สัญญาณสีฟ้าที่ปลายฟ้า
เสียงปลุกเตือนดังซ้ำ ๆ ในห้องควบคุมกลาง เด็กสาวชื่อเมฆาเอื้อมมือไปหยุดเสียงโดยยังไม่เปิดตาเต็มที่ เธอขยี้ตาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้น ร่างกายลอยๆ ภายใต้แรงโน้มถ่วงน้อยของสถานีอวกาศ Phaenon VII
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มีอะไรนะเมฆา? ทำไมปลุกแต่เช้า…” เสียงงัวเงียของวีณาดังมาจากห้องข้าง ๆ วีณาเคลื่อนไหวช้า ๆ จนเส้นผมลอยฟุ้งรอบศีรษะ เธอจู่โจมด้วยคำถามแต่ตายังไม่เปิดเต็ม
เมฆาทำหน้าตึง “ระบบเตือนภัยส่งสัญญาณสีฟ้าอีกแล้ว เดี๋ยวฉันไปดูที่จอมอนิเตอร์ให้”
ภายในห้องโถง เด็กหนุ่มสองคน, ภีมกับอาทิศ, เดินมาพบกันที่กลางห้อง สีหน้าต่างคนแตกต่าง ภีมดูวิตกกังวลอย่างชัดเจน ส่วนอาทิศขมวดคิ้วระคนเบื่อหน่าย
“เมื่อคืนฝันว่าไหลกลับโลก ตกลงไม่มีใครได้ยินอะไรเลยเหรอ?” ภีมเอ่ย ขณะกดซองอาหารสำเร็จรูป เตรียมสำหรับมื้อเช้า
“ฝัน? เหอะ ตอนนี้ฝันมันจะช่วยอะไร” อาทิศส่ายหน้า เอนตัวพิงผนัง “ฉันว่าเราควรไปรวบรวมข้อมูลแล้วคุยกันให้รู้เรื่องดีกว่า ถ้ามีอะไรผิดปกติ พวกผู้ใหญ่ก็ต้องแจ้งสิ”
เมฆาเข้าร่วมวง เธอหยิบแท็บเล็ตขึ้นดูข้อมูล“ระบบสื่อสารยังปกติ แต่…ข้อมูลการถ่ายโอนออกจากสถานีถูกบล็อกหมดเลย” เงียบไปครู่ วีณามองพลางกัดริมฝีปาก
“จะสื่อสารกับฐานแม่ก็ไม่ได้?”
“ไม่ได้ค่ะ” เมฆาตอบเบา ๆ “ทุกช่องถูกรหัสปิดหมด ไม่มีคำอธิบาย มีแค่สัญญาณสีฟ้าขึ้นซ้ำ ๆ ตลอดเจ็ดนาที”
ความเงียบปกคลุม พวกเขาต่างหลบตากัน ภีมหยิบกล่องอาหารขึ้นมา แต่ยังกินไม่ลง อาทิศตบมือเบา ๆ
“ถ้าจะนั่งเงียบนั่งกังวล มันยิ่งไม่มีประโยชน์ ไปกับฉัน—พวกเราจะตรวจกลไกสำรอง ถ้าอะไรพังจะได้รีบซ่อม”
วีณายังลังเล “แต่ถ้ามีเหตุฉุกเฉินจริง ๆ…ผู้ใหญ่ควรจะ…ควรจะดูแล…”
ภีมกระซิบแทรก “แม่ฉันอยู่บนฐานแม่…เธอไม่ตอบข้อความฉันเลยสักฉบับ”
อาทิศจ้องภีม แววตาแข็งกร้าวแต่เจือความวิตก “ตอนนี้เรามีแค่กันเอง เข้าใจไหม?”
เมฆาสูดลมหายใจ “ไปกันเถอะ เราไม่มีตัวเลือก”
ภายในทางเดินโลหะอันยาว เก้าอี้และอุปกรณ์ลอยดึ๋งดั๋งจากแรงโน้มถ่วงจำลอง วีณาลูบผนังขณะเดินตามกลุ่ม เหมือนกำลังใช้มือคลำหาความแน่ใจในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน
ระหว่างทาง, พวกเขาเดินผ่านห้องหน้าต่างมองออกไปเห็นโลกใบฟ้า-เขียวลอยห่างไกลในความว่างเปล่า นิ่งเงียบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศ พวกเขาต่างหันไปมอง ก่อนที่อาทิศจะหยุดเดิน ทันใดนั้นเสียงเหมือนโลหะสั่นสะเทือนดังแทรกขึ้นมา วีณาหยุดกึก ดวงตาเบิกกว้าง
“เมื่อกี้ได้ยินไหม…” วีณาเอื้อมไปจับแขนเมฆา
“เงียบก่อน!” อาทิศส่งสัญญาณให้ทุกคนนิ่ง จังหวะต่อมา โลหะบางอย่างตกลงบนพื้น ลู่วิ่งข้างห้อง เคลื่อนที่เข้าโหมดล็อกโดยไม่มีสัญญาณจากมนุษย์
“ระบบลอคตัวเอง…” เมฆากระซิบ ริมฝีปากสั่น
“หรือมีบางคนควบคุมจากตรงไหนสักแห่ง” ภีมพูดเสียงเบาติดข่มขู่ในที
ทั้งสี่เดินต่อไปอย่างเงียบ ๆ จนถึงศูนย์ควบคุมสำรอง เมฆากับอาทิศเช็คจอมอนิเตอร์ ข้อมูลระบบรายงานปกติแต่…ภาคอากาศบางส่วนกลับถูกตัดขาดจากเครือข่ายทุกอย่าง
“ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เราอยู่ในเหตุการณ์ทดสอบ หรือเหตุฉุกเฉินจริง” เมฆาวางมือบนคีย์บอร์ด พยายาม hack ผ่านช่องงานวิศวกรรม ส่วนอาทิศพยายามงัดแผงกลไกออกโดยใช้เครื่องมือเล็กๆ ฝีมือสั่นไม่ถนัดง่าย ๆ
“อย่าหวังว่าใครจะส่งคนมาช่วยนะ พอเถอะ” เสียงอาทิศแผ่วลง พวกเขามองตากัน เพียงแค่สายตาแต่ไม่มีประโยคใดพออธิบายความกลัวในใจ
เวลาผ่านไปทั้งสี่ต่างแยกย้ายไปตรวจสอบบริเวณอื่น เมฆาเดินไปที่ห้องนิรภัย เธอเปิดตู้ล็อกเกอร์อันหนึ่ง พบสมุดบันทึกเล่มเล็กของแม่เธอที่เคยเป็นหัวหน้านักวิจัยบนสถานี ก่อนจะถูกย้ายโดยสถานการณ์ลึกลับ เธอฟุบหน้ากับขอบล็อกเกอร์ แววตาสั่นไหว
“รู้ไหม ตอนเด็ก ฉันกลัวที่จะไม่ได้กลับโลก…” เสียงวีณาดังขึ้นเบา ๆ ยามเดินมาหา
เมฆาเงียบไป “ฉันเองก็กลัว ไม่ได้อยากกล้าขนาดนี้หรอก” เธอจับสมุดแน่น “แต่ถ้าไม่ทำ…ใครจะทำแทนเราวะ”
จู่ ๆ เสียงระบบประกาศภายในสะดุดขึ้น “กรุณาอยู่ภายในพื้นที่อยู่อาศัย ห้ามออกไปข้างนอกจนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัย”
ภีมเข้ามาสมทบ กำมือแน่น “หรือฐานแม่จะถูกโจมตี?”
“อย่าเพิ่งคิดแบบนั้นสิ” วีณาหันมาดุ สีหน้าเธอนิ่งขรึมแต่แววตาสั่น
ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่าน สัญญาณสีฟ้ายังคงปรากฏซ้ำ ๆ ระบบยังไม่ปลดล็อก กลุ่มวัยรุ่นทั้งสี่พยายามทำกิจวัตรปกติ มีบ้างที่ต้องแปรความเครียดเป็นการเถียง การต่อว่าเล็ก ๆ ในบทสนทนา
“ก็เพราะใครบางคนตั้งค่าอัตโนมัติเกินไป ระบบเลยล็อกเองแบบนี้ หา!” อาทิศโยนไขควงใส่ผนังในอารมณ์ ขณะพยายามแกะกลไกต่อ
“มันไม่ใช่เวลาทะเลาะ!” เมฆาตบโต๊ะ ดวงตาวาววับ “เราทุกคนต่างกลัว แล้วไง…อยากโทษกันไปเพื่ออะไร!”
อาทิศชะงักไป เงียบ ก้มมองพื้น เห็นแววแค้นในตา ก่อนค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ ปล่อยไหล่ตก
ภีมนิ่งฟัง คำพูดยังติดค้างในลำคอ สุดท้ายค่อยๆ พยักหน้า “ถ้าเราไม่ช่วยกัน ก็ไม่มีใครช่วยเรา