แสงระหว่างเรา
เช้าแรกของฤดูหนาวในเมืองใหญ่ แสงอาทิตย์เฉียงแหวกม่านกระจกสตูดิโอศิลปะ “เตระ” อย่างเชื่องช้า กลายเป็นเงาลายเพนต์สีที่ทอดยาวไปทั่วพื้นไม้เก่า ๆ อาเวย์ยืนลังเลอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งกุมสายกระเป๋าเป้แน่น นิ้วโป้งอีกข้างกำลังกดจุดที่รอยแผลเป็นใต้คาง ลำคอเกร็งขึ้นเมื่อเสียงประตูเก่าเอี้ยดเปิดด้วยมือเจ้าของสตูฯ คนสูงวัยผมขาว หญิงคนหนึ่งที่ดูเข้มงวดแต่แววตามีความเมตตา ทุกอย่างเหมือนหยุดชะงักเพียงชั่วอึดใจระหว่างพวกเขา ก่อนที่เธอจะขยับเปิดประตูออกกว้างโดยไม่พูดอะไร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาช้ากว่าที่นัดไว้สิบเจ็ดนาที” เสียงเธอแหบแต่หนักแน่น อาเวย์ขยับตัวรับคำขอโทษในลำคอแต่กลับไม่มีเสียง เขาเพียงปรายตาขึ้นสบกับเธอสั้น ๆ
“เข้ามาเถอะ เดี๋ยวสียิ่งแห้งเร็วกว่านี้จะไม่ทัน” เธอผายมือพาเขาเข้าไปข้างใน สตูดิโอเงียบสงัด มีแค่เสียงพู่กันเคลื่อนไปบนผ้าใบขนาดยักษ์ในมุมห้อง นักเรียนอีกสองสามคนกระซิบคุยข้างกัน พลางเหลือบมองคนแปลกหน้าอย่างอาเวย์แบบไม่กล้าตรง ๆ
เขาเลือกวางกระเป๋าตรงมุมใกล้หน้าต่าง หัวใจเต้นแรงเกินกว่าจะยืนเฉย อาเวย์ถอนหายใจ กลบเกลื่อนความเขินและแรงกดดัน ความรู้สึกแปลกแยกกัดกินตั้งแต่เขาก้าวเท้าเข้ามาที่นี่
ณัฐ มือขวาของเจ้าของสตูฯ กำลังจัดโต๊ะและอุปกรณ์ เธอหยุดมือแล้วปรายตามองอาเวย์ด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ “นายมาฝึกงานเหรอ?” เสียงของณัฐนุ่มนวล แต่ฟังออกว่าเหงา
“อืม…อาเวย์” เขาฉีกยิ้มบาง ๆ ก้มหน้า แต่ยังโกยสายตากวาดดูงานศิลป์รอบห้อง
ณัฐพยักหน้า เหลือบมองชุดแปรงวาดแล้วหยิบออกมาส่ง “ฝากนายล้างแปรงพวกนี้ทีนะ เดี๋ยวก็เข้าใจเองว่าต้องทำอะไร”
ตลอดครึ่งวันแรก อาเวย์เงียบขรึมเดินวุ่นในสตูดิฯ หลีกเลี่ยงสายตาทุกคน รายละเอียดงานซ้ำซากและกลิ่นสีทำให้เขารู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าในใจ เขาหลบมุมเข้าข้าง ๆ ตู้ไม้เก่าซึ่งมีกรอบรูปศิลป์ตั้งทับซ้อนกัน เขาหยิบกรอบหนึ่งขึ้นพลิกดู ในแววตาเงาสะท้อนกับภาพวาดเด็กชายไร้ชื่อ
“ห้ามแตะกรอบนั้น!” เสียงกระซิบแข็ง ๆ ของเจ้าของสตูฯ ดังขึ้นจนภาพในมืออาเวย์สะดุ้ง เหงื่อซึมตามปลายผม
“ขอโทษครับ ผมแค่…” เสียงหัวใจเต้นแรงขึ้นเมื่อพลันเห็นเงาในกระจกกรอบรูปเคลื่อนไหวสวนกับภาพในนั้น
เจ้าของสตูฯ จ้องเขาและกรอบรูปนิ่ง ๆ ราวกับรอให้อาเวย์พูดต่อ อาเวย์เลือกเก็บรูปลงที่เดิมอย่างเงียบเชียบ
บ่ายวันนั้น สายตาของเพื่อนร่วมงานอย่าง “โลกิ” ศิลปินรุ่นพี่ผิวเข้ม ดูจะไม่เป็นมิตร โลกิเอามือพาดเก้าอี้ ส่งเสียงจิ๊งี้เบา ๆ พลางกระซิบกับเพื่อนข้าง ๆ “เด็กใหม่ดูเพี้ยนว่ะ ไม่รู้เข้ามาด้วยเส้นใคร” แล้วหัวเราะเบา ๆ แต่ดวงตาคอยจับจ้องอาเวย์ตลอด
อาเวย์ฝืนยิ้มรับ ดวงตาก้มต่ำ สะกดความรู้สึกโกรธ กลัวและอึดอัดจนตึงมือ ใจหนึ่งอยากวิ่งหนี ใจหนึ่งอยากมีที่อยู่สักแห่ง
คืนนั้น หลังเลิกงาน อาเวย์นั่งย่องอยู่ในสตูดิโอเก่าเงียบ ๆ เสียงฝีเท้าตั้งใจเดินเข้ามา เป็นณัฐที่ยื่นโดนัทถุงเล็ก ๆ ให้
“กินไหม นายดูอดมื้อเช้า” เธอส่งตาอบอุ่นแต่แฝงบางอย่างคล้ายสงสัย
“ขอบใจ…ผมไม่ค่อยหิว” มืออาเวย์รับขนมแต่ไม่แตะ เขาเหลือบดูกรอบรูปเงียบ ๆ แต่อดชำเลืองตาตอบไม่ได้
“นายดูเศร้า” ณัฐพูดเบา ๆ เสียงแผ่วราวกลัวใครได้ยิน
“เปล่า…” อาเวย์แสร้งหัวเราะ “แค่คิดอะไรนิดหน่อย”
ณัฐนิ่ง เธอสบตาอาเวย์ สายตาเปิดเผยน้อย ๆ “ถ้านายไม่พูด มันอาจจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ”
“ขอโทษ ผมไม่ถนัดเล่า…” เขาสะดุด จ้องรูปเด็กในกรอบ “มันเหมือน…เราเคยรู้จักกัน”
ณัฐเงียบ หัวคิ้วขมวดเป็นปม เธอเหมือนจะพูดบางอย่างแต่กัดปากแน่น “คืนนี้…ลองมองกรอบรูปนั้นดี ๆ บางทีนายจะเข้าใจมากกว่านี้”
อาเวย์ข่มใจหันไปทางรูป ภาพสะท้อนเพียงเสี้ยววินาทีทำให้น้ำเสียงเงียบสงัดรอบตัวดูหนาวยะเยือก
วันถัดมา โลกิยังคงจงใจขวางทางเขาในทุกเรื่อง “ไง จะลองวาดรูปแข่งกับพวกพี่บ้างไหม?” โลกิกระเซ้าเสียงดัง มีเพื่อน ๆ หัวเราะเบา ๆ เป็นฉากสำรอง
“ผมไม่เก่งหรอก แค่…อยากเรียนรู้” มือที่กุมแปรงยังสั่นระริก อาเวย์หลบตา แต่โลกิจ้องเขาอย่างไม่ลดละ
“ไม่อยากลอง หรือกลัวแพ้?” โลกิก้มหน้าเข้าใกล้ รอยยิ้มมุมปากดูเยาะเย้ย ในขณะที่ณัฐมองซ้ายขวาแล้วพูดแทรก “โลกิ พอเหอะ ไร้สาระ”
โลกิถอยออก หัวเราะในลำคอ “เด็กใหม่ก็เข้าใจยากดี” พูดจบก็เดินจากไป
ช่วงพักกลางวัน ในห้องเตรียมสี ณัฐเดินเข้ามาช้า ๆ เธอจับข้อมืออาเวย์เบา ๆ “นายไม่จำเป็นต้องทนทุกอย่าง ถ้าสู้ไม่ได้ วันนี้สู้ วันหนึ่งจะกลายเป็นเรื่องปกติของนายเอง”
“ผมหวังว่างั้น…” น้ำเสียงเขาร่ำไรอยู่ในลำคอ ทอดสายตายาวออกนอกหน้าต่าง “ผมล้มเหลวจนชินแล้ว”
ณัฐจับมือแน่นขึ้น ก่อนจะละปล่อย “มีอะไรให้ช่วย บอกได้นะ” สิ่งนั้นคือคำสัญญาของมิตรภาพที่เพิ่งเริ่มขึ้น
กลางคืนอีกครั้ง อาเวย์ฝันเห็นเงาเด็กในกระจกสะท้อน เคลื่อนไหวช้า ๆ เขาชะงัก ใจเต้นรัว เงาในกระจกค่อย ๆ ยกนิ้วชี้ไปที่กล่องไม้เก่าข้างตู้
ตื่นขึ้นมากลางความเงียบ อาเวย์เดินไปเปิดกล่องไม้ พบกล่องจดหมายเก่าปักชื่อ “แต่เพียงเราสอง” ในกล่องมีจดหมายสองฉบับและภาพถ่ายขาวดำรูปเด็กชายกับหญิงสวมชุดศิลปิน ยิ้มน้อย ๆ อยู่ข้างกัน
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ณัฐโผล่เข้ามาด้วยความเป็นห่วง “นายโอเคไหม?”
“ผม…ไม่แน่ใจ” เขายื่นจดหมายให้ณัฐ
ณัฐอ่านโดยไม่พูดคำ กี่วินาทีของความเงียบสิ้นสุดลงด้วยการร้องไห้เงียบ ๆ ของเธอ
“เด็กในรูป…คือฉันกับพี่ชาย” ณัฐพึมพำเบา “พี่หายตัวไปที่นี่ ไม่มีใครหาศพเจอ ฉันเหลือแต่เงารอยสีนั้น” เธอพยายามกลั้นน้ำตา
“แล้ว…เด็กในกระจก?” อาเวย์มองหน้าณัฐจริงจัง
ณัฐเงียบอย่างหนัก “ฉันไม่รู้ ฉันแค่…รู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างเฝ้าดู”
กลิ่นสีคลุ้งในอากาศ กลบกลิ่นน้ำตาทั้งสองคนไว้ หากในความเงียบนั้น ต่างฝ่ายต่างสัมผัสได้ถึงความกลัวและบางสิ่งที่ผูกพันพวกเขาเข้าด้วยกันอย่างเหนียวแน่น
ในวันต่อมา ทุกอย่างในสตูดิโอดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย อาเวย์ลงมือวาดภาพ เงาดำ ๆ บนกระดานวาดกลายเป็นเงาเด็กชายไร้หน้าโดยไม่รู้ตัว
“นายวาดจากจินตนาการ หรือเห็นจริง?” เจ้าของสตูฯเอ่ยขึ้นเย็นชา
“เห็น…ในกระจก” เขาตอบอ้อมแอ้ม
เจ้าของสตูฯพ่นลมหายใจ “บางสิ่งก็ไม่สมควรดึงกลับมา ถ้าอยากอยู่ต่อ อย่าทำให้ที่นี่ไม่สงบ” เธอพูดพร้อมมองลึกเข้าดวงตาเขา
วันหนึ่งเมื่อสาย อาเวย์รู้สึกถึงแรงเย็นยะเยือกข้างหลัง เงาของเด็กชายในกรอบรูปปรากฏในกระจกยาวเก่า คราวนี้เงาขยับ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
“นายเห็นไหม?” เขากระซิบถามณัฐอย่างระแวง
ณัฐกลืนน้ำลาย “ฉัน…ฉันกลัวเวลานั้นเสมอ”
โลกิแอบฟังอยู่ไม่ไกล เขาขยับตัวเข้าใกล้กระซิบแขวะ “มีอะไรกันเหรอ? กลัวผีในสตูฯเหรอ?”
อาเวย์ไม่ตอบ ดวงตาจริงจัง โลกิสะดุ้งหลังฟังเสียงกรอบรูปครูดลงกับโต๊ะเองโดยไม่มีใครแตะ
บ่ายวันนั้น ภาพเด็กในกรอบกระจกเริ่มเผยรอยยิ้มเจือเศร้า ทุกคนในห้องพลันรู้สึกหนาวเยือก อย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ
ณัฐตัดสินใจเผชิญหน้ากับความกลัว เธอเดินไปยืนต่อหน้ากรอบรูปนั้นด้วยสองมือสั่นเทา “ถ้าคือพี่…ทำไมถึงไม่กลับมา”
เงาในกรอบรูปเฉยเมย แต่ภาพสะท้อนเริ่มร้องไห้น้ำตาไหลลงบนแก้มในกรอบกระจก
อาเวย์ยืนข้างณัฐ จ้องเด็กในรูป “บางที…เขาอยากให้เรายอมรับ ว่าทุกอย่างมันจบไปแล้ว”
ณัฐสั่นศีรษะ น้ำตาไหลพราก “ฉันไม่อยากลืมเขา แต่ก็ไม่อยากกลัวอีกต่อไป”
ที่มุมหนึ่ง เจ้าของสตูฯ ยืนฟังเสียงสะอื้นไห้ คิ้วขมวดแน่น แต่ไม่มีถ้อยคำใดหลุดออกมา
คืนนั้นเอง เมื่อทุกคนกลับบ้านไปแล้ว อาเวย์แอบกลับมาสตูดิโออีกครั้ง เขาปลดกรอบรูปวางลง ทันทีที่นิ้วแตะกรอบ ไฟในห้องดับพรึบ เงาเด็กชายปรากฏตรงหน้าพร้อมเสียงกระซิบแผ่วเบา
“คุณ…กลัวอะไร?” เงานั้นถาม
อาเวย์นิ่งงัน น้ำตาคลอเบ้า “กลัวว่าจะไม่มีใครต้องการผม กลัวสิ่งที่ผมทำพังพินาศเสมอ”
เงาเพียงยิ้มจาง ๆ ก่อนจะสลายหายไปในเงามืด จังหวะนั้น เจ้าของสตูฯปรากฏอยู่ที่ประตู เธอค่อย ๆ เข้ามาใกล้ มองตาอาเวย์อย่างลึกซึ้ง “สตูดิโอนี้เต็มไปด้วยอดีต แต่นาย…ต้องเลือกให้อะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นบ้าง”
การพูดคุยนั้นลึกซึ้ง อาเวย์เริ่มเข้าใจว่า ความกลัวของตนไม่ได้ผูกแก่เพียงอดีต หากแต่ต้องเผชิญและเลือกเดินต่อไป
เช้าวันต่อมา อาเวย์ตัดสินใจชวนทุกคนในสตูฯ วาดภาพร่วมกัน “ผมอยาก…ขอโทษถ้าเคยทำให้ทุกคนอึดอัด ถ้าพวกเราลองวาดภาพเดียวกัน…อาจได้เห็นอีกมุมหนึ่งของทุกคนว่ามีอะไรที่รอจะงอกงาม”
ณัฐยิ้มรับ โลกิดูอึ้ง ๆ แต่สุดท้ายก็พยักหน้าช้า ๆ แม้จะแกล้งทำไม่สนใจ
ภาพที่ออกมา แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เต็มไปด้วยสีสันใหม่ ๆ พวกเขาฉลองชัยชนะเล็ก ๆ ของความกล้าเผชิญอดีตและยอมรับตัวเอง
ก่อนปิดสตูฯคืนนั้น เจ้าของสตูฯเดินเข้ามาอวยพรอาเวย์เป็นการส่วนตัว “อย่าปล่อยให้ความลับทำลายชีวิตนายอีก นายกล้ามากกว่าที่คิดไว้”
อาเวย์เดินออกจากสตูดิโอในคืนนั้นท่ามกลางแสงไฟพลบค่ำ มือหนึ่งสัมผัสกล่องจดหมายเก่าที่เก็บไว้ในกระเป๋า ดวงตาเขาส่องประกาย สีหน้าเปลี่ยนจากหวาดกลัวเป็นแน่วแน่ขึ้นเล็กน้อย เสียงกลุ่มเพื่อนใหม่แว่วในความมืด สะท้อนเป็นแสงไฟในใจ