แสงสีฟ้าใต้ดิน
ในอาควาโนวา เมืองใต้ดินที่แสงสีฟ้าราวปลาหมึกเรืองแสงว่ายวนส่องสว่างอยู่ตลอด ชีวิตของอรสินีไม่เคยเงียบสงบ การเคลื่อนไหวของเครื่องจักรขนาดใหญ่เบื้องบนหัว และเสียงกระซิบระหว่างบ้านหินแต่ละหลัง ทำให้เธอเติบโตมาพร้อมความสงสัยทุกลมหายใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เช้าวันหนึ่ง เธอปีนขึ้นไปบนท่อเหล็กเพื่อปลดแผ่นแปะขาด้านหลังหน้าต่าง ลมเย็นชื้นพัดลอดเข้ามาทาบทอลงบนเสี้ยวหน้า อรสินีเกือบเสียหลักแต่ยังคว้าไว้ได้ทัน ใต้ฝ่าเท้าคือถนนเบื้องล่างทีพลุกพล่านไปด้วยกลุ่มเด็กนักเรียน กระเป๋ากำลังแกว่งไกว เด็กชายหน้าคมหนึ่งคนยืนอ่านข้อความจากกระดานประกาศด้วยดวงตาแข็งกร้าว
“อรสินี! ระวัง!” เสียงของเฟนเพื่อนรักร้องเตือนขณะที่อรสินีกระโดดลงมาด้านข้างท่อน้ำ เธอหัวเราะแม้ในใจยังรู้สึกใจเต้นแรงกลัวความสูง ทั้งสองคุยกันอย่างมีชีวิตชีวา เฟนตบบ่านาง “ยังไม่เบื่อเมืองนี้บ้างเหรอ งั้นก็รีบไปหากายที่โรงงานท่อเถอะ มีข่าวลือว่าเมื่อคืนไฟฟ้าดับไปนาทีหนึ่ง คนหายอีกแล้วด้วย!”
ระหว่างเดินไปโรงงานท่อ อรสินีแสดงอาการหวาดกลัวด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อยแม้พยายามปกปิด เฟนสังเกตได้แต่ไม่พูดตรง “เราจะสืบกันไหม?” เฟนกล่าวด้วยประกายตาเจ้าเล่ห์ อรสินีลังเล เธอมีเป้าหมายทุกวันคือฝันจะออกจากที่นี่ “ฉัน…ไม่แน่ใจ ถ้าฉันถูกจับได้ล่ะ?” เฟนหัวเราะเบา ๆ “เรามีทีม!”
ที่โรงงานท่อ กายนั่งอยู่มุมหนึ่งสีหน้าหงุดหงิด เขาดูห่างเหินกว่าเคย อรสินียื่นแผ่นขนมปังเหลือ ๆ ให้ “เมื่อคืนเป็นไงบ้างกาย ถามเรื่องพี่ชายถึงไหนแล้ว” กายหลบตา “ไม่มีอะไรใหม่ พวกผู้ใหญ่ไม่เคยตอบอะไรตรง ๆ ผมว่าเมืองนี้ซ่อนบางอย่าง”
ขณะพูดอยู่ เสียงรองเท้าย่ำลงพื้นหินดังขึ้น เป็นมิลินและพฤกษ์เดินมาสมทบ มิลินถือกล่องประหลาดคล้ายสินค้าเถื่อน ส่วนพฤกษ์เงียบ กอดกระเป๋าด้านหน้าท่าทางแข็งตรง “วันนี้เราไปสำรวจโซนอับไฟใต้ฝั่งวิจัยไหม?” พฤกษ์เสนอ พวกเขาสบตามองหาคำตอบจากกันและกัน
เฟนยักไหล่ “กลัวหรือเปล่าล่ะ อรสินี?” ซ่อนรอยยิ้มไว้ขณะที่อรสินีกัดริมฝีปาก ลังเล มือสั่นด้วยความกลัวความมืด แม้ใจหนึ่งอยากรู้อยากลอง สุดท้ายเธอพยักหน้า “ไปก็ไป!” ประโยคนี้คือการก้าวข้ามความกลัวขั้นแรก
เย็นนั้น พวกเขามารวมตัวใต้ประตูโบราณป้ายสนิม มิลินหยิบกุญแจปลอมมาไข แสงไฟสีฟ้าตามซอกแต่ละมุมเริ่มพร่ามัว เสียงลมหายใจเปลี่ยนไปขณะที่ประตูเปิด เงาร่างทั้งห้าก้าวเข้าไปข้างใน บรรยากาศตึงเครียด ทุกคนต่างเก็บซ่อนความกลัวและเป้าหมายของตัวเอง
กลิ่นสนิมโลหะผสมกลิ่นเชื้อราลอยฟุ้งในอากาศ พวกเขาเดินเรียงแถวถือไฟฉายมิลิน อรสินีจ้องมองกำแพงแกะสลักลวดลายซับซ้อน ดวงตาของเธอสอดส่องหาร่องรอยแปลกปลอม “เหมือนมีกลไกอยู่ตรงนี้” เธอกระซิบ พฤกษ์โน้มตัวมาใช้ไขควงยุ่งกับช่องบางอย่าง ก่อนเสียงกลไกกระทบราวกับเครื่องจักรตื่นตัวตามคำเชื้อเชิญ
พวกเขาประหลาดใจเมื่อพบห้องเล็ก ๆ ฝังในกำแพง เต็มไปด้วยลูกแก้วสีฟ้าเปล่งแสงรางบาง เฟนเปิดตู้เล็ก ๆ พบสมุดบันทึกเก่า เขายื่นให้อรสินี เธอพลิกอ่านอย่างกระวนกระวาย “การทดลองยังคงล้มเหลว…ผลึกสีฟ้าทำให้ผู้คน…เปลี่ยนไป เขายับยั้งไม่ได้…” ข้อความขาด ๆ หาย ๆ
ขณะนั้น กายขนลุกซู่ “นี่หมายความว่าอะไร คนที่หายไป…อาจไม่ได้หนีออกไปเหมือนที่สภาเมืองบอกเรา?” พฤกษ์สบตาทุกคนด้วยแววตาเป็นประกายจาง ๆ มิลินเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนพูดเบา ๆ “เราต้องหาคำตอบมากกว่านี้”
จู่ ๆ เสียงฝีเท้าเงียบ ๆ ดังแผ่วที่ปลายทางเดิน เฟนใจกล้าก้าวออกไปดักหน้า กล้องวงจรปิดเก่า ๆ กะพริบตามเขา อรสินีตัวแข็งทื่อโดยไม่รู้ตัว เสียงประตูข้างหลังปิดลงอย่างช้า ๆ ทำให้ทุกคนสะดุ้ง เฟนอุทานช้า ๆ “เราถูกขังอยู่ในนี้แล้ว?!”
พฤกษ์ควบคุมสติ รีบเข้าไปดูที่ล็อคประตูกลไกกลับทำงานไม่ได้ เขาคำรามในคอ อรสินีรู้สึกหายใจไม่ออก พยายามบังคับให้อารมณ์เย็น มิลินจุดไฟจากตะเกียงแก้วที่เธอพก เงาโรมแรมทับซ้อนบนใบหน้าทุกคน
ตลอดหนึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเขาสำรวจพื้นที่ เฟนทำลายกล่องไม้ แมงก์ไฟฟ้าสีฟ้าพุ่งกระจายจนกลายเป็นประกายหิ่งห้อย อรสินีกล่อมใจตัวเองไม่ให้ร้องไห้ มิลินเจอแผนที่เก่า ๆ ใส่ในซองซ่อนใต้ตู้ พวกเขาระดมความคิดจนหัวตื้อ กายเริ่มหงุดหงิดตวาดเสียงลั่นใส่พฤกษ์ “นายซ่อนอะไรไว้อีกหรือเปล่า? ทำไมรู้เยอะจัง?”
พฤกษ์เม้มปากนิ่งเงียบ สายตาจับจ้องกับลูกแก้วสีฟ้า เขาอธิบายว่า พ่อเขาเคยทำงานในเขตทดลองลับ เรื่องที่เล่าต่อกันมาแต่เด็กคือ ใครเข้าเขตโซนอับไฟแล้วหายไป คือคนที่ ‘เลือกเป็นส่วนหนึ่งกับเมือง’ ไม่ใช่แค่ตาย กำแพงนั้นดูดกลืนดวงวิญญาณ
บทสนทนาเงียบลง ทุกคนต่างหวาดกลัว เฟนยักไหล่เมื่อเห็นทุกคนเริ่มถอดใจ “หรือเราต้องเป็นเหยื่อแบบเดียวกัน?” อรสินีสบตาเพื่อนแต่ละคน ภายในใจเธอเริ่มต่อต้านความกลัวโบราณ ดวงตาเปล่งประกายความตั้งใจปนแววสั่นไหว
แสงไฟสีฟ้าในห้องลับเริ่มกะพริบเร็วขึ้น พวกเขาได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาเหมือนสายลมบนท้องถนนมืด มิลินเอื้อมมือไปแตะกระจกใสมือสั่น เธอมองเห็นภาพลาง ๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งยิ้มเศร้า “ทำไมพวกนั้นยังร้องขออิสรภาพ…” เสียงเพ้อฝันของใครสักคนสะท้อนในศีรษะของอรสินี
เสียงระเบิดไฟฟ้าเล็ก ๆ ดัง “เราต้องรีบออกก่อนไฟดับหมด!” กายเร่ง ทุกคนวิ่งหาทางหนี เฟนควักลูกกุญแจเสริมที่ซ่อนไว้เปิดประตูจนสำเร็จ พวกเขาออกไปทันและพบกับทางออกลับในถนนใต้ดิน
อรสินีเริ่มตั้งคำถามกับแม่ที่บ้านขณะนั่งลงเคียงข้าง โต๊ะเก่า ๆ กับแสงสีนวลอ่อนโยน แม่ตอบเธอเพียงว่า “เด็กบางคนโตพอจะกล้าเผชิญความจริง แม่อยากให้หนูเลือกเอง” ด้วยความลังเลอรสินีตัดสินใจกำลูกแก้วฟ้ากลับไปให้กายและเพื่อน ๆ
คืนถัดมา กลุ่มเพื่อนทั้งหมดนัดพบกันใต้สะพานท่อ พฤกษ์จัดหาเครื่องมือสายลับ เฟนสร้างเสียงตลกกลบเกลื่อนความตึงเครียด กายขัดสนมาดนิ่งด้วยสายตาเคร่งขรึม “เราต้องเข้าไปเขตปลอดไฟอีกครั้ง ถ้าไม่อยากให้ใครเป็นรายต่อไป”
ระหว่างทางเดินในอุโมงค์ยาวมืดมิด อรสินีเปรยกับพฤกษ์อย่างสั่นเครือ “นายเคยกลัวมั้ย หรือแค่ทำเป็นเข้มแข็ง?” พฤกษ์นิ่งอึ้ง เผยมุมเปราะบาง “กลัว…แต่ฉันเลือกจะลุย เพราะหากไม่ทำ เราคงเสียกันมากกว่านี้” เขาไม่สบตาแต่เสียงนิ่งแน่วแน่ทำให้อรสินีใจชื้น
แผนที่ของมิลินนำทางมาจนสุดปลายทาง เป็นพื้นที่ทรงกลมล้อมด้วยกลไกแก้วร้าว เครื่องควบคุมพลังงานส่งแสงสีฟ้าอ่อน ๆ เฟนก้มลงแตะพื้นพลางหัวเราะ “ที่นี่ดูเหมือนโรงละครเก่ายังไงไม่รู้” กายสำรวจแผงควบคุมจนพบสวิตซ์ซ่อนอยู่
แต่เมื่อกายเปิดวงจรเสียงระฆังสัญญาณดังกระหึ่ม เหล่าผู้คุมเมืองในชุดคลุมเงินกรูกันมา กายกระซิบกับอรสินี “ถึงเวลาต่อต้านแล้ว” ทั้งหมดหาทางหลบหนี ฝุ่นคละคลุ้งไปกับแสงไฟกะพริบ
ผ่านการวิ่งหนีอันน่าระทึก พวกเขาซ่อนตัวในช่องแคบใต้พื้นกระเบื้อง มิลินกระซิบอ่อนแรง “ถ้าเราถูกจับ ใครจะช่วยพวกที่หายไป?” เฟนปลอบใจ “จะปล่อยนายคนเดียวได้ไงเล่า แค่เราทำสำเร็จก็พอ”
เมื่อสถานการณ์บีบคั้น อรสินีตัดสินใจวางแผนเสี่ยง เธอกับพฤกษ์ล่อผู้คุมเมืองออกไป เพื่อให้กายและมิลินเข้าไปที่ใจกลางเครื่องควบคุม กายลังเลแต่มิลินจูงมือ “ครั้งนี้เราต้องกล้า”
พฤกษ์เผชิญหน้าผู้คุมเมืองทำให้พวกนั้นชะงักชั่วครู่ “นายรู้ว่าเพราะอะไรใช่ไหม? เพราะที่นี่กลัวความเปลี่ยนแปลงมากกว่าความมืด พวกนายไม่กล้าก้าวข้ามอดีต!” เธอตะโกนแทรกเสียงลมหายใจถี่
เวลาในห้องควบคุมเครื่องจักรเดินเร็วขึ้น ลูกแก้วสีฟ้าในมือกายเปล่งแสงแรงกล้า มิลินอ่านโค้ดบนแผงควบคุมด้วยมือสั่น เฟนเข้ามาสมทบช่วยพลิกวงจร เมื่อเครื่องจักรเริ่มรวน เสียงวิญญาณที่ถูกกักขังดังขึ้นภายในหัวของอรสินี
ความกลัวทั้งชีวิตรวมกันในเสี้ยววินาที เธอต้องเลือกว่าจะหยุดหรือปล่อยแสงสีฟ้าให้ดับ ผลลัพธ์อาจใครบางคนต้องสละ แม้ใจเต้นแรง เธอตะโกน “พวกนายต้องออกไป ฉันจะอยู่ที่นี่!”
เพื่อน ๆ ตะโกนเรียก ช่วงเวลานั้นแสงสีฟ้าร้าวแตกกระจายเป็นคลื่น อรสินีเผชิญหน้าวิกฤติอย่างตรงไปตรงมา เธอเอื้อมมือกดปุ่มสุดท้าย เสียงหวีดร้องแผ่วเบาหายไปกับอากาศ แสงไฟสาดส่องสลายความมืดครั้งแรกในเมือง
พื้นห้องพังทลาย พวกเขาลอยตัวออกสู่โถงกลางเมือง ทุกคนหล่นลงพื้นแก้วที่สว่างวาบ มิติสั่นไหวและแสงธรรมชาติทะลุผ่านเข้ามาเหนือผืนเมืองใต้ดินอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
อรสินีลืมตาอีกครั้ง เธออยู่ในอ้อมแขนเพื่อน ๆ ทั้งน้ำตาและรอยยิ้ม พฤกษ์จ้องเธอแน่นเฟนหอบเหนื่อย มิลินกุมมือไว้แน่น กายเองก็หัวเราะพลางเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อ ความรู้สึกโหยหาถูกเติมเต็มด้วยสายสัมพันธ์ใหม่
ในวันที่เมืองใต้ดินเปิดรับแสงอาทิตย์เป็นครั้งแรก กลุ่มเพื่อนทั้งห้าจับมือกันแน่น อรสินีหันไปทางช่องเปิด แสงขาวอบอุ่นทาบทอลงบนใบหน้า ทุกคนสานต่อก้าวใหม่ด้วยหัวใจที่กล้าและซื่อสัตย์ต่อตัวเอง