ข้างหลังรอยยิ้ม
แสงแดดยามเช้าส่องลอดหน้าต่างบานใหญ่ในออฟฟิศสตูดิโอออกแบบแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพฯ แพรวาสวมเสื้อเชิ้ตขาว กระโปรงเอวสูง รีบร้อนเดินเข้าออฟฟิศ ปากอมยิ้มอย่างไว้ตัวพลางพนมมือไหว้ทักทายเพื่อนร่วมงาน ขณะเปิดคอมฯ พลับพลึง หัวหน้าดีไซเนอร์ยื่นแฟ้มงานตรงหน้าด้วยรอยยิ้มประหลาดใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แพร วันนี้แกต้องไปประชุมกับทีมถ่ายภาพนะ มีช่างภาพใหม่มาช่วย”
“ใครนะ? บอกชื่อหน่อย”
“ปั้นจั่น มาสายขาดใจทุกที แต่คนนี้รูปสวยว่ะ”
แพรวาแค่หัวเราะแห้ง ๆ กลับไป
เสียงเปียโนเพลงแจ๊สลอยมาเบา ๆ จากห้องประชุม ปั้นจั่น ช่างภาพหนุ่มในเสื้อฮาวายยับพับ โผล่หัวเข้ามา ทักด้วยสายตาร่าเริง
“อ้าว ดีไซน์เนอร์หญิงคนใหม่เหรอ เพิ่งเคยเจอกันเนอะ สวัสดีครับ”
แพรวาฝืนยิ้ม ไม่ตอบ สนใจเปิดเอกสารประชุมอย่างจดจ่อ ปั้นจั่นจงใจเล่นมุก
“ผมเองก็ยังงงเวลามาทำงานอยู่ สงสัยเพราะกาแฟมันขมกว่าสเปรย์ผมมั้ง”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ผสมกับความเงียบ ฝ่ายแพรวามองหน้าปั้นจั่นนิ่งนาน กวาดตาไปยังรูปถ่ายบนโต๊ะ สองสายตาสบกันโดยบังเอิญก่อนแพรวาจะเบือนหน้าหนี
….
เวลาผ่านไปหลายวัน แพรวาเดินเฉียดโต๊ะทำงานปั้นจั่นบ่อยขึ้นโดยไม่รู้ตัว สังเกตเห็นเขามักนั่งวาดอะไรบางอย่างบนกระดาษทิชชู่ ปั้นจั่นชูรูปหน้ายิ้มล้อเลียนแพรวาให้ดู แพรวายักไหล่ไม่ตอบ แต่แอบหัวเราะในใจ
“เก็บไว้เตือนสติ ว่าคนจริงจังแบบคุณ มีมุมขำได้เหมือนกัน”
แพรวาเงียบ ไม่สบตา
ช่วงบ่าย ออฟฟิศวุ่นวายกว่าทุกวัน มีประชุมใหญ่โปรเจกต์อีเวนต์รถยนต์ ปั้นจั่นถูกยกให้เป็นช่างภาพหลัก แพรวาเป็นผู้ออกแบบบูธ ทั้งสองต้องร่วมงานใกล้ชิด
ระหว่างประชุมเสียงถกเถียงดังขึ้น ปั้นจั่นมีความเห็นต่างขัดแย้งกับแพรวาแบบตรงไปตรงมา
“ผมว่าจัดไฟแบบนี้มันแข็งไปนะ รู้สึกไม่ปลอดโปร่ง”
แพรวาขมวดคิ้วตอบ “แต่มันต้องเห็นรถเด่น ๆ สิ งานนี้อย่าเบาบางเกินไป”
ทั้งคู่ถกกันเงียบ ๆ ในห้องเล็ก แพรวาตัดบทสั้น ๆ “เอาเป็นว่าฉันจะลองร่างใหม่ แล้วคุณก็ลองถ่ายมาอีกเวอร์ชั่น”
ปั้นจั่นยิ้มเงียบ สายตาเศร้าเจืออยู่เพียงชั่ววินาทีแต่ใครก็ไม่เห็น
….
วันรุ่งขึ้นแพรวามาถึงสตูดิโอสายกว่าปกติ ใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อตัว เปิดมือถือมาดูข้อความ เห็นเป็นรูปถ่ายหัวเราะของเธอที่เก็บจากเบื้องหลังงานเมื่อวาน แนบมากับข้อความ “เห็นไหม วันไหนคุณก็หัวเราะได้”
แพรวาหัวเราะในใจ แต่รีบลบรูปภาพนั้น
บ่ายวันเดียวกัน มีฝนตกหนัก กระแสไฟในสตูดิโอดับกะทันหัน ทีมงานทุกคนออกไปหาอะไรกินกันหมด เหลือแพรวายืนอยู่กับปั้นจั่นสองคน ปั้นจั่นวางกล้องแล้วนั่งลงข้าง ๆ ไม่พูดอะไรนาน
เสียงฝนกลบบทสนทนาอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ปั้นจั่นจะพูดเสียงเบา “คุณเชื่อในการเริ่มต้นใหม่มั้ย?”
แพรวาเงียบ ลมหายใจสั้นลง หัวใจเต้นแรง พยักหน้าเบา ๆ ก่อนกล่าวว่า “มันยากคิดว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม… ต่อให้พยายามก็เถอะ”
ปั้นจั่นหัวเราะแห้ง ๆ ไม่ตอบและทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
….
เมื่อโปรเจกต์อีเวนต์ใกล้เข้ามา ทีมงานนัดถ่ายภาพพรีวิวกลางแจ้ง แพรวาเตรียมพร็อพต่าง ๆ อย่างพิถีพิถัน ขณะปั้นจั่นเดินวนไปมาตรวจสอบแสง แพรวาเผลอบ่น “จัดของพวกนี้เหนื่อยจัง”
ปั้นจั่นยื่นมือเข้ามาช่วยโดยไม่พูดอะไร แพรวาเหลือบตามองแล้วกล่าว “ขอบคุณ” เสียงเบา ปั้นจั่นยิ้มตาหยีไม่พูดตอบ
ระหว่างพักน้ำ ช่างแต่งหน้าซุบซิบกันเรื่องแฟนเก่าปั้นจั่นที่เคยโด่งดังในวงการ เพื่อนแพรวาถามแหย่ “กล้าไหม ไปถามเขาตรง ๆ”
แพรวาส่ายหน้า ทำเป็นไม่สนใจ แต่ดวงตากลับจ้องมองไปยังปั้นจั่นที่กำลังถ่ายภาพโดยไม่รู้ตัว
….
ตกเย็นหลังเลิกงาน ฝนโปรยลงอีกครั้ง แพรวายืนหลบฝนใต้กันสาด ปั้นจั่นถือร่มคันเล็กๆ ให้สองคนเดินออกไปพร้อมกัน เงียบไปพักหนึ่งจนแพรวาถามขึ้น “เลิกกับแฟนเก่าเพราะอะไรเหรอ?”
ปั้นจั่นนิ่งซึมเล็กน้อย “เรื่องมันนานแล้ว… ต่างคนต่างฝัน ต่างเส้นทาง ผมไปต่อไม่ได้”
แพรวาไม่ซักต่อ เดินต่อไปพร้อมเสียงฝน ปั้นจั่นเหลือบมองเธอ ละสายตากลับไปยังพื้นถนนเปียกน้ำ
….
วันเสาร์ซึ่งเป็นวันงานจริง แพรวาและปั้นจั่นต้องอยู่กันสองต่อสองในซุ้มเต้นท์ที่มืดแคบข้างเวที ปั้นจั่นพยายามเปิดประเด็น “คุณออกแบบเงียบ ๆ มาก เหมือนชอบเก็บเว้นช่องว่างตลอด”
แพรวาเว้นวรรคยาว ก่อนตอบเบา ๆ “ฉันไม่ชอบความวุ่นวายหรอก กลัวเจ็บซ้ำเหมือนแต่ก่อน”
ครั้งนี้ปั้นจั่นสบตานาน “ผมเองก็กลัวเหมือนกัน แค่เลือกหัวเราะไว้ก่อน เพราะมันซ่อนง่ายดี”
แพรวาอมยิ้มเศร้า ๆ สองคนชะงักคำพูด เสียงหัวเราะจากเวทีแว่วมาเบา ๆ
….
โปรเจกต์ผ่านไปอย่างราบรื่น ทุกคนร่วมฉลองที่ร้านอาหาร ทีมงานเฮฮา แพรวานั่งเงียบ ปั้นจั่นยกแก้วมาชนเธอ “ขอบคุณสำหรับไอเดียดี ๆ นะครับ”
แพรวายิ้มรับ “ขอบคุณเหมือนกัน…ที่ช่วยให้ฉันกล้า”
สองคนสบตานานกว่าปกติ เงียบอยู่อย่างนั้น ก่อนจะถูกเพื่อนแซว ปั้นจั่นหัวเราะกลบเกลื่อน แพรวาหัวเราะตามแต่สายตายังพิเศษ
….
หลังเลิกงานเฟสติวัล แพรวารู้สึกถึงความเหงาท่วมตัว เธอตั้งใจไม่ทักปั้นจั่น เพราะกลัวผูกพันเกินไป หลายวันผ่านไป มีแต่ข้อความรูปภาพเก่า ๆ ที่ปั้นจั่นเคยส่งมาแต่ไม่อ่าน
หนักเข้าวันหนึ่ง ปั้นจั่นขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าบ้านแพรวา ส่งรูปถ่ายใบหนึ่งในซองจดหมาย ไม่มีข้อความกำกับ แพรวามองรูปอยู่นาน เห็นเป็นภาพเธอในช่วงที่เธอหัวเราะอย่างเปิดเผยกลางสายฝนวันนั้น
แพรวานั่งนิ่ง ๆ กระทบใจโดยไม่รู้ตัว
….
ค่ำวันหนึ่ง ขณะแพรวากำลังนั่งวาดแบบในห้อง ปั้นจั่นโทรมา เสียงไม่มั่นใจ “ขอโทษนะ ถ้าผมทำให้คุณอึดอัด ผม… แค่ไม่อยากเสียอะไรที่มันดี แล้วก็ไม่กล้าพอจะพูดออกไปเหมือนกัน”
แพรวาเงียบ ถอนหายใจ “ฉันต่างหากที่กลัว ถ้าเข้าไปใกล้เกิน จะเสียใจอีกหรือเปล่า”
“ลองให้โอกาสตัวเองดูอีกทีได้ไหม” ปั้นจั่นกล่าว อารมณ์จริงจังมากกว่าครั้งไหน ๆ
แพรวาชะงักไปนานก่อนตอบ “ลองดูก็ได้… แต่ถ้ามันไม่รอด ก็ต้องหัวเราะให้ได้เหมือนเดิมนะ”
ปั้นจั่นหัวเราะอย่างโล่งอก เสียงแผ่วเบาเต็มไปด้วยความหวัง
….
วันหยุดสุดสัปดาห์ แพรวาชวนปั้นจั่นไปร้านกาแฟเล็กๆ ในซอย ปั้นจั่นขับรถมารับ เงียบสงบตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ขี้เล่น เขากุมมือแพรวาเบา ๆ ซึ่งสาวเจ้าไม่ได้ปัดป้อง
“วันนี้ไม่เล่นมุกเหรอ?”
“เล่นจนเหนื่อยแล้ว อยากให้เธอเห็นอีกมุมละ”
ทั้งคู่นั่งจิบกาแฟ เงียบ ๆ ด้วยความสบายใจแบบที่ไม่ต้องพูดอะไร
….
โปรเจกต์ใหม่กำลังจะเริ่มต้น ทีมบริหารวางแผนให้ทั้งคู่ประสานงานกันอีกครั้ง ครั้งนี้แพรวาไม่ปฏิเสธ เธอวาดแบบด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ปั้นจั่นค่อย ๆ วางกล้องลงข้างตัว พวกเขามองหน้ากันเงียบ ๆ กับรอยยิ้มจริงใจที่เคยซ่อนอยู่ข้างหลังความกลัว
“คราวนี้ขอหัวเราะด้วยกันนะ” ปั้นจั่นกล่าวเบา ๆ
แพรวายิ้มรับพร้อมจับมือเขานิ่ง ทุกอย่างดูธรรมดา…แต่พิเศษสำหรับหัวใจสองดวงที่กล้าเปิดเผยความกลัว ความผิดพลาด และยิ้มให้วันใหม่ไปด้วยกัน