ใต้ผืนฟ้าสีเหล็ก (Beneath The Steel Sky)
เสียงฟ้าร้องไล่ลงมาตามรอยตึกสีเงินตัดกับผืนฟ้าสีเทา วารินทร์ยืนอยู่ริมหน้าต่างกระจกใสในสำนักงานชั้น 46 สองมือท้าวขอบโต๊ะ สายตามองเหม่อออกไปสู่เส้นขอบฟ้าที่กลืนกลายกับหมอกควัน เธอถอนหายใจยาวก่อนจะปล่อยมือ ท่ามกลางแสงไฟจาง ๆ ของเมืองที่ไม่เคยหลับ วารินทร์รู้สึกตัวเองเหมือนส่วนหนึ่งของเครื่องจักรอันไร้หัวใจ เป็นเพียงน็อตเล็ก ๆ ใต้ฟ้าเหล็กนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประตูเลื่อนเปิดอย่างแผ่วเบา เด็กหนุ่มอายุสิบหกยืนลังเลอยู่ตรงประตู ภายในห้องมืดเกินไปสำหรับสายตา พลหลบสายตา ไม่กล้าสบตาวารินทร์
“มีอะไรหรือเปล่า พล” เสียงวารินทร์นุ่มแต่แฝงความเหนื่อยล้า
“ผมขอเงินหน่อย… แค่นิดเดียว” เขาเบือนหน้าหนีแสงไฟสีส้มที่ขอบห้องมือสั่นเล็กน้อย
วารินทร์หยิบกระเป๋าสตางค์ เปิดดูธนบัตรเก่าแผ่นเดียว “ล่าสุดเพิ่งให้ไป ทำไมหมดแล้ว”
เด็กหนุ่มเงียบไปนาน สุดท้ายจึงกระซิบ “… เพื่อนขอ…”
วารินทร์นิ่งไป สีหน้าลังเล “อย่าขลุกกับคนแบบนั้น มันไม่ดีต่อตัวเองรู้ไหม”
พลส่ายหน้าเบา ๆ “แม่ก็พูดแต่แบบนี้…”
“แม่ห่วง” วารินทร์พูดเสียงเบา แต่แววตาแข็งกร้าวปรากฏเพียงแวบเดียว
พลจับลูกบิดแน่น “แล้วแม่เคยเข้าใจผมจริง ๆ ไหม” ก่อนจะเดินออกจากห้อง ทิ้งกลิ่นอายความเย็นชาไว้เบื้องหลัง
ไฟในสำนักงานหรี่ลงจนเกือบดับ วารินทร์นั่งนิ่งอยู่ตรงโต๊ะ เจ็บร้าวในใจ
ครู่หนึ่งมือถือสั่น แจ้งข้อความเข้ามีเพียงประโยคเดียวจากผู้ส่งนิรนาม: “รหัส#A109: ระวังหลัง”
เธอมองจอมือถือ สัญญาณเตือนบางอย่างวาบเข้ามา—ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่อาจเกี่ยวกับชีวิตของเธอด้วย
รุ่งเช้า วารินทร์เดินลัดเลาะในโถงโลหะของสถานีหลัก เหล่าเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบดูเคร่งขรึมกว่าเคย บางคนกระซิบกัน เธอพยายามเพ่งฟังแต่รับรู้เพียงเสียงกลืนลมหายใจอันหนักอึ้ง ก่อนที่เพื่อนร่วมงานจะเข้ามากระซิบข้างหู “เมื่อคืนมีคนโดนจับตัวที่ชั้น 43 เขาว่าเกี่ยวข้องกับโครงการอะไรบางอย่าง…”
“ใคร?”
“…ไม่รู้ แต่เคยเห็นคุณคุยด้วย”
หัวใจวารินทร์กระตุก เธอหันไปมองพลางกัดริมฝีปาก พยายามเก็บสีหน้า ทุกอย่างเหมือนจะเริ่มไม่ปลอดภัยสำหรับเธออีกต่อไป
หลังเลิกงาน วารินทร์กลับห้อง แต่พบเพียงความว่างเปล่า พลไม่กลับบ้าน โทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ เธอเดินเวียนในห้องอย่างกระวนกระวาย มองออกไปยังเส้นสายตึกบนผืนฟ้าไฟกะพริบเหมือนกับมีรหัสบางอย่างแฝงเร้นอยู่ในความมืด
ในตรอกซอยเทคโนโลยี เด็กหนุ่มเดินตามเพื่อนที่ดูดบุหรี่ไฟฟ้า พลหยุดเดินกลางทาง มีถุงกระดาษในมือ รู้สึกตัวว่ากำลังถูกมอง เพื่อนในกลุ่มกระซิบ “แม่แกทำงานพวกนั้นใช่ไหม”
“งานอะไร” พลแกล้งถามกลับแต่หัวใจเต้นแรง
“แกควรรู้บ้างนะ คนในเมืองนี้ไม่ใช่อย่างที่เห็น” เพื่อนคนหนึ่งหัวเราะพลางโยนขวดลงถังขยะเสียงดัง
“แกคิดว่าผู้ใหญ่พูดความจริงเรอะ?”
พลเม้มปากแน่น รู้สึกหวาดระแวง หูได้ยินเสียงสายตายื่นเข้ามาในซอกซอย พลตัดสินใจเดินหนี ปล่อยเพื่อนเหล่านั้นไว้
คืนนั้นพลแอบกลับบ้าน เก็บของลงกระเป๋าเสื้อผ้าขนาดเล็ก สอดแผ่นชิปเก่า ๆ ซึ่งแม่เคยหวงที่สุด เขาคิดจะหนี
วารินทร์เห็นพลเดินออกประตู รีบเดินตาม “จะไปไหน”
“ที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีแม่!” พลตะโกนกลับด้วยเสียงสั่น
“แต่โลกนี้มันอันตรายกว่าที่คิดนะพล” วารินทร์เสียงเครือ
“แม่ก็แค่กลัว—ไม่ใช่กลัวผมหายไป แต่กลัวตัวเองจะเสียใจอีก!”
คำพูดยิ่งกรีดใจวารินทร์ เธอเดินเข้าไปหาอย่างช้า ๆ พลถอยหลัง ปากกัดฟัน น้ำตาเอ่อ “ผมขอโทษ เจ็บปวดก็เรื่องของผม!”
เสียงฟ้าผ่าก้องเหนือเมือง เงาสะท้อนพวกเขาสองคนซ้อนทับกันบนกระจกประตู
รุ่งเช้าวารินทร์ได้รับซองเอกสารใต้ประตู ข้างในมีแผ่นดิสก์และข้อความ: “จงเลือก—ความจริงหรือความปลอดภัย”
เธอนิ่งงัน นึกถึงโครงการทดลองที่เคยเป็นข่าวลือ เธอเคยปฏิเสธว่ามันเป็นเรื่องโกหก แต่หลักฐานนี้ช่างชัดเจนเกินไป เสียงโทรศัพท์ดังพลัน “ยืนยันตัวตน รหัสA109 ตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติ”
เธอวางสาย เดินไปยังหน้าต่างอีกครั้ง กำลังพยายามตัดสินใจระหว่างการแฉความจริง หรือหลบหนีเพื่อปกป้องลูกชายบุญธรรมของเธอ
ตลอดวันนั้น เธอสืบหาข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กร ค้นหาชื่อผู้เกี่ยวข้องกับโครงการลับ ระหว่างนั้นเธอได้รับสายขู่ “ถ้ายังสอดรู้ ระวังลูกชายจะไม่มีโอกาสกลับบ้าน”
วารินทร์ชะงัก ใบหน้าถอดสี มือสั่น ทว่าตัดสินใจแน่วแน่ เธอต้องปกป้องพลในทุกทาง
ขณะเดียวกัน พลหนีออกมายังโถงยานยนต์ใต้ดิน ติดต่อเพื่อนที่เคยบอกเรื่องงานลับ เขาหวังจะเข้าใจโลกของผู้ใหญ่ให้มากขึ้น แต่กลับต้องเผชิญกับกลุ่มชายฉกรรจ์สวมหน้ากาก พวกเขาตะคอกว่า “แกเป็นลูกวารินทร์ใช่ไหม?”
เด็กหนุ่มสู้สุดแรงแต่ก็ถูกรวบไว้ เสียงปืนไร้เสียงดังขึ้น เป็นคำขู่ เขาถูกลากขึ้นยานบินเล็ก ถูกพันธนาการด้วยสายพลาสติก
ระหว่างที่พลหายไป วารินทร์ร้องไห้อย่างสิ้นหวัง เธอตระเวนตามหาในจอมอนิเตอร์ สุดท้ายได้รับวีดีโอจากเบอร์ลึกลับ ฉายภาพพลที่ถูกขังในห้องมืด มีเสียงขู่ “ส่งหลักฐานทั้งหมดมา ไม่เช่นนั้นจะไม่มีวันได้เขากลับคืน”
เวลาผ่านไป เธอตกอยู่ในวงจรเจรจาสั้น ๆ ผ่านรหัส ส่งข้อมูลปลอมบ้าง เลี่ยงเบี่ยงบ้าง เจรจาต่อรองเวลา คืนเงินเลียนแบบ แต่อีกฝ่ายรู้ทัน บีบให้เธอเลือก
หนึ่งคืนอันยาวนาน วารินทร์ขับยานอากาศส่วนตัวออกจากตึกสูง นำหลักฐานตัวจริงบรรจุกล่องกันใส่เข้าเครื่องบินขับเคลื่อนโดย AI จุดหมายไปยังจุดแลกตัวใต้ท้องเมือง เธอแกล้งทิ้งหลักฐานระหว่างทาง สร้างร่องรอยหลอกล่อผู้ตาม สะกดรอยถึงโกดังร้างกลางแม่น้ำเหล็กลึก
ในโกดังนั้น รอยเท้ามนุษย์จำลองถูกวางไว้รายทาง กล้องวงจรปิดติดตั้งไว้ตามมุมอับ เธอมาถึงจุดแลกเปลี่ยน ผู้ชายในชุดสูทสวมหน้ากากเงินยืนรอ
“หลักฐานอยู่ที่ไหน” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
วารินทร์ยืนตัวตรง ใจเต้นแรง “ปล่อยลูกชายฉันก่อน” เธอวัดใจคนตรงหน้า
“คุณไม่มีทางเลือก” ผู้ชายคนนั้นกดรีโมท ภาพพลที่อยู่ในมือถือของเขาขยับ ไฟในห้องขังดับวูบ
“ขอโทษนะพล แม่ขอโทษ…” เสียงวารินทร์แผ่วเบา ดวงตาเปียกน้ำตา เธอโยนกล่องหลักฐานไปตรงหน้า ทันใด เสียงปืนปริศนาดังขึ้นกลางความมืด กลุ่มชายฉกรรจ์ร่วงลง ทีละคน
เจ้าหน้าที่หน่วยลับโผล่มาจากเงามืด ซัดเข้าปราบผู้ลักพาตัว เกิดการต่อสู้รุนแรงระหว่างสองฝั่ง พลถูกคลายพันธนาการ วารินทร์พุ่งเข้าโอบลูกชายเต็มแรง กลั้นกอดในความโกลาหลนั้น
“ตอนนี้เธอกับลูกปลอดภัยแล้ว” เจ้านายหญิงของวารินทร์กล่าวผ่านหูฟัง แต่แววตาไม่น่าไว้วางใจ เธอมองกล่องหลักฐานซึ่งถูกอีกฝ่ายขโมยไป วารินทร์รู้สึกถึงแรงกดดันครั้งใหม่ที่กำลังจะมา
ขณะออกจากโกดัง วารินทร์กับพลเดินอยู่เคียงกันเป็นครั้งแรก พลสงบลง ราวกับล่วงรู้ถึงบางอย่าง “แม่… จริง ๆ แม่กลัวใช่ไหม ว่าจะเสียผมไปอีกคน”
วารินทร์นิ่งไป น้ำตาซึม “ใช่ แม่กลัวมากจน…บางทีแม่ก็ลืมว่าพลเองก็เจ็บ”
พลเดินมาหยุดตรงหน้าวารินทร์ หยิบชิปข้อมูลที่เคยขโมยไปคืนให้แม่ “ผมคิดถึงแม่…ถึงยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ผมอยากอยู่ด้วยกัน”
วารินทร์กอดลูกแน่นในความเงียบของเมืองใต้ฟ้าเหล็ก แสงอาทิตย์อ่อน ๆ รำไรผ่านม่านหมอก เธอรับรู้ว่าความรัก ปกป้องกันและกัน ไม่ได้แปลว่าจะพ้นความสูญเสียเสมอไป แต่จะไม่หยุดรับฟังกันอีกแล้ว
เสียงนาฬิกาเตือนดังขึ้น วารินทร์กอดลูกชายแนบอก เงาฟ้าสีเหล็กยังทอดตัวอยู่ แต่บางอย่างในใจทั้งสองคนเปลี่ยนไปไม่มีวันเหมือนเดิมอีก