ลอดแสงของลมหนาว
เสียงหวีดหวิวของลมหนาวกระแทกกระทบหน้าต่างไม้ ผ้าม่านผืนบางกระพือเบา ๆ ในห้องนอนเล็ก ๆ เย็นยะเยือก อรปรียา สาวน้อยผมดำยาวผู้ขี้อาย เหลือบมองออกนอกหน้าต่าง — โลกภายนอกถูกกลบด้วยหิมะขาวหนาแน่น แม้ฤดูหนาวจะเป็นเรื่องปกติที่นี่ แต่คืนนี้ มันมีบางอย่างเหมือนจะหนักอึ้งเป็นพิเศษ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธอพยายามข่มตานอน ครอบครัวของอรปรียาอาศัยที่หมู่บ้านริมภูเขา ห่างไกลผู้คน บรรยากาศอบอุ่นในบ้านเก่า แม้ปรากฏรอยร้าวบนผนัง กับเสียงเตาไฟที่เปลวเพียงริบหรี่ ท่ามกลางเสียงลมหอน เธอมักคิดถึงแม่ซึ่งยังทำงานโรงแรมในตัวเมืองไกลออกไป ส่วนพ่อ…หายตัวไปเมื่อหกปีก่อน ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีใครตอบว่าทำไม
ประตูห้องนอนเปิดแง้ม ก้องภพ เด็กหนุ่มขี้เล่นข้างบ้านที่เธอคุ้นเคย โผล่หน้ามาแอบดูด้วยรอยยิ้ม “ยังไม่นอนเหรอ ไอ้หนาวนี่เล่นเอาเราตื่นตลอดคืนเลย ไม่กลัวหิมะกินรึ?”
อรปรียายิ้มบาง ๆ “ฉันแค่…รู้สึกแปลก ๆ ลมมันดังเหลือเกิน”
ก้องภพดูเงียบขรึมชั่วขณะ “ปีนี้ดูจะหนาวกว่าเมื่อก่อนสินะ” เขาหันมาจ้องตา “ได้ยินข่าวลือคืนนี้บ้างไหม?”
“ข่าวลือ?” เธอกระซิบ
“ว่ากันว่า…มีคนเห็นเงาปริศนาเดินวนเวียนอยู่ในป่า”
อรปรียานั่งนิ่ง หัวใจเต้นแรง มือเย็นเฉียบ แม้แต่เสียงลมหิมะก็คล้ายจะเบาลง ถามกลับด้วยเสียงแผ่วเบา “แล้ว…พวกนั้นว่าไง?”
ก้องภพทิ้งตัวลงขอบเตียง “เขาว่าถ้าเจอกับเงานั่นจะหายไป เหมือนพ่อเธอ หรือเหมือนลุงสมัย” ดวงตาเขาฉายแววเศร้าเจือความท้าทาย “ไปดูด้วยกันไหม?”
เด็กสาวลังเล รู้ตัวว่ากลัว แต่แรงผลักดันบางอย่างลึก ๆ กัดกินใจ นี่อาจเป็นโอกาสที่จะได้รู้ความจริง หรือนี่คือคืนที่ชีวิตของเธอกำลังจะเปลี่ยน—
ภายนอกลมยังแรง อรปรียากับก้องภพค่อย ๆ คลุมเสื้อตัวหนา หยิบไฟฉายกับรองเท้าหิมะ ก้าวสู่นอกบ้าน ใต้แสงจันทร์เย็นนั้น หมู่บ้านส่วนใหญ่ปิดไฟเงียบราวเมืองร้าง มีเพียงแสงไฟขุ่น ๆ สองดวงในเงา
“กลัวเหรอ?” ก้องภพถามเบา ๆ ขณะเดินฝ่าหิมะไปตามตรอกแคบ
“กลัว” อรปรียากระซิบ “แต่ถ้าไม่ตามไป พ่อฉันจะยังคงไม่มีวันกลับมา”
ก้องภพหยุด เงียบไปอึดใจ “ฉันเองก็…ฝันถึงพ่อแม่ตลอด”
เสียงหิมะถูกเหยียบย่ำ เสียงดังก้องในความเงียบ ต้นสนสูงๆ โอนเอนสั่นไหว เด็กทั้งสองเดินส่องไฟฉายสลัวไปยังข้างป่าด้านทิศเหนือ ทันใดนั้น ไฟฉายส่องเงาทะมึนบนลานหิมะ บางอย่างแว่บผ่านตา
“อร เห็นไหม?” ก้องภพกระซิบ กระหน่ำจับต้นแขนแน่น
หญิงสาวตาโต เหงื่อเย็นซึม แม้ในความหนาว—ข้างหน้า มีเงาเคลื่อนไหว สายลมหวีดร้อง ลมหายใจสองคนกลายเป็นไอขาวคลุ้ง
ไฟฉายตกใส่พื้น ก้องภพรีบเก็บขึ้น เงาขยับหาย เขาถอนหายใจ “ไปกันเถอะ ก่อนจะ…เกิดอะไร”
อรปรียายืนอึ้ง ใจหนึ่งอยากหนี แต่ขากลับยิ่งแข็งทื่อ “ฉันว่า…มันจ้องเรา มันไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน”
ก้องภพกอดไฟฉายไว้แน่น “หรืออาจเป็นแค่ลม…แต่ฉัน… ฉันรู้สึกเหมือนเคยเจอมันในฝัน”
เงาบนหิมะนั้นเลือนหาย กลายเป็นรอยเท้าทอดยาวเข้าไปในป่าด้านหลังหมู่บ้าน เด็กสองคนไม่กล้าขยับต่อ พร้อมอ้อมผ่านข้างป่ากลับบ้าน ทิ้งคำถามในใจและเงากลางหิมะไว้เบื้องหลัง
เวลาสาย ลมหิมะยังไม่หยุดครวญ อรปรียาตื่นมาด้วยอาการไข้ขึ้น จากการออกไปกลางคืน แม่ดูแลเงียบ ๆ ไม่ซักถามอะไรนัก มีเพียงคำถามเล็ก ๆ ว่า “เมื่อคืนไปไหน?” อรปรียาไม่กล้าสบตา ขอเพียงแค่พักสายตาจากโลกที่ไม่ปลอดภัยนี้…
เมื่อไข้เริ่มลด ก้องภพแอบมาหาที่หน้าต่าง เขาส่งกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ผ่านซี่ลูกกรง “ฉันคิดว่ามันมีมากกว่าที่เราเห็น ดูนี่…รอยเท้านั้นมันหายไปกลางอากาศ!” หน้ากระดาษวาดร่องรอยหิมะ และจุดที่รอยขาดหาย
“หมายความว่า…?” อรปรียาเว้นจังหวะ รอเขาอธิบาย
ก้องภพรอยยิ้มจางลง “บางที…มันไม่ใช่อะไรที่ควรมีอยู่บนโลกนี้”
“แล้วถ้าเราไม่หยุดค้นหา?”
ก้องภพนิ่ง มุมปากกระตุกน้อย ๆ “ก็แปลว่า…เราต้องยอมรับความจริง ต่อให้มันเจ็บปวด” เขาเป่าลมร้อนอุ่นใส่มือ “แต่ฉันก็อยากรู้ เหมือนเธอ”
คืนนั้น สองคนตัดสินใจออกไปอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ปริศนา แต่ตรงกลางระหว่างความกลัวกับความสงสัย คืออดีตของอรปรียา—เธอเริ่มฝันถึงคืนที่พ่อหายตัวไปอีกครั้ง เห็นแสงจ้าสว่างวาบ สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของมือจับแขนไว้ เสียงเรียกชื่อเบา ๆ ก่อนที่ความทรงจำจะดับวูบ
โต๊ะอาหารเช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศอึมครึมปกคลุมทั่วบ้าน แม่เยียบเย็นเป็นพิเศษ เธอจิบชาเชื่องช้า “อร…ระวังสิ่งที่เธอไม่เห็น ฉันเคยสูญเสียมามากแล้ว”
คำพูดนั้นติดอยู่ในใจอรปรียาจนออกจากบ้านไปโรงเรียน วิชาชีวะครูกิ่งยกตัวอย่างเรื่องการปรับตัวของสัตว์ในภูมิอากาศสุดขั้ว “สัตว์บางตัวจะซ่อนตัว หรือกลายร่าง เมื่อถึงฤดูหนาว พวกเขาทนเพราะพวกเขาต้องการอยู่รอด” มีเสียงหัวเราะแว่วจากเพื่อนร่วมชั้น แต่สายตาอรปรียาจ้องแต่หน้าต่าง เมื่อลมหมุนพัดหิมะลงมาอีกระลอก
พักเที่ยง ก้องภพตามมานั่งข้าง ๆ “เห็นรอยเท้าที่ป่าใต้น้ำตกยัง?”
เธอส่ายหน้า “กลัวเจออะไรแบบคืนก่อนมากกว่า”
“ก็แค่…เสี่ยงดูอีกซักครั้ง” รอยยิ้มเขาดูเหมือนจะเป็นกำแพงกลบความหวาดหวั่น เงียบกันครู่หนึ่ง ก้องภพพูดคล้ายกระซิบ “ฉันฝันถึงพ่อแม่ตลอด…ฝันถึงรอยเท้าในความมืด ร้องไห้จนตื่น”
“เมื่อคืนฉันฝันถึงพ่ออีก” อรปรียาตอบ “เขาจับมือฉันไว้ บอกให้รีบกลับบ้าน…” เธอเม้มปากแน่น ก่อนสบตาก้องภพ “ฉันไม่อยากเสียใครไปอีก”
สองคนตัดสินใจว่าเย็นนี้จะไปยังพื้นที่รอยเท้าหายกลางหิมะ ขณะเดียวกันในเช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวลือใหม่แผ่กระจาย เด็กหญิงในหมู่บ้านข้างเคียงหายตัวไปขณะเล่นหิมะตอนค่ำ ทุกคนในหมู่บ้านเริ่มพูดถึงคำสาปฤดูหนาวอีกครั้ง
หลังเลิกเรียน ก้องภพกับอรปรียาพบกันใต้ต้นสน เขาเอาเสื้อกันหนาวมาฝากเธอ ผ้าพันคอสีแดงสดส่งกลิ่นสะอาด “ถ้าต้องหนี ต้องหนีไปด้วยกันนะ”
เธอจับมือแน่น “แต่เราจะหนีไปถึงไหน?”
ก้องภพกลืนน้ำลาย “ถ้าเราไม่เผชิญ มันก็จะตามเราไปทุกที่”
เดินลึกเข้าไปในป่า สองคนเดินตามรอยเท้าที่ทอดเข้าไปกลางหิมะ ซากกิ่งไม้ และเสียงน้ำตกแว่วไกลขึ้นทุกที ไฟฉายส่องไปบนกองหิมะ มีเงาบางอย่างพลันแว่บไปหลังต้นสนสูงชะลูด
“โอ้ย!” ก้องภพลื่นล้ม อรปรียารีบช่วย ทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ คลายความตึงเครียด เงียบกันไปพักหนึ่งก่อนก้องภพพูด “ฉันรู้สึกว่า…เราสองคนต่างมีอะไรคั่งค้างในใจ”
อรปรียาวางมือบนหัวเข่า “ฉันคิดถึงพ่อทุกคืน อยากรู้เขาหายไปไหน” น้ำเสียงเธอสั่นแต่แน่วแน่ “ฉัน…กลัวว่าถ้าเข้าใกล้ปริศนานั้นจริง ๆ จะไม่มีวันกลับมาได้อีกเหมือนกัน”
ก้องภพถอนหายใจ “งั้นทำไมถึงอยากค้นหา?”
“เพราะถ้าไม่เผชิญมัน…ฉันจะกลัวมันไปทั้งชีวิต”
ใต้แสงสลัว พลันทั้งสองพบกับรอยเท้าที่ทอดหายเข้าไปใต้แอ่งน้ำแข็งข้างน้ำตก พวกเขาส่องไฟลงไป เห็นเงาจาง ๆ คล้ายมนุษย์ละลานตา ทันใดนั้น ผืนน้ำแตกเสียงดัง วูบเดียวรอยเท้าทั้งหมดจางหายไปกับสายลม
ทั้งสองสบตากันเงียบ ๆ อรปรียากุมมือเพื่อนแน่น “ทำไมเราต้องเจอมัน? ทำไมผู้ใหญ่ไม่ช่วย?