้งสองเดินท่ามกลางถนนเปียกฝน สารภาพเรื่องเจ็บปวดในอดีต ต่างคนต่างฟัง แม้ไม่เอ่ยคำปลอบใจกันตรงๆ แต่ในความเงียบช้า ๆ ระหว่างเสียงฝนนั้น มีความเข้าใจใหม่ก่อตัวขึ้นอย่างระมัดระวัง
งานถ่ายภาพเริ่มลงตัวขึ้น ภาพของพีมีชีวิตชีวาขึ้น แพรกล้าคุยกับลูกค้ามากกว่าเดิม พวกเขาประชุมกันบ่อยขึ้น—ทุกครั้งที่คุยก็เหมือนมีบางอย่างหมุนวนอยู่ในอากาศที่ไม่ได้พูดออกมา
เย็นวันนึง ขณะเก็บงาน แพรนั่งเคลียร์ไฟล์บนคอม พีนั่งข้างๆ จิบกาแฟแล้วพูดขึ้นเบา ๆ
“เวลาอยู่กับคุณ ผมรู้สึกเหมือนมีที่ปลอดภัยให้ตัวเอง”
แพรนิ่ง ก่อนตอบเบา ๆ “ฉันก็เหมือนกัน…แต่ฉันยังกลัว”
“กลัวอะไรล่ะ?” พีถามเสียงนุ่ม
“กลัวความสูญเสีย…ถ้าก้าวไปผิดอีก”
บรรยากาศอึดอัดหน่อย ๆ ต่างฝ่ายต่างเงียบ แต่มือพีวางลงบนโต๊ะใกล้มือแพร ไม่มีใครขยับหนี
หลังงานใหญ่เสร็จ ทั้งสองเริ่มห่างกัน ระยะห่างนี้อึดอัดกว่าเดิม แพรนอนไม่หลับ คิดถึงช่วงเวลาร่วมกับพี
ในคืนหนึ่ง เธอเดินออกไปริมระเบียง เห็นฝนปรอย ๆ เธอหยิบมือถือ มีข้อความจากพี “ต้องการพักสักพักนะ แพร งานใหม่มาจากโตเกียว…แต่ไม่รู้จะเหมาะกับใจหรือเปล่า”
แพรอ่านซ้ำ ๆ แล้ววางมือถือ ทั้งเสียใจทั้งสับสน รุ่งเช้าเธอมาถึงออฟฟิศโดยไม่มีพี ทุกอย่างดูว่างเปล่ายิ่งกว่าทุกที
เวลาผ่านไปหลายวัน แพรหมกตัวกับงานแต่รู้สึกว่าความสุขในสิ่งที่รักลดลง เธอมองรูปลูกค้าที่ควรดีใจแต่กลับรู้สึกไม่ใช่ชีวิตของตัวเอง
ครั้งหนึ่งในงานอีเวนท์ เธอบังเอิญเห็นพีในฝูงชน พีโบกมือทักช้าๆ แต่ไม่ได้เดินเข้าไปพบ เธอทบทวนหัวใจ แม้อยากเข้าไป แต่ตัดสินใจกลับบ้านแทน
คืนหนึ่ง ฝนตกหนักมาก แพรกลับถึงบ้าน คนเดียว เปล่าเปลี่ยว เธอนั่งมองสายฝนคิดทบทวน เผชิญหน้ากับความกลัว…และความปรารถนาที่หลบซ่อนมาตลอด
หลายวันถัดมา ขณะออฟฟิศเงียบไร้ผู้คน แพรนั่งทบทวนอดีตครั้งสุดท้าย ก่อนคว้าร่มสีขาวและรีบวิ่งฝ่าฝนไปที่อาคารสตูดิโอเก่าที่พีเคยใช้ทำงานประจำ
เธอผลักประตูเข้าไปเจอพีนั่งลูบกล้อง มองหน้าเธออย่างประหลาดใจ
“หนีฝนมาหรือเปล่า?” พีถามเสียงเบา
“ไม่…ฉันไม่อยากหนีความกลัวอีกแล้ว” แพรว่า ลมหายใจสั่นระริก
ความเงียบแปลบปลาบก่อนที่แพรจะเอ่ย “ฉันยังเลือกพี่ได้ไหม…ถึงฉันจะไม่สมบูรณ์แบบ”
พีมองเธอนิ่ง แล้วเดินเข้ามาใกล้โดยไม่พูดอะไร มือที่เคยลังเลแตะที่หลังมือของแพรอย่างเบากริบ
“ผมก็ยังไม่สมบูรณ์หรอกแพร…แต่ถ้าคุณกล้าอยู่ ผมก็อยากอยู่ข้าง ๆ ด้วย”
สายตาทั้งสองสบกัน น้ำตาไหลปนรอยยิ้มเงียบ ทั้งสองนั่งนิ่ง ๆ ฟังเสียงฝนที่ตกหนักเหมือนเคย แต่ความรู้สึกในใจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ฤดูฝนยังไม่จบ…แต่เส้นทางของแพรกับพีเริ่มใหม่ในวันที่ทั้งสองเลือกจะหยุดหนีเพื่อเรียนรู้จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน