เพียงรอยลมหายใจใต้เงาเกาะ
เสียงโขดหินถูกคลื่นซัดซ่า ดังก้องราวประกาศสิทธิ์เหนือความเงียบงัน เรือไม้สีซีดโยกเบาๆ ติดชายฝั่ง ผู้โดยสารห้าคนยืนแน่นอยู่ ท่าทางต่างกันชัดเจน อิฐยืนหน้าขรึม เก็บตัว สายตามองไปยังเกาะขนาดเล็กกลางทะเล สายลมทะเลพัดแรงจนเรือนผมยุ่ง ฬิชา เพื่อนสาวร่างบาง สวมชุดคลุมสีขาว เธอเหลียวมองท้องฟ้า เหมือนกำลังคำนวณเส้นทางฟ้าและเส้นทางหัวใจของตัวเอง ตะวัน เพื่อนชายผิวเข้ม จิตใจร้อนแรง ผิวเผินดูเฮฮาแต่แววตาเจือความระแวง ซ่อนความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้ ธาตุ เพื่อนหนุ่มหน้านิ่ง น้ำเสียงเรียบเย็น ราวกับเป็นคนนอกวงเสมอ ผู้เดียวในกลุ่มที่ไม่สบตาใคร สุดท้าย ปิ่น สาวร่างเล็กเสียงใส สะพายกล้องพร้อมไดอารี่ ตั้งใจบันทึกความจริงที่ตัวเองเคยหนีมาตลอด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไอ้พวกเราจะขึ้นเกาะไปเลยไหม ใครจะปีนหน้าผานั่นก่อนล่ะ?” เสียงตะวันขยับกวนน้ำ เงี่ยหูฟังเสียกลบเสียงจิ๊จ๊ะจากอิฐที่ยักไหล่ปัดๆ “ให้พิ่นขึ้นก่อนดิ อยากถ่ายรูปธรรมชาติจริงไหม” ปิ่นยิ้มแหย ถอนหายใจ “บ๊ายบายรองเท้าขาวซะ”
ทุกคนเดินลุยหินขรุขระเข้าสู่เส้นทางรก เต็มไปด้วยเงาไม้แปลกตา ฬิชาอดเหลียวมองซากบ้านเก่าหลังหนึ่งริมชายหาด—เพดานถล่ม ประตูโยกเยกเหมือนรอใครสักคน ธาตุมองตาม กระซิบเบา “บ้านวิญญาณเกาะนี้ล่ะ เขาว่ากัน” ตะวันหัวเราะ “มึงใช้คำว่าเขาว่าอีกแล้ว จะหลอกให้กลัวใช่ไหม” แต่แววตาของตะวันไม่ได้หัวเราะตาม
มื้อแรกบนเกาะคือข้าวกล่องและเสียงนกแปลกหู ปิ่นหยิบไดอารี่มาเขียน มือสั่นเล็กน้อย เธอแอบมองอิฐที่เงียบขรึมกว่าใคร “แปลกมาก เราควรรอดูคืนนี้หรือเปล่า” ฬิชากระซิบ ปิ่นยิ้มทื่อ “มึงเชื่อเรื่องเสียงเงาไหม พี่ข้างบ้านกูเคยบอกว่าถ้าเคลิ้มแล้วจะโดนเอาอะไรไปจากใจ…” ทุกคนเงียบในตอนจบ ตะวันกระตุกยิ้ม “จะขโมยใจเราเหรอ” ฬิชายิ้มบาง ทว่าดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องตลกสำหรับบางคน โดยเฉพาะธาตุที่ขยับหนีแสงตะวันเฉียงๆ
ยามพลบค่ำได้กลิ่นไอเย็นลอยมาจากชายป่า ปิ่นบันทึกเรื่องเงาทะเลสีดำในสมุดของตัวเอง อิฐนั่งนิ่งพลิกหินในมือ ฬิชาจุดตะเกียงพลางมองไปเรื่อยๆ เหนื่อยอ่อน วิ่งวนในความคิดอันยุ่งเหยิง “ว่ายน้ำไหม” ปากตะวันพูดเร็ว “ใครจะลงน้ำตอนนี้ มึงบ้าปละเนี่ย” ปิ่นหันไปขำทั้งที่กังวล ก่อนจะค้างใบหน้าขณะที่แสงตะเกียงไหววูบ “เอ๊ะ…เงานั่น…”
เงาดำบางอย่างขยับอยู่ปลายชายหาด ทุกคนชะงัก สายตาปิ่นตื่นตระหนก “มีใครเดินอยู่ตรงนั้นปะ” ตะวันเอื้อมมือคว้าหิน ธาตุจ้องเขม็ง “ไม่มี…อาจเป็นสัตว์” ฬิชาทำท่าไม่แน่ใจ
อิฐตั้งท่าจะเดินไปดู ปิ่นรีบคว้าข้อมือเขาไว้ “อย่า อย่าเพิ่งตรงนั้น” เงียบกันหมด เสียงคลื่นดังชัดในความมืด แสงวูบผ่านขอบทราย เฮือกหนึ่งทุกคนสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติ ปิ่นกัดฟัน “คืนนี้นอนห้องเดียวกันเหอะ ขอกูเถอะ”
คืนนั้น เสียงจิ้งจกร้องดังขึ้น ทุกคนเบียดกันในกระท่อมไม้ ฬิชานั่งมองสมุดบันทึกของปิ่น “วันนี้ดูเหมือนเราจะไม่ได้มาที่นี่เพื่อพักผ่อนเลย” ปิ่นหดตัว “หรือเราพลาดมาที่นี่…เพราะอะไรก็ไม่รู้” ธาตุเหลือบมอง ปิ่นไม่ทันเห็นความกลัวในดวงตาเขา อิฐนั่งกอดเข่าเงียบๆ ตะวันพลิกตัวแรง “นอนไม่หลับว่ะ” ฬิชาตะแคงตัว “ฝันร้ายหรือจริงไม่รู้แฮะ” ไม่มีใครพูดต่อ สิ่งเดียวที่ได้ยินคือเสียงหายใจกลุ่มเพื่อนที่อัดแน่นด้วยความกลัวบางอย่าง
รุ่งเช้า ทุกคนนับจำนวนกลุ่ม—ตะวันหายไป ปิ่นกรีดร้องสุดกำลัง ฬิชาปัดผ้าห่ม อิฐวิ่งออกไปรอบชายหาด ธาตุยืนแข็ง สีหน้าขาวซีด “เมื่อคืนนายไม่ได้ยินอะไรเลยเหรอ” ฬิชาโพล่งถาม ธาตุส่ายหน้า ปิ่นน้ำตาคลอ “เมื่อคืน–ขอโทษ กูหลับไป…” อิฐกำหมัดแน่น “ไม่เคยมีใครหายไปในกลุ่มเรา มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ”
ทุกคนกระจายหาเบาะแสมืดฟ้ามัวดิน ปิ่นเดินวนไปยังซากบ้านเก่า จู่ๆ ก็พบรองเท้าตะวันคู่หนึ่งวางในห้องมืด เธอมือสั่น ค่อยๆ เอื้อมหยิบ “รองเท้าตะวัน…แต่มันทำไมสะอาดแบบนี้” ฬิชาผิวปาก “วิญญาณ? หรือใครเล่นตลก” อิฐทำหน้าเครียด ธาตุก้าวไปข้างๆ ปิ่น “มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น” ปิ่นดึงมือกลับ “นายรู้ใช่ไหมว่ามีอะไรบนเกาะนี้” ธาตุหลบนัยน์ตา “ไม่รู้…”
อิฐเดินนำกลับมากลางแคมป์ “ทุกคนตั้งสติ เราต้องอยู่ด้วยกัน อย่าแยกตัว” ปิ่นตัวสั่น “ถ้าตะวันล้อเล่นจริงเราจะ…แต่ถ้าไม่ใช่?” ฬิชาหลบตา “อิฐ นายกลัวบ้างไหม” เงียบไปครู่ อิฐถอนหายใจ “กลัว แต่จะไม่หนี” ปิ่นเลขับ “แต่เราเคยหนี…จากอะไรสักอย่าง” ฬิชายิ้มจืด “บางทีเราไม่ควรหนีอีกต่อไป”
ช่วงบ่าย ทุกคนร่วมกันค้นไปจนถึงใจกลางป่า เถาวัลย์เกี่ยวมือแขนทุกย่างก้าว ปิ่นจับกล้องบันทึกภาพรอยเท้าประหลาด ฬิชามองหาฟังเสียงลมหายใจบางอย่างจากหลังพุ่มไม้ ทุกคนหยุดนิ่งเมื่อได้ยินเสียงกระซิบแผ่ว ๆ “กลับ…กลับ…” อิฐละสายตาจากธาตุ “ได้ยินไหม?” ธาตุพยักหน้าช้า ๆ ปิ่นจดบันทึกเสียงลงมือถือก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบ…”
เงาบางอย่างเคลื่อนไหวรวดเร็ว ปิ่นจับกล้องถ่ายวูบ แฟลชสว่างวาบ เงานั้นหายไปทันที ธาตูดึงแขนปิ่น “อย่าอยู่ตรงนี้นาน” อิฐนำเพื่อน ๆ วิ่งออกจากป่า ฬิชาหอบ “มีบางอย่างตามหลังเรา”
พอลงถึงชายหาด ปิ่นเปิดดูภาพในกล้อง ภาพหนึ่งเบลอ แต่มีเงาคนมัว ๆ ยืนอยู่ข้างหลังตะวัน ปิ่นทำโทรศัพท์หล่นมือสั่น “นี่…เมื่อคืน…เขากำลังอยู่กับ…อะไร!” ฬิชาเอามือปิดปาก อิฐกุมไหล่ปิ่นไว้ “ใจเย็นก่อน” ธาตุจ้องนิ่ง “ใจกว้าง ๆ ไว้ ปิ่น เงานั้นไม่เคยห่างจากเราเลย” ปิ่นเม้มปาก “นายรู้อะไรมาตลอดใช่ไหม” ธาตุเมินหน้า ลมหายใจแผ่วรา
ทุกคนกลับกระท่อม เงียบงันทั้งบ่าย ฬิชานั่งมองหน้าต่าง “นายว่ามันต้องการอะไรจากเรา” อิฐหายใจช้า ๆ “เราแต่ละคนแบกอะไรมาใช่ไหม” ปิ่นเบือนหน้าไปอีกทาง “อยากลืมมันบ้างเหมือนกัน” เสียงฝีเท้าธาตุเดินวนรอบกระท่อม
พลบค่ำ ฬิชาเดินไปชายหาดคนเดียว อิฐสังเกตเห็น จึงเดินตามไป “เราแปลกหรือต่างจากคนอื่นเหรอ” ฬิชากระซิบในความมืด อิฐถามกลับ “ใคร ๆ ก็กลัว” ฬิชาหัวเราะเศร้า “แต่พวกเขาหลบซ่อนกลัว ฉันมีแต่ใจเต้นดังเกิน กดไว้ไม่ได้” อิฐหันมาเผชิญ “ฉันเคยกลัว จุดที่ทำให้เสียเพื่อนไป” ฬิชาซุกไหล่อิฐเบา ๆ “อยากกลับไปแก้ไขไหม” อิฐนิ่ง “มันไม่มีทางกลับได้…แต่เราเลือกได้ว่าจะยอมรับมันไหม”
ขณะเดียวกันในกระท่อม ปิ่นหยิบสมุดบันทึกเก่าออกมา พลิกดูหน้าที่ขีดซ้ำไปมา “ฉันหนีความจริงมาตลอด ฉันซ่อนไว้ ฉันกลัวจนภูเขาถล่ม” ธาตุฟังเงียบ ๆ ปิ่นเงยหน้ามองเขา “นายละ?” ธาตุหลบตา “ฉันกลัวมากกว่าทุกคน ฉันกลัวจะต้องเสียใครไปอีก” ปิ่นยิ้มจาง ๆ “มึงคิดถึงแม่หรือ” ธาตุสั่นหน้า “คิดถึงตัวเองตอนที่ยืนอยู่กลางเงาเกาะนี้ครั้งแรก” ปิ่นบีบสมุดไว้แน่น “เราจะรอดจากที่นี่ไหม” ธาตุถอนหายใจ “มันไม่ใช่แค่ที่นี่ที่น่ากลัวหรอก”
ค่ำคืนนั้นคลื่นแรงยิ่ง ลมพัดประตูดังปึง ๆ ปิ่นกับธาตุออกมาเจออิฐกับฬิชากลับเข้าแคมป์ เพื่อน ๆ นั่งล้อมวง หิ้วใจหนักอึ้ง “ถ้าจะออกไปหาเรือ นายว่ามันจะดีมั้ย” ปิ่นถามเสียงขาดหาย “กลางคืนแบบนี้? เป็นบ้าไปแล้ว” อิฐส่ายหน้า
“คืนพรุ่งนี้เราลองอีกที” ฬิชายิ้มอ่อน “คืนนี้อยู่ด้วยกันให้ได้ก่อน” ทุกคนนิ่งงัน มีแต่เสียงลมหายใจ
รุ่งเช้าวันถัดมา ธาตุตื่นก่อนใคร ออกเดินไปชายหาด พบเงาตะวันกรีดร้องที่ขอบโขดหิน เขาวิ่งตามเสียงไป หายเข้าในหมอก ปิ่นตื่นไล่ตาม ฬิชารีบบอกอิฐให้วิ่งตาม เสียงตะวันดังซ้อนไปมา “หนี มาช่วยกูที!” ทุกคนมุ่งหน้าเข้าไปกลางป่า
ลึกเข้าไป ในดงไม้ธาตุหยุดที่ช่องเขา พบตะวันนั่งคุกเข่า สายตาเหม่อลอย ปิ่นก้าวเชื่องช้า “ตะวัน…เป็นอะไร” ตะวันมองทุกคน ใบหน้าซีด “เราอยู่คนเดียวมาตลอด มีอะไรบางอย่างพาฉันไป มันถามความผิดที่ฉันเคยทำ…” ฬิชาสะอื้น “มันคืออะไร” ตะวันส่ายหน้า “ไม่รู้…มันเหมือนจิตใจตัวเอง…มันหนักจนแทบทนไม่ไหว” ธาตุก้าวไปแตะไหล่ตะวัน “นายต้องเลือก จะซ่อนต่อไปหรือจะเผชิญกับมันตรง ๆ” ทุกคนมองตากันในความเงียบ
แล้วเสียงลมหายใจเย็น ๆ ดังขึ้นอีก ปิ่นหยิบกล้องถ่ายไปทางเสียง แฟลชวาบ เงาดำขยับผ่านหน้าทุกคน หยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา เสียงกระซิบ “อย่า…” ฬิชาสั่น “เราเคยทำใครเจ็บ…ใครพลาด…” อิฐพูดเสียงดุดัน “แต่เราต้องเผชิญมัน” เงาดำนั้นกระโจนเข้าหา ปิ่นหลับตาแน่น
ทันใดนั้น ภาพในหัวปิ่นย้อนกลับมา เธอเห็นตัวเองเขียนบันทึกกลบความผิดในอดีต ความกลัว ความรู้สึกผิด ทุกอย่างกลายเป็นรูปร่างเงาดำ “กูขอโทษ ฉันยอมรับ ฉันเคยทำเพื่อนร้องไห้…ฉันหนีมาตลอด” ปิ่นปล่อยน้ำตาไหล ทุกคนถอยมาตั้งหลัก ธาตุเอื้อมมือแตะมือปิ่น ฬิชาตะโกน “ฉันก็เคยเผลอ…เคยทิ้งคำพูดแย่ ๆ ให้แม่ของฉัน!” อิฐพูดเร็ว “ฉันเคยปล่อยมือเพื่อนไปตอนไม่ควร” ตะวันหลับตาแน่น “ผมกลัวมาก กลัวตัวเองมากที่สุด…”
เงาดำนิ่งไป ชั่วครู่นั้นเหมือนเวลาหยุดนิ่ง ลมหายใจยาวถ่ายเท ทุกคนจับมือกัน ท่ามกลางไอเย็นที่ค่อย ๆ จาง แสงแรกของวันดันไล่เอาความมืดถอยหลัง เงาดำนั้นสลายเป็นหมอกบาง ๆ ทิ้งความอบอุ่นแปลกประหลาดใจกลางเกาะ
ทุกคนนั่งมองหน้ากัน ค่อย ๆ คลายกล้ามเนื้อทีละน้อย มองเห็นกันและกันอย่างแท้จริง
ในค่ำคืนสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ ปิ่นเปิดสมุด เขียนบรรทัดใหม่ “เราเลือกจะยอมรับตัวเอง และให้อภัยตัวเอง” ฬิชาเอื้อมมือแตะสมุด ปิ่นเงยหน้ายิ้ม ตะวันเดินมาทิ้งตัวนั่งข้าง ๆ ธาตุหลบแสงไฟในดวงตาตัวเอง “อย่างน้อยในเงา เราก็ยังหายใจอยู่”
เมื่อดวงตะวันเช้าส่องประกาย เรือกลุ่มเพื่อนออกจากเกาะ เงาของแต่ละคนยังคงอยู่ แต่ต่างกันไป ความเงียบงันใหม่มีรอยยิ้มซ่อนอยู่ ทุกคนเติบโตขึ้นในรูปแบบที่ไม่มีใครเหมือน และเงาดำเกาะนั้น…ยังรอคำสารภาพใหม่เสมอ