ใต้เงารัตติกาลฟ้าฝน
เสียงฟ้าร้องกึกก้องกลางคืนเดือนเมษายนที่ฟ้าซัดสายฝนลงมาแทบลบเส้นเขตระหว่างผืนดินกับท้องฟ้า ณาดานั่งอยู่ริมหน้าต่าง เรือนเก่าข้างแม่น้ำ เธอโอบแขนตนเองแน่น แววตาสะท้อนแสงไฟจากบ้านเล็ก ๆ ห่างออกไป ทุกอย่างชุ่มไปด้วยฝน พื้นยังเย็นเยียบเหมือนวันเก่าก่อน วันที่พ่อจากไปโดยไม่ล่ำลา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แม่เดินวกกลับเข้ามาในบ้าน ไม่เอ่ยอะไร เย็นนี้แม่เงียบกว่าปกติ ประมาณสามสัปดาห์แล้วที่ฝนไม่หยุดตก ดูเหมือนหมู่บ้านชายฝนนี้จะหลงทางเข้าไปในเงาของฤดู ไม่ว่าฤดูจะเปลี่ยน เสียงฝนก็ยังอยู่
“จะนั่งรออะไรนักหนา” แม่เอ่ยเสียงต่ำไม่มองหน้า ณาดาอยากสวนกลับไป แต่ประกายโกรธเก่ากดไว้ในอก
เธอลุก เดินออกจากบ้าน เข้าไปในสายฝนที่หนาวกว่าน้ำเย็น เครื่องแต่งกายชุ่มฉ่ำแทบติดตัว ตรงสู่บ้านหลังแรกติดชายป่า—บ้านของผู้ชายที่คนทั้งหมู่บ้านต่างหลีกหนี
ธีรัตน์นั่งใต้เงามุมครัว ลอบมองหยาดน้ำไหลตามชายหลังคา เขาอยู่ตามลำพังมามากกว่าห้าปี หลังคืนที่เกิดฟ้าผ่ากลางหมู่บ้านและแม่ของเขาตายสนิท พ่อเลิกพูดกับเขา หลัง ๆ พ่อก็หายตัวไป เงาในบ้านมันเข้มขึ้นตามวันเวลาที่ไร้เสียงมนุษย์
เสียงก๊อกประตูดังขึ้น ธีรัตน์ชะงัก อยากทำเป็นไม่ได้ยิน แต่ฝนไม่ช่วยกลบเสียง
“ธีรัตน์ อยู่ไหม?” เสียงณาดาสั่น ระคนเคอะเขิน
เขาเปิดประตู มองหญิงสาวผมเปียกโชก ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเปล่งประกายไม่ยอมแพ้ เธอขยับยิ้มเจื่อน ๆ เหมือนฝืนใจตนเองมา
“ฝนไม่หยุดเลย” เธอพูดเหมือนบอกตัวเอง
ธีรัตน์เบี่ยงหลบ แววตาไม่กล้าสบ “ฉันชินแล้ว” เขาตอบเสียงเบา
ความอึดอัดผลักเข้าสู่ระหว่างทั้งสองเหมือนลมฝนที่คุกคามบ้านไม่หยุด มือณาดากำกระเป๋าแน่น เช่นเคย เธอพูดอะไรก็เหมือนจะเริ่มจากปลายเรื่อง
“เมื่อคืน ฉันฝันเห็นเด็กในป่าหลังบ้าน แกพูดอะไรไม่มีเสียง แต่ฉันรู้สึกกลัว… ถ้าพรุ่งนี้แม่ไม่กลับบ้าน ช่วย— ไปดูกับฉันหน่อยได้ไหม”
ธีรัตน์พยักหน้ากลืนคำถามในใจ แซ่บขมอยู่ในอากาศ เขาประหลาดกับขอร้องนั้น ความหวาดกลัวของณาดาไม่ต่างจากของเขาในคืนฝนฟ้าคะนอง ทุกคนในหมู่บ้านต่างมีฝันร้าย รูปแบบไม่เคยซ้ำกัน
เช้าตรู่ ฝนยังไม่หยุด ณาดากับธีรัตน์ออกจากชายเรือน ลัดเลาะไปตามทางดินเหลว เส้นทางสู่ชายป่าที่ไม่มีใครเข้าใกล้ หายใจของทั้งสองประสานเงียบ ๆ แสงแดดซ่อนตัวหลังม่านเมฆ เสียงป่าแปร่งประหลาด
ณาดาชะงัก หยิบผ้าขาวเก่าออกจากกระเป๋า “แม่เคยให้ผืนนี่บอกว่า ใช้คลุมตาตอนไม่อยากเห็นอะไรน่ากลัว” เธอยิ้มเศร้ายื่นให้ธีรัตน์
เขารับ แต่ไม่คลุมตา พลิกดูเนื้อผ้า “เธอกลัวแม่หายไปเพราะเราเข้าป่าหรือเปล่า”
ณาดาเงียบ ดวงตานิ่ง “แม่หายไปตั้งแต่ฉันยังเด็ก ฉันทำใจไว้ตลอดว่าวันนึงแม่จะออกจากบ้าน…แต่คืนก่อน แม่พูดกับฉันครั้งแรกในรอบปี” เสียงเธอแผ่วลง
กลางป่า ทั้งสองค้นหาบางสิ่งที่ไม่แน่ใจว่ามีอยู่ ธีรัตน์หยุดที่ล้อมหญ้าข้างต้นไม้ใหญ่ มือแตะรากไม้ที่ถูกขุดครึ่ง เงากระพริบวูบในสายตา
“ธีรัตน์ ฟัง… ได้ยินเสียงไหม?” ณาดาพูดเสียงแผ่ว
เขาตั้งสมาธิ เสียงกระซิบแผ่วคล้ายลมหายใจใครสักคน พวกเขาหันไปมา เงาวาบเล็ก ๆ เลื้อยไปตามโคนต้นไม้
“เราไม่ควรอยู่ตรงนี้นาน” ธีรัตน์กระซิบ
ขณะขยับจากที่นั้น เสียงฟ้าร้องผ่าสะท้อนสองข้างแก้วหู ณาดารีบคว้ามือธีรัตน์แน่นโดยไม่ทันคิด มือเขาสั่นน้อย ๆ แล้วยอมปล่อยให้นำทางกลับเรือน
ตอนหัวค่ำ ทั้งคู่กลับบ้านณาดา พบว่าแม่ไม่ได้อยู่บ้านอีกแล้ว ฝนตกหนักขึ้น แสงไฟในบ้านดับลงเฉียบพลัน ณาดากระวนกระวาย “แม่!” เสียงเธอสั่นไหว
ธีรัตน์จุดเทียนในมือ เดินไปข้างเธอ “อย่า… ใจร้อน เผื่อแม่จะไปบ้านยายฝั่งโน้น”
แต่ณาดารู้ดี นั่นไม่ใช่พฤติกรรมของแม่ เธอมองหาเบาะแส เสียงน้ำหยดจากหลังคาดังผิดปกติ
ทั้งสองยืนจ้องกันในแสงเทียนปริบ ๆ สายตาธีรัตน์เผยพิรุธราวกับรู้มากกว่าที่พูด
“ตอนฉันเด็ก ฟ้าผ่ากลางหมู่บ้านแล้วมีใครสักคนหายไปเหมือนกัน” เขาเริ่มต้นช้า ๆ
ณาดาซักต่อ “ใคร?”
ธีรัตน์หลบตา “แม่ฉันบอกว่า…พวกนั้น ไม่ได้หายไป พวกเขาถูกเงานำตัวไปฝังไว้ใต้รากไม้ เวลาที่ฟ้าผ่า…”
“หยุดพูดเถอะ ฉันไม่เชื่อ” เธอสวนทันควัน ปล่อยมือจากใต้แสงเทียน
ไฟกลับมา อากาศหนาวหนักขึ้น คืนนั้นไม่มีใครกล้านอน ณาดานั่งคุดคู้อยู่มุมเตียง ธีรัตน์นั่งเฝ้าตรงท่อนไม้หน้าบ้าน เสียงฝนยังคงดังอย่างทรมานใจ
กลางดึก ณาดาได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเฉียดประตู เธอเงี่ยหูฟัง เสียงกระซิบดังแผ่ว ๆ คำพูดปะปนเสียงฝน “ณาดา…กลับบ้านเถอะ…”
หัวใจเธอเต้นแรงกลั้นหายใจ ภาพอดีตผุดขึ้น ซ้อนทับกับเสียงร้องเรียกแม่ในคืนวันหนึ่งที่เธอเพิ่งรู้ว่าพ่อจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
เช้าวันถัดมา หมู่บ้านหลับใหลใต้สายฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดณาดากับธีรัตน์ตั้งใจจะเดินเข้าป่าลึกยิ่งกว่าเดิม เพื่อตามหาความจริง เมื่อไม่มีใครช่วย ไม่มีผู้ใหญ่สนใจ วันนั้นทุกอย่างเปียกปอนจนดูเหมือนจะละลายออกจากกัน
สองคนลุยโคลนผ่านหญ้าสูงไปจนถึงบ่อน้ำโบราณกลางป่า น้ำดำขลับเงียบงัน ธีรัตน์หยิบผ้าขาวขึ้นคลุมมืออย่างระวัง
ณาดามองไปรอบตัว “ฉันกลัวว่าถ้าวันนึงแม่หาย ฉันจะไม่ได้ให้อภัยแม่เลย” น้ำเสียงสั่น แววตาถอดความแข็งกร้าว
ธีรัตน์นิ่ง เขาเองก็มีเรื่องพูดไม่ออก “ตอนแม่ฉันตาย ฉันไม่กล้ากอดแม่เลยซักครั้ง”
เงียบ ทั้งคู่เมินที่จะซ่อนความอ่อนแอต่อกัน
เสียงคลื่นน้ำขยับ ฝนหยุดกะทันหัน เงาสีดำในบ่อน้ำสั่นไหว พร้อมเสียงกระซิบที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ “บ้าน… กลับบ้าน…”
หัวใจของณาดาสั่นเมื่อเธอเห็นใบหน้าแม่ลาง ๆ สะท้อนขึ้นจากผิวน้ำ
มือของธีรัตน์จับเทียนแน่น เขาขยับเข้าข้างณาดาช้า ๆ “เราต้องกล้าเผชิญหน้ากับมัน”
ณาดาน้ำตาคลอ เธอลังเลก่อนขานเสียงสั่น “แม่… ถ้าคุณยังอยู่ ได้ยินฉันไหม”
คลื่นน้ำปะทุ เงาดำพวยพุ่งออกมาไล่ตัดแสงสว่างรอบบ่อ ธีรัตน์คว้ามือณาดา กระซิบด้วยเสียงหนักแน่น “อย่าปล่อยมือฉัน”
เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงร้องโหยหวน ทั้งหมู่บ้านเหมือนไหวไปรอบฝั่งบ่อ เงาดำทะลักขึ้นแตะต้องขาของณาดา เธอสั่นสะท้านแต่ไม่ปล่อยมือธีรัตน์
“ฉันขอโทษ ฉันไม่ควรให้อภัยใคร ฉันแค่อยาก… ได้รักแม่อีกสักครั้ง” น้ำตาและเสียงเธอผสมกลายเป็นหนึ่งเดียวกับสายฝนที่หวนกลับมาอีกครั้ง
เงาดำค่อย ๆ จางลง ผิวน้ำกลับมาเงียบสงบ พร้อมเสียงฝนซ่า ณาดาล้มลงร้องไห้ ธีรัตน์กอดเธอไว้แน่น เขามองใบหน้าที่เปียกฝนปะปนกับน้ำตา ใบหน้าที่เข้าใจบทบาทของความสูญเสียเหมือนกัน
บนฝั่งป่า ฟ้าเริ่มเปิด ฝนห่างลงเป็นสายบาง ๆ ทั้งสองเดินออกจากป่าด้วยมือที่จับมั่น ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เป็นเพราะไม่อยากสูญเสียกันอีก
เมื่อกลับถึงเรือน ณาดาพบจดหมายเขียนด้วยลายมือแม่—“อย่าเกลียดแม่เลย แม่แค่กลัวที่จะอยู่—เหมือนที่ลูกเคยกลัวจะจากไป” ณาดาถูน้ำตา แววตาอ่อนแสงลง เธอถอนใจลึก ๆ แล้วหันไปยิ้มอ่อนให้ธีรัตน์ “ขอบคุณที่ไม่ปล่อยมือฉันไว้กลางเงามืด”
ธีรัตน์ยิ้มตอบ ครั้งแรกที่เขาทำโดยไม่ต้องหลบอะไรอีก
ณาดาก้าวออกไปใต้ฟ้าที่พากันเปิด ยืนนิ่งกับฝนโปรยบางๆ ที่เหลืออยู่ เธอรับรู้ถึงอ้อมกอดจากอดีตและความกล้าที่จะให้อภัยโลกใบนี้อีกครั้ง