คืนฝนสีฟ้าแห่งสตูดิโอศิลปะ
หลอดไฟนีออนกระพริบรัวๆ บนเพดานสตูดิโอศิลปะไม้เก่าตรงหัวมุมถนนสายซอกแซก เปรมยืนเกาะประตู ไหล่ห่อ มือเย็นเฉียบ ลมหายใจขาดห้วงขณะสูดกลิ่นสีอะคริลิกผสมฝุ่น บริเวณโต๊ะยาวกลางห้องเสียงเพลงแจ๊สเบาแว่วมาจากลำโพงเก่า พลอย เจ้าของสตูดิโอแต่งตัวเซอร์ ดึงผ้าพันแผลออกจากมือขวาอย่างไม่แยแส
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นายชื่ออะไรนะ?” เสียงเธอเอ่ยห้วน ๆ เปรมมองนิ้วมือที่มีรอยฝังสีแข็ง “เปรมครับ พี่พลอยให้ผมเริ่มวันนี้เลยไหม?”
พลอยหัวเราะแผ่ว “รีบทาสีตรงโน้นให้เสร็จก่อนวันพฤหัสนะ เด็กใหม่”
เสียงคู่สนทนาของพลอยกับเพื่อนร่วมวงศ์วานอีกสองคนแปร่ง ๆ ยังคุยกันถึงการคัดเลือกนิทรรศการภาพลึกลับปีที่แล้ว เปรมรู้สึกเหมือนไม่เข้าใจภาษาเดียวกัน พร้อมกับสายตาแปลก ๆ ของลูกค้าค่ำนี้ที่เป็นชายชราเฝ้ามองรูปวาดหญิงสาวไร้หน้าอยู่นาน
“วันแรกก็ตื่นเต้นเนอะ” เต้ เด็กฝึกงานอีกคนยิ้มให้เปรม “จับแปรงดี ๆ ถ้ายังไม่ชินก็ซ้อมเลย”
เปรมพยักหน้าอย่างเกร็ง มือสั่นตอนหยิบแปรง เขารอดูว่าพลอยจะพูดอะไรอีกไหม แต่เธอแค่มองผ่าน ๆ เหมือนไม่ใส่ใจ
พอหมดทางเลือก เปรมก้มหน้างุดลงกับผนังไม้ผุ ลายถอดใจจะลอกสีก็จางหาย กลิ่นขี้เลื่อยกับเศษกระดาษที่กองทับถมกัน เริ่มจางลงเปรมหลับตา สูดลมหายใจลึก ก่อนเอื้อมมือไปปาดสีแรก
เสียงพลอยดังขึ้นอีก “อยากทำอะไรมากกว่าที่บ้านสั่งใช่ไหม? มาที่นี่ระวังจะติดใจ” เธอเว้นจังหวะ ความเงียบนั้นหนักแน่น เปรมแปลไม่ออกว่าเธอพูดเล่นหรือจริง
“แค่ไม่อยากอยู่บ้าน” เปรมกระซิบ พยายามไม่ให้เสียงสั่นเต้เหลือบตามองพลอยพลางถอนหายใจ พึมพำ “ใคร ๆ ก็หนีบางอย่างเหมือนกันหมดแหละ”
เวลาผ่านไป เสียงพู่กันลากไปตามผนัง เหมือนเป็นจังหวะหัวใจอ่อนแรง เปรมสะดุ้งเมื่อเงาร่างเล็กของเด็กหญิงผมยาววิ่งแสงวาบข้างหลัง แต่พอหันไปก็ไม่เจอใคร
รุ่งเช้า ผู้คนแวะเวียนมาดูงานศิลปะสั้น ๆ พลอยค้านเสียงแข็งกับเพื่อนสนิทที่ชื่อรตาในการเลือกภาพ “อย่าเอารูปสาวไร้หน้าไปโชว์อีกนะ ไม่งั้นฉันลาออก”
รตายักไหล่ “แต่ภาพนั้นเป็นของคนที่หายตัวไปไม่ใช่เหรอ? ถ้าไม่โชว์จะรู้ได้ยังไงว่าเขาอยู่ไหน…”
เปรมยืนมองการโต้วาทีนี้ พลางเอามือลูบไล้รอยต่อผนังไม้ ท้องฟ้าจาง ๆ ข้างนอกมีเสียงรถติดขัด เขาอยากถามหลายอย่างแต่กลับปล่อยให้ความเงียบคลี่คลุม
ในมุมแสงสลัว เปรมเก็บถังสี นั่งลงพิงกำแพงคิดถึงความเงียบของบ้าน ในหัวเต็มไปด้วยเสียงตะโกนจากพ่อแม่ เรื่องที่เขาเลือกเรียนศิลปะทั้งที่ที่บ้านหวังให้เรียนบัญชี ภายในสตูดิโอนี้เปรมไม่ต้องกลัวเสียงด่า แค่สบตากับเงาหรือรอยแตกร้าวบนผนังไม้ก็พอ
ตกเย็นวันหนึ่ง พลอยกลับมาช้ากว่าปกติ สายตาเธออ่อนล้า เต้แซว “พี่ไปทำอะไรมา หน้าตาซีดเลย”
“บางอย่างกำลังตามฉันมา” พลอยพูด แววเสียงเหมือนจะกล้าแต่เจือความกังวล เหลือบมองภาพหญิงสาวไร้หน้าเหมือนอยากพูดอะไรต่อแต่กลืนคำไว้ในลำคอ
รตาวางกระเป๋าแล้วจ้องตาพลอย “อยากพูดอะไรก็พูดสิ”
“เมื่อคืน ฉันได้ยินเสียงเหมือนคนร้องขออะไรจากภาพนั้น” พลอยก้มต่ำ ก่อนจะหันขวับมา “แกไม่เคยรู้สึกเลยเหรอ?”
แสงนีออนร่วงหล่นจากเพดาน เปรมสะดุ้งเพราะลูกค้าชรายังจ้องภาพเดิมเหมือนวันก่อน ขณะที่กลุ่มนักศึกษาวยรุ่นสองสามคนหยอกล้อคำหยาบ เปรมหลบตา ไม่กล้าเข้าไปใกล้ใคร
พลอยสูดหายใจลึก “เปรม อยู่ช่วยฉันตรวจประตูคืนนี้ได้ไหม?”
เปรมลังเล ริมฝีปากปากสั่น “ครับ…แต่ว่า…”
“แค่บอกว่ากลัวก็ได้” พลอยแค่นเสียงหัวเราะ “ไม่เป็นไรพี่ก็กลัว”
คืนที่เปรมอยู่ดูแลสตูดิโอ เสียงฝีเท้าและลมหายใจหนัก ๆ แว่วอยู่ข้างนอกหน้าต่าง มือเขากำแปรงแน่น สายตาจ้องภาพหญิงสาวไร้หน้าบนผนัง กระทั่งมีเสียงเคาะประตู เปรมกลืนน้ำลาย แน่นิ่งอยู่หลายนาที ก่อนได้ยินเสียงพลอยแวะมาด้วยไฟฉายมือเล็ก ๆ
“ขอโทษที่ปล่อยให้อยู่คนเดียว” เสียงพลอยเบาลง “ฉันเคยคิดว่ากำแพงอาจเก็บความลับของใครบางคนไว้”
เปรมลังเลอยู่ครู่ “พี่หมายถึงอะไร?”
พลอยสะบัดผม “ไม่รู้สิ รู้แค่ไม่มีใครกล้ามองภาพนี้นาน ๆ”
รุ่งเช้า อากาศเย็นเฉียบ เปรมเห็นขี้เถ้าสีดำติดอยู่ข้างกรอบภาพวาด สายตาเงาวับดูเหมือนคนจับตามอง เต้เข้ามาสะกิดเปรม “เมื่อก่อนเคยมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งวาดรูปนี้”
เปรมตกใจ “จริงเหรอ?”
เต้พยักหน้า สีหน้าขรึม “ก่อนเธอจะหายตัวไปจากสตูดิโอ เพราะทุกคนบอกว่าภาพนี้ดูเหมือนตัวจริงของเธอมากเกินไป”
คลื่นอารมณ์ในตัวเปรมพุ่งสูง เขาเริ่มถามพลอยถึงประวัติของเด็กหญิงคนนั้น พลอยเว้นคำ “ฉันไม่รู้มากนัก แต่รู้ว่าไม่มีใครสามารถแตะภาพนี้โดยไม่ได้รู้สึกกลัวหรือเสียดาย”
ค่ำวันถัดมา ระหว่างเสวนากลุ่มศิลปินในสตูดิโอ แสงเทียนยามเย็นเล่นเงาเป็นเส้นสายบนผนังไม้ พลอยถามเปรม “ถ้านายต้องเลือกระหว่างความกลัวกับความจริง นายจะเลือกอะไร?”
เปรมพูดติดขัด “ผม… ผมอยากรู้ว่าภาพนี้มีอะไรซ่อนอยู่ แต่…ถ้ามันทำให้เข้าใกล้อดีต ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะกล้าพอ”
รตายิ้มมุมปาก “บางทีคนเราต้องกล้าเผชิญหน้ากับเงาในใจเท่านั้นถึงจะเจอคำตอบ” เธอมองไปยังพลอย ใจความปิดบังและแววตาคม ๆ ของแต่ละคนฉายแสนความกลัวที่ซ่อนเร้น
คืนนั้นเปรมฝันเห็นหญิงสาวไร้หน้าเดินวนรอบ ๆ ภาพ ปากเอื้อมเหมือนจะพูดบางอย่าง เปรมสะดุ้งตื่น เลือดไหลจากจมูก เขาแตะเลือด กลัวว่าบางอย่างในภาพเริ่มไหลเข้ามาในตัวเองโดยไม่รู้
เปรมเริ่มกล้าเผชิญหน้ากับความกลัวในตัวเองมากขึ้น เขาถามรตาว่ากลัวบ้างมั้ย รตาวางสีด้านข้างถอนใจ “ฉันกลัวว่าความลับในอดีตจะกลับมาทำร้ายทุกคนที่เหลืออยู่”
เสียงเพลงแจ๊สเงียบลง พลอยกำลังพูดคุยกับลูกค้าชราหน้าตาอมทุกข์ “ภาพ ๆ นี้… คุณรู้สึกยังไงบ้าง”
ลูกค้าตอบด้วยเสียงสั่น “ภาพนี้ดูเศร้าจนเหมือนจะร้องไห้ออกมา…”
เปรมฟังอยู่ห่าง ๆ รู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างปะทะกลางอก ภาพหญิงสาวไร้หน้าดูเคลื่อนไหวเล็กน้อยใต้แสงเทียนสลัว ๆ เขาเคลื่อนเข้าไปใกล้ เอื้อมมือไปแตะกรอบภาพ ภาพเหมือนจะสั่นเบา ๆ
พลอยร้องห้าม “อย่าแตะ!”
เต้ตกใจ “พี่พลอยเป็นอะไรวะ อยู่ ๆ ก็เสียงดัง”
พลอยทำท่าสั่นด้วยความกลัว “ฉันเคยเห็นคนแตะภาพนี้แล้วหายไป…หรือแค่จิตหลอนก็ไม่รู้”
รตาเบนสายตาจากพวกเขา กระซิบกับเปรม “ที่จริง…พลอยเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับเด็กผู้หญิงคนนั้นก่อนเธอหายไป”
เปรมฟังแล้วเบิกตากว้าง พลอยก้มหน้า หยดน้ำตาแวววาว “ฉันเลือกจะเงียบ ไม่พูดสิ่งที่เห็นในคืนนั้น เพราะกลัวจะต้องรับผิดชอบ” เธอพูดเสียงแผ่ว การสารภาพของเธอพาอารมณ์ท่วมท้น
เต้มองทุกคน “จะทำยังไงต่อดี? ถ้ายังไม่มีใครกล้าพูดความจริงต่อกันแบบนี้”
เปรมรวบรวมความกล้า “บางทีเราควรลองถามภาพนี้โดยตรง” เสียงเขาสั่นกว่าเดิม
บรรยากาศในสตูดิโอนิ่งงัน พลอยกลืนน้ำลาย “ลองดูสิ แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ฉันจะรับผิดชอบเอง”
เปรมวางฝ่ามือลงบนขอบภาพทันใด ความรู้สึกเย็นวาบแล่นตลอดร่าง เย็นถึงกระดูก เงาในภาพกระพริบช้า ๆ เสียงกรีดร้องแผ่ว ๆ ดังขึ้นในหัวภาพฉายแววตาเศร้าสร้อย เปรมเอื้อมมือเข้าไปจนเกือบแตะใบหน้านั้น ทันใดแสงไฟดับพรึบ เสียงกรีดร้องสนั่น
ทุกคนวิ่งกรูเข้าหากัน เสียงพลอยสั่น “อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียว!” เปรมตะโกน “อยู่นี่ครับ!”
ในความมืดนั้น เสียงหญิงสาวไร้หน้าดังขึ้น “ทำไมไม่ฟังฉัน? ฉันถูกลืม…”
แสงไฟกลับมา ทุกคนหน้าซีด เปรมหอบหายใจแรง ภาพหญิงสาวไร้หน้าปรากฏน้ำตาไหลเป็นสายสีดำเต้ขยับเข้าไปโอบรตา พลอยทรุดตัวร้องไห้หนัก
“เราต้องไม่ปล่อยให้ความลับนี้กัดกินเราอีกแล้ว” เปรมพูด เสียงสั่นแต่หนักแน่น พลอยพยักหน้า น้ำตาอาบแก้ม
รุ่งเช้าวันต่อมา เปรมถือแปรงทาสีมามอบให้พลอย “เรามาเปลี่ยนภาพนี้ด้วยกันไหมครับ?”
พลอยลังเลแต่ในที่สุดก็จับแปรงใหม่ พลอยเดินไปยืนข้างเปรม รตา เต้ ทั้งหมดเริ่มละเลงสีบนภาพเก่า เปรมพูดเบา ๆ “อดีตจะยังอยู่ แต่อย่างน้อยเราไม่หนีมันแล้ว”
ภาพใหม่ปรากฏเป็นหญิงสาวกำลังยิ้มจาง ๆ น้ำตาค่อย ๆ จางหาย แสงเช้าสะท้อนหน้าเปรมที่ดูมั่นใจและโตขึ้น
ขณะที่ผืนผ้าใบแห้ง ความรู้สึกอึมครึมจางหาย ทุกคนสบตากัน พลอยเอ่ย “ขอบใจ…สำหรับการเริ่มใหม่”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ของรตาและเต้ดังก้อง เปรมกระซิบกับตัวเอง “ผมไม่กลัวที่จะอยู่ที่นี่อีกต่อไป”
ภาพสุดท้ายในสตูดิโอเช้านั้น ไม่มีใครพูด ทุกคนยืนเคียงกัน ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ นายเปรมค่อย ๆ สะพายเป้แล้วเดินออกจากประตูไม้ผุไปอย่างมั่นใจ บรรยากาศเต็มไปด้วยแสงใหม่และความหวังที่ประกายขึ้นจากเงาอดีตที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อย