ไกลกว่าขอบฟ้าเดียวกัน
ลมหายใจสีขาวจาง ๆ ลอยออกมาจากปากของจินตา เด็กหญิงวัยสิบแปด ปี สวมเสื้อกันหนาวหนาทึบ เดินสวนทางกับสายลมเดือนมกราที่แหลมทิวา เมืองหิมะที่ห่างไกลสายตาโลก หิมะตกหนาแน่นทั้งคืน เพิ่งซาลงเป็นผงเบาบนหลังคาไม้ของบ้านเช่าแบบเก่า ๆ จินตาชะลอฝีเท้าตอนผ่านหน้าต่างคลังสมุดของโรงเรียน เสียงรองเท้าบูทแตะลงบนพื้นน้ำแข็งสีน้ำเงินเข้ม กึก กึก น้ำแข็งที่ปกคลุมทุกตารางนิ้วของเมือง ดูเหมือนจะคอยกลืนกลบทุกเสียงลงไป กลายเป็นความเงียบที่น่าอึดอัด เธอหยุดหายใจวูบหนึ่ง เหลียวมองถนนซึ่งร้างคนและแสงไฟร้านกาแฟไกล ๆ ก่อนจะปาดผมออกจากกรอบหน้าที่ขาวซีด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูเหล็กหน้าบ้านเช่าเปิดออกด้วยเสียงครืด ๆ จินตาโยนเป้ลงกับพื้น ฮัมเพลงเบา ๆ ทั้งที่ใจยังฝังเสียงโทรศัพท์สั้น ๆ เมื่อเช้านี้—“แม่บุญธรรมของเธอหายตัวไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ไม่มีใครเจอ” เสียงครูใหญ่เอื้อมมาตามหา ตัดขาดจากความฝันเมื่อคืนที่รู้สึกคล้ายจริง แต่มันไม่ได้เริ่มต้นด้วยความฝัน มีแค่ความว่างเปล่าหนักอึ้งในอก
ท่ามกลางห้องที่เย็นเฉียบ จินตาควานหาผ้าพันคอผืนเก่าของแม่บุญธรรม กลิ่นสบู่อ่อน ๆ ยังติดอยู่ เธอกระชับคอ กวาดตาไปทั่วห้องเหมือนจะพบเงาบางอย่างที่เหลืออยู่ แววตาสะท้อนภาพเด็กหญิงที่ยังไม่สำเร็จการเรียนและยังตื่นกลัวจังหวะของหิมะในความมืด
เสียงเคาะประตูดังระรัว ทำเอาหัวใจจินตาเต้นแรง เธอเดินช้า ๆ ไปเปิด พบชายหนุ่มนิรนาม ผิวขาวซีดในเสื้อแจ็คเก็ตหนา ใบหน้าเหมือนคนเคยเจ็บปวด “เธอคือจินตาใช่ไหม” เขาถามแผ่ว ๆ แววตาคล้ายมีบางอย่างซ่อนอยู่
“ใครส่งคุณมาคะ?” จินตาเลิกคิ้ว น้ำเสียงผสมระแวดระวังกับกลัว
“ฉันชื่ออคิน ฉัน…รู้จักแม่บุญธรรมคุณ” เขาถอนหายใจยาว ก่อนเอื้อมซองจดหมายปึกหนึ่งสีเหลืองซีดออกมา “นี่จดหมายที่เธอฝากไว้ก่อนหายตัว”
จินตารับมาอย่างลังเล ลูบซองเบา ๆ สีหน้าเปลี่ยนกลายเป็นสงสัยและห่วงใย เธอเลือกเปิดอ่านหน้าต่างโดยไม่เชื่อใจในทันที อคินยืนมอง สีหน้าไม่แน่ใจว่าจะพูดต่อดีไหม
“คุณเห็นแม่ฉันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” จินตาถามพลางก้มอ่านตัวหนังสือสีซีดในกระดาษเก่า อคินกลืนน้ำลาย “คืนวันจันทร์ เธอพูดว่า…อย่ากลัวอดีตที่ตามมา”
จินตาใจสั่น “มันหมายความว่าอะไร” เธอยืนขึ้นกะทันหัน น้ำเสียงเครียด อคินหลบตา—“ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่เธอดูเครียดเหมือนกัน เธอกำชับฉัน…ให้ดูแลเธอด้วย”
ทั้งสองยืนนิ่ง ห้องเงียบจนนับเสียงลมหายใจได้ สายตาจินตาจ้องเขม็งด้วยความระแวดระวังปนความอยากเชื่อใครสักคนในโลกที่เต็มไปด้วยหิมะและความลับ
ค่ำวันนั้น ทั้งคู่เดินออกจากบ้านเช่า ลัดเลาะไปตามแนวรั้วไม้บนถนนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง อคินอาสาขับรถนำทาง จินตานั่งนิ่ง มองนอกหน้าต่าง หิมะปลิวผ่านแสงไฟเหลืองอ่อน ๆ เธอลูบผ้าพันคออย่างประหม่า
“คุณรู้จักแม่ฉันดีแค่ไหน” จินตากระซิบ
“รู้จัก…ในแบบที่ไม่ควรรู้จัก” อคินพูดย้ำ เนื้อเสียงหม่นลง ประกายในตาคล้ายซ่อนอดีตที่เจ็บปวด จินตาเบี่ยงหน้าหนี ไม่กล้าถามต่อทันที
ถึงแหล่งน้ำแข็งหลังเมือง จุดที่แม่ของจินตาหายไป ทั้งสองหยุดยืนเหม่อมอง เงาสะท้อนในน้ำเป็นรูปร่างบิดเบี้ยว ท่ามกลางลมหายใจสีขาวของพวกเขา
อคินยกกล้องถ่ายรูปขึ้นเล็ง “ที่นี่เคยมีเด็กสาวในหมู่บ้านหายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน แม่เธอเคยเล่าให้ฉันฟัง”
จินตาเบิกตา “หมายความว่ายังไง เด็กคนนั้นเกี่ยวอะไร?”
“ฉันถามแม่เธอ เธอปฏิเสธตลอด” อคินตอบ แข็งกระด้างกว่าก่อน สีหน้าปิดกั้น
จินตายืนนิ่งเนิ่นนาน ความหนาวกัดใจลามถึงกระดูก สองคนเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ แต่อารมณ์เต็มไปด้วยคำถามและความกลัวที่ไม่มีชื่อเรียก
เช้าตรู่วันต่อมา จินตาแกะจดหมาย อ่านซ้ำติดต่อกัน คราบน้ำตาบาง ๆ ปะปนกับหมึกในกระดาษ “หากวันหนึ่งเธอได้รู้ความจริง เธอจะให้อภัยฉันไหม” จินต้าจ้องตัวหนังสือ สับสนระคนแค้นในอก
อคินเข้ามานั่งเงียบข้างเธอ “เธอไม่เคยเล่าความลับให้ใครฟังเลยหรือ?”
“แม่ฉัน…ไม่เคยไว้ใจใครนอกจากฉัน” เสียงสั่น ๆ หลุดจากปากจินตา “แต่บางที…ฉันก็ไม่รู้จักแม่เลย”
ลมเย็นโหมกระหน่ำ กระจกหน้าต่างสั่น จินตาฟังเสียงข้างนอก เธอระแวงว่าใครจะเดินผ่าน เสียงรองเท้าบูทชายหนุ่มเดินวนในบ้านขึ้นลงตลอดวัน สีหน้ากังวล ทั้งคู่เริ่มค้นของแม่บุญธรรม เศษกระดาษ ภาพถ่ายขาวดำ เก่า ๆ คำใบ้ในของใช้ฟังดูไม่มีความหมาย แต่ลึก ๆ แล้วเหมือนเชื่อมโยงบางอย่าง
อคินเจอสร้อยคอเงินที่กล่องหัวเตียง “นี่ของแม่เธอรึเปล่า?” จินตารับมา มองนานเหมือนของชิ้นนี้มีคุณค่ามากเป็นพิเศษ มือเธอสั่น เท้าสัมผัสพื้นแข็งแน่น “แม่ไม่เคยให้ฉันใส่…”
“เพราะอะไรล่ะ?” อคินมองหน้าเธอ อยากรู้แต่ไม่กล้าเร่งเร้า จินตานิ่ง เงียบ แล้วส่ายหัวเบา ๆ
ตกกลางคืน หิมะตกหนักอีกครั้ง ห้องเล็ก ๆ กลายเป็นที่กบดานของความฝันและความระแวง ทั้งสองนั่งเงียบ แสงไฟสลัว ๆ ปลุกความกลัวในอกจินตาขึ้นมาใหม่
“ฉันกลัวจะเป็นคนสุดท้ายที่รู้ความจริง” เธอพูดช้า ๆ เหมือนสารภาพบาป อคินหลุบตาเงียบ “เราต้องหาคำตอบถึงจะรู้ว่าเราควรกลัวอะไร”
ขณะค้นห้องใต้หลังคา จินตาเจอกล่องไม้สลักชื่อ “ลิลิต” ชื่อนี้ไม่ได้เป็นของแม่บุญธรรม จินตาฉงน อคินเองก็งุนงงเช่นกัน ภายในกล่องมีรูปเด็กหญิงตัวเล็กสวมชุดกันหนาวสีดำ ใบหน้ายิ้มแต่ตาคล้ายร้องไห้
“นี่ใคร?” อคินถามเสียงแผ่ว จินตาใจวูบ—ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยเห็นรูปเด็กในบ้านเลย
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ในกล่องก็ดังขึ้น เลขหมายไม่ขึ้นชื่อ จินตานิ่งอึ้ง อคินลนลาน “จะรับไหม?” เขาเอ่ยจบเสียงโทรศัพท์ก็ดับลง เหลือแต่เสียงหัวใจในอก
พลันหน้าต่างกระทบแรง ชายรูปร่างสูงในเสื้อลงสีเทาเดินลัดเข้าบ้าน เสียงประตูเหล็กขูดแกรก “จินตา เธออยู่บ้านไหม?” เสียงผู้ชายคนเดิมที่อยู่หัวซอย ซาโลม นักบัญชีประจำหมู่บ้าน
จินตาพยายามตั้งสติ อคินแอบอยู่หลังตู้ “ฉันอยู่ค่ะ” เธอกระซิบกลับ ซาโลมเดินเข้าช้า ๆ สายตาช่างสังเกต เขามากวาดของในบ้านเงียบ ๆ
“ฉันแวะมาเอาสมุดบัญชีของแม่เธอ” ซาโลมหยิบหนังสือเก่าบนโต๊ะ จินตาสะดุ้งถาม “แล้วคุณรู้ไหมว่าแม่ฉันหายไปไหน?”
ซาโลมเม้มปาก ไม่ตอบ อคินเงยหน้ามองตรง ดวงตาแข็งกร้าว ซาโลมหัวเราะแผ่ว “ถ้าบอกก็ไม่ใช่เรื่อง สนใจจะดูยอดเงินของคุณไหม?”
เสียงขัดแย้งในบทสนทนา ซาโลมเหลือบตาหรี่ จินตาลอบมองมือที่กำสร้อยแน่น อคินส่งสัญญาณให้เงียบ ทุกอย่างคล้ายเกมระหว่างคนแปลกหน้า ที่แต่ละคนปกปิดความลับไว้ไม่มีใครยอมเฉลย
ราตรีถัดมา อคินไปนั่งที่ชิงช้าในสวนหลังบ้าน หิมะตกปกคลุมรอบตัว “ฉันเคยรู้สึกผิด ผิดจนไม่กล้ากลับบ้าน” เขาพูดกับจินตาด้วยน้ำเสียงขมขื่น “แม่เธอช่วยฉันไว้ แต่ฉันตอบแทนอะไรไม่ได้เลย”
จินตานั่งข้าง ๆ เก็บไม้กวาดมาถือแน่น “ฉันเหมือนกัน บางครั้งฉัน…โกรธแม่ ทั้งที่ยังไม่เข้าใจอะไรเลย”
“บางทีเราไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำ” อคินกล่าวเบา ๆ มุมปากสั่นน้อย ๆ
เสียงโทรศัพท์จากในกล่องไม้ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้จินตาวางนิ่งก่อนจะตัดสินใจกดรับ “ฮัลโหล…” เธอพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
เสียงผู้หญิงแก่แหบพร่าแว่วมา “ลิลิต…จินตา อย่ากลัวแม่ แม่รักหนู”
จินตาเงียบ หยาดน้ำตาไหลเงียบ ๆ เธอเพิ่งรู้ความจริงข้อนี้ แม่บุญธรรมไม่เคยจากไป เพียงแต่เก็บความลับไว้ ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเด็กหญิงในภาพ—ตัวเองในวัยเด็ก ความสูญเสียของครอบครัวแท้ ทุกอย่างถ่ายทอดผ่านความเงียบเย็นของเมืองหิมะ
อคินลูบหลังเธอเบา ๆ ทั้งคู่กอดกันนิ่ง ท่ามกลางความหนาวที่เริ่มอบอุ่นขึ้นเล็กน้อยในใจพวกเขา
รุ่งเช้า แดดส่องลอดม่านหน้าต่างเป็นเส้นบาง ๆ จินตา เดินออกมายืนกลางลานหิมะ มองเลยขอบฟ้า เธอหยิบสร้อยคอมาใส่ ก้าวเดินต่อไป สายตาแข็งแรงกว่าเดิม โลกดูโหดร้ายไม่ต่างเดิม แต่ใจเธอกลายเป็นอีกคนหนึ่งไปแล้ว