ลมหายใจของดวงดาว
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในเช้าวันจันทร์ อรดายกมือปิดด้วยความเหนื่อยล้า สายตายังลอยไปกับเพดานห้องเล็ก ๆ ที่เธอเช่าใกล้สถานีรถไฟฟ้า ชีวิตของคนวัยทำงานที่ต้องฝ่าฟันทุกวันแต่ก็ยังไม่อาจหลุดพ้นจากความฝันเดิม—โอกาสในการเป็นครีเอทีฟที่มีชื่อเสียง แต่จนถึงวันนี้มีแต่เพียงโครงการเล็ก ๆ และเสียงบ่นจากหัวหน้าทีม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อรดาเดินออกจากคอนโดในชุดทำงานสีอ่อน มองภาพสะท้อนตัวเองบนกระจกรถไฟฟ้าด้วยความไม่แน่ใจในตัวเอง ผมยาวปล่อยสะบัด ไร้แววตาความมั่นใจอย่างที่พยายามฝึกซ้อมหน้ากระจกเมื่อคืนก่อน
ที่บริษัทโฆษณาขนาดกลาง กลิ่นกาแฟกรุ่นลอยมาพร้อมเสียงหัวเราะคุยกันในครัวเล็ก ๆ “วันนี้คุณต้นต้องมาคุมบรีฟเอง” เสียงเพื่อนร่วมงานกระซิบ อรดาขมวดคิ้ว เพียงชื่อของต้น—หัวหน้าทีมที่เคยเป็นเสมือน ‘ดาวเหนือ’ ของคนในวงการและเพิ่งย้ายกลับมา—ก็ทำให้ทั้งออฟฟิศตึงเครียดกว่าเดิม
ต้นเดินเข้ามาด้วยท่าทีเฉยชา ใบหน้าเรียบแต่แววตาฉายความกดดัน เขาจะหยุดอยู่ตรงหน้าทุกคน และนิ่งมองแต่ละใบหน้าเหมือนจับผิด “สรุป Concept วันนี้มีอะไรดี ๆ กว่าคราวก่อนหรือยังครับ?” น้ำเสียงเย็นทำเอาคนในห้องประชุมเงียบลงทันที
อรดายกมือเสนองาน พยายามปรับเสียงให้มั่นใจ เธอชี้ภาพ Mood board บนอีเมล พร้อมไอเดียใหม่ที่จินตนาการข้ามคืน ต้นนิ่งฟังโดยไม่ขัดแต่พอเธอพูดจบกลับตอบเพียง “ธรรมดาไป” พลันห้องประชุมเย็นยะเยือกขึ้นมาโดยปริยาย
เมื่อออกจากห้องประชุม เพื่อน ๆ เข้ามาปลอบ “ไม่เป็นไรหรอกแก ต้นเขาก็เป็นแบบนี้กับทุกคน” แต่อรดาวางแฟ้มอย่างหงุดหงิด “เขาไม่ชอบอะไรเลยหรือไง” ก่อนถอนหายใจยาว ไม่ทันเห็นต้นที่ยืนอยู่หลังประตู กำลังมองเหตุการณ์นั้นอยู่เงียบ ๆ
งานเร่งด่วนติดกันหลายวัน พวกเขาต้องอยู่ดึกแทบทุกคืน ต้นเดินตรวจความเรียบร้อยขณะอรดายังคงปรับงานตามคำติ ชายหนุ่มเดินมาเงียบ ๆ ลองเสนอวิธีคิดใหม่ “ลองคิดอะไรที่มันกล้ากว่านี้ ดูสิ” เสียงครั้งนี้อ่อนลงเล็กน้อย ดวงตาเริ่มเผยความอ่อนโยนที่ปกปิดไว้ อรดามองต้นด้วยความแปลกใจ เลือกพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ
เมื่อคืนหนึ่งฝนตกหนัก อรดายืนรอแท็กซี่ นาฬิกาสี่ทุ่ม จะกลับบ้านแต่รถเต็ม ต้นเดินออกมาพบเธอกำลังหลบฝนตรงหน้าตึก “จะกลับยังไง” เขาถาม เธออึกอัก “แท็กซี่ไม่ว่างเลยค่ะ” เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดสั้น ๆ “ผมไปส่ง”
ขณะรถเคลื่อนในความเงียบ เสียงวิทยุแผ่ว ๆ ช่วยปัดความอึดอัด แต่เมื่ออรดาหันไปต้นเพียงจ้องถนนแล้วเปลี่ยนสายตากลับมา “ฝีมือเธอใช่ขี้เหร่หรอกนะ แค่อาจยังไม่ใช่แบบที่เขาต้องการ” ประโยคที่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับ เธอนิ่งก่อนยิ้มบาง ๆ ต้นไม่ได้เหลียวมามอง แต่ริมฝีปากเหมือนจะยิ้มด้วยความอบอุ่น
ช่วงโปรเจกต์สำคัญใกล้จะหมดเวลาส่งงาน อรดาและต้นต้องนั่งประชุมและแก้งานด้วยกันติด ๆ ติดต่อกันเป็นอาทิตย์ เขาเริ่มพูดจานุ่มนวลลง เธอกล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น กระแสรอยยิ้มและคำด่าสลับกันไปมาในแต่ละคืนที่เหนื่อยแต่เต็มไปด้วยความร่วมมือ
แต่เมื่อใกล้จะสำเร็จ คืนหนึ่งขณะต้นหยิบแฟ้มงานจากโต๊ะอรดา เขาทำแฟ้มตก ทั้งสองก้มเก็บพร้อมกัน มือแตะกันเบา ๆ มีความเงียบระหว่างนั้น ทั้งสองสบตา ใจเต้นแรง ต่างฝ่ายต่างหลบตา “ขอบคุณ…ที่อยู่ช่วยจนถึงคืนนี้” ดาเอ่ยเบา ๆ ต้นพยักหน้านิ่ง ๆ ยิ้มเล็กน้อยก่อนถอนสายตากลับไปยังแฟ้มบนโต๊ะ
วันงานพรีเซนต์มาถึง ทีมงานรวมตัวกันที่ห้องประชุมใหญ่ ต้นปล่อยให้อรดาเป็นคนเปิดพรีเซนต์ต่อหน้าคณะกรรมการระดับสูง มืออรดาสั่นน้อย ๆ แต่จังหวะนั้นต้นกระซิบเบา ๆ ข้างหู “เธอทำได้” มันเป็นกำลังใจที่มากกว่าคำชมใด ๆ เมื่อทุกอย่างผ่านไปได้ดี เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก
หลังจบงาน ในงานเลี้ยงฉลองกลาย ๆ ต้นยืนอยู่ข้างระเบียงห่างออกไป กับเครื่องดื่มในมือ เขามองกรุงเทพฯ หลังฝนตก ดวงไฟทอประกาย อรดาเดินมาหยุดข้าง ๆ สองคนยืนเงียบ พลันเธอถาม “คุณเคยกลัวอะไรไหมคะ” ต้นยิ้มน้อย ๆ น้ำเสียงเจือเศร้า “กลัวเสียคนที่สำคัญไปครับ” เธอนิ่ง มือแทบไม่กล้ากำแก้ว
การพูดคุยและช่วงเวลาร่วมกันมากขึ้น สนิทใจทีละนิด แต่ต้นยังคงสร้างระยะห่างบางอย่างอยู่ตลอด ยิ่งอรดาตอบรับและกล้าแสดงความเป็นตัวเองออกมา แม้ยังไม่ชัดเจนแต่หัวใจเธอก็เริ่มก้าวออกจากกรอบเดิม
คืนหนึ่งหลังประชุมใหญ่ ต้นโทรหาอรดากลางดึก “ขอโทษที่โทรดึกนะ ผม…แค่คิดถึงไอเดียที่คุยวันนี้” เธอยิ้มขำพลางนั่งฟังเสียงเขาทางสาย เสียงแผ่วเบาแต่จริงใจ มันทำให้ระยะห่างเหล่านั้นลดลงทุกทีทีละน้อย
แต่แล้วเมื่อโครงการใหญ่เหมือนทุกอย่างจะลงตัว ข่าวลือแพร่ในออฟฟิศว่าต้นถูกสั่งสอบจากความผิดพลาดในอดีต—เรื่องการเลือกใช้งานโดยมีข้อพิรุธเมื่อหลายปีก่อน ไม่มีใครรู้ความจริงแต่กลายเป็นประเด็นจนหลายคนเริ่มถอยห่าง อรดานั่งอึ้งเมื่อได้ยินข่าวจากผู้จัดการ
บรรยากาศออฟฟิศแปรเปลี่ยนทันที ต้นแทบไม่พูดกับใคร นอกจากงานที่จำเป็นก็ปลีกตัว แววตาเขาดูห่างเหินและเย็นกว่าเดิม แม้อรดาจะพยายามเข้าใกล้ ก็เจอแต่กำแพงน้ำแข็ง ต้นหลบหน้าทุกคน รวมถึงเธอ
เมื่ออรดาทนไม่ไหว เธอเดินไปหาต้นที่สวนข้างออฟฟิศกลางฝนพรำ “คุณไม่ต้องปกป้องทุกอย่างด้วยตัวเองก็ได้นะคะ” เธอเอ่ยขึ้นเบา ๆ ต้นเมินหน้าไปทางอื่น คล้ายไม่อยากพูด เงียบอยู่นาน ก่อนตอบ “ผมไม่ชอบให้ใครมาเดือดร้อนเพราะผม” เธอพูดทั้งน้ำตา “แล้วใครจะดูแลคุณล่ะคะ…”
ต้นก้มหน้า เงียบไป จังหวะฝนหยุดตก เธอยืนอยู่ข้าง ๆ โดยไม่มีคำพูดใดเพิ่ม แต่บรรยากาศคับแน่นด้วยความรู้สึก
จากวันนั้นความสัมพันธ์ห่างออกไป อรดาไม่เห็นต้นกลับเข้าออฟฟิศอีกเลย ได้แต่จมอยู่กับความงุนงงและคิดถึง ในห้องประชุมเงียบ ๆ เธอเห็นแฟ้มสีฟ้าวางอยู่และจดหมายน้อยจากต้น “ขอบคุณที่สู้ไปด้วยกัน อยากให้เธอโตต่อไป…แม้ผมจะไม่ได้อยู่ตรงนี้”
อรดารู้สึกเหมือนสูญเสียบางอย่างที่เพิ่งสัมผัสได้ เธอเอาแต่จ้องโทรศัพท์ หวังจะมีข้อความหนึ่งกลับมา แต่เวลาผ่านไปเหมือนความหวังเลือนหาย ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมแต่ไม่เหมือนเดิม
คืนหนึ่งหลังเลิกงาน เธอเดินกลับคนเดียวสายฝนตกพรำ ผ่านหน้าตึกเก่าแห่งหนึ่ง จู่ ๆ มีเสียงเรียกชื่อเธอจากข้างหลัง เธอหยุดหันไป—เป็นต้นยืนสวมหมวกและถือร่ม เขาดูซูบผอมแต่สายตาอบอุ่นเหมือนเดิม “ขอโทษที่หายไปนาน”
พวกเขานั่งหลบฝนด้วยกันใต้ซุ้มทางเท้า ทั้งคู่ใช้เวลานั้นเล่าเรื่องที่อยากพูดแต่ไม่กล้าพูด “ผมเคยโง่ เพราะกลัวอดีตล้มเหลวจะพังชีวิตคนอื่น เลยเลือกจะหายไป” ต้นเอ่ยช้า ๆ “แต่ผมก็เจ็บเหมือนกัน การหนีไม่ได้ช่วยอะไร…”
อรดามองเขาอย่างเข้าใจมากขึ้น “ฉันก็ผิด ฉันกลัวเผชิญหน้าความรู้สึกตัวเอง เลยไม่ได้รั้งคุณไว้” น้ำเสียงเธอสะอึกสะอื้น แต่ซื่อสัตย์กับใจ
ความเงียบระหว่างสองคนถูกแทรกด้วยเสียงฝน อรดายื่นมือออกนอกหลังคาซุ้มรับหยาดฝน ต้นค่อย ๆ โน้มลงใกล้และพูดเบา ๆ “ผมไม่อยากเดินหนีอีกแล้ว” สายตาทั้งสองสบกันก่อนจะหลบมองพื้น ต่างฝ่ายต่างยิ้มและหัวเราะขื่น ๆ เพราะรู้ว่าต้องออกแรงก้าวข้ามอดีตร่วมกันเอง
หลังจากคืนนั้น พวกเขาไม่ได้สารภาพรักทันที แต่เริ่มติดต่อกันบ้าง อรดาขยันทำงาน พัฒนาตัวเอง แบ่งเวลากับเพื่อนและครอบครัว ต้นกลับไปเริ่มใหม่ในสายงานประชาสัมพันธ์ เดินหน้าพิสูจน์ตัวเองอย่างไม่กลัว
ในวันเปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ ต้นแวะมาเยี่ยมออฟฟิศเก่า อรดาเดินมาทักทาย—ทั้งคู่เหมือนกลับมาเป็นเพื่อนที่ต่างสนับสนุนอีกฝ่ายอย่างจริงใจ “ถ้ากลัว…อย่าวิ่งหนีอีกเลย” อรดาพูดพร้อมยิ้ม ต้นหัวเราะเบา ๆ “ผมคงไม่กล้าละครับ” เขาตอบขำ ๆ แต่แววตาอบอุ่น
ฤดูฝนปีนั้น เมฆคลุ้มฟ้าสีหม่นกลายเป็นประกายเมื่อสองคนนี้เลือกอยู่ข้างกัน แม้ยังไม่มีคำว่ารักที่สมบูรณ์ แต่หัวใจสองดวงก็อยู่ใกล้กันกว่าครั้งไหน ๆ