ลมหายใจแห่งสายน้ำ
เสียงลมหายใจของปนันดาดังเคล้ากับเสียงเครื่องยนต์เรือลำเล็ก ขณะเธอหิ้วกระเป๋าไหล่ขวางลำในความเงียบงันเช้าตรู่ ความชื้นของหมอกเหนือสายน้ำแม่น้ำขุ่นข้นจนเห็นเงาสะท้อนตนเองได้แค่เพียงรางเบลอนั้น กลบกลิ่นหอมหญ้าที่เธอคุ้นชินตั้งแต่ยังเด็ก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ถึงแล้วค่ะน้อง ฝั่งโน้นหมู่บ้านแล้ว” เสียงลุงชาญ คนขับเรือพูดเบาๆ น้ำเสียงเอื้ออาทรแต่เหมือนแฝงอะไรซ่อนในแววตา ปนันดาตอบรับด้วยรอยยิ้มฝืน ก่อนก้าวเท้าขึ้นท่าเรือไม้เก่า
จนกระเป๋ากระแทกพื้นไม้อย่างจัง เธอมองไปรอบๆ ที่แห่งนี้เปลือกตาแรกดูเหมือนหมู่บ้านธรรมดา บ้านไม้เตี้ย ลานดิน ศาลาเก่า ทว่ามีอะไรบางอย่างหน่วงๆ ในอากาศ ลึกลับอย่างไร้เหตุผล
“อ้าว! นั่นนักศึกษาฝึกงานคนใหม่เหรอ” หญิงวัยกลางคนนามพี่เรณูผู้ดูแลโฮมสเตย์แซวขึ้น เป็นความอบอุ่นเล็กๆ ในหมู่บ้านที่เงียบเชียบ พอให้ปนันดาหัวเราะตอบแบบอายๆ “ใช่ค่ะ ปนันดา เรียกปันก็ได้”
แววตาคนในหมู่บ้านบางคนจับจ้องปนันดาอย่างสำรวจ เธอเก็บโทรศัพท์ เก็บสมุดจดใส่กระเป๋า หายใจลึก คำสอนของแม่ลอยขึ้นมา “อย่ายอมให้คนอื่นเห็นความกลัว”
บ่ายวันนั้น การปฐมนิเทศที่ศาลาไม้ริมแม่น้ำดำเนินไปอย่างแปลกออกจากที่ปนันดาคาดเน้นหนักให้ระวังการเดินไปริมแม่น้ำในเวลากลางคืน “รู้ไหมว่าบางที พวกเราก็เจออะไรที่อธิบายไม่ได้” เสียงผู้ใหญ่บ้านทำนองเล่าสิ่งปกติ ขณะสายตาของปนันดาไปสบกับชายหนุ่มผู้เงียบขรึม ไม่ยิ้ม ไม่พูดกับใคร
“เขาชื่อดาริน” พี่เรณูกระซิบ “อยู่ที่นี่มาตลอด ไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าไหร่”
คืนนั้น ปนันดาเปิดสมุดบันทึก จรดปากกาตั้งหัวข้อฝึกงาน มองแสงไฟจากแมลงกลางคืนวูบไหว เธออดไม่ได้ที่จะเหลือบตามองเงาสายน้ำดำสนิท ที่ดูเหมือนเชิญชวนและข่มขู่ไปพร้อมกัน
เช้าตรู่วันถัดมา เธอเดินสำรวจหมู่บ้าน คนมากมายหลีกเลี่ยงจะสบตาเธอ กระทั่งเด็กหญิงชื่อใบข้าววิ่งเข้ามา “พี่ หนูเคยเห็นคนหายไปในแม่น้ำ!”
“หายไปยังไงใบข้าว?”
เด็กสาวชะงัก หยุดคำ หันไปมองผู้ใหญ่ข้างหลังที่ส่ายหน้า “แม่บอกอย่าเล่า” เธอกระซิบแล้ววิ่งหนี ปนันดากำมือแน่น เปิดสมุด จดบันทึกอีกประโยค “คนหาย-แม่น้ำ-ความลับ?”
บ่ายวันนั้น ปนันดาถูกพาไปรอบหมู่บ้าน เธอได้พูดคุยกับผู้สูงอายุที่เล่าแต่เรื่องประเพณีเก่า ๆ ด้วยท่าทีระวัง ไม่มีใครพูดถึงแม่น้ำยกเว้นเด็ก ๆ และคนเมา
ช่วงเย็นเธอแอบเดินไปริมน้ำ เพียงลำพัง ทันใด กลิ่นสาปคาวชื้นตีจมูก เสียงน้ำเหมือนกระซิบบางอย่าง เธอหลับตา นิ่งฟัง แต่ลมป่าพัดหลอกหลอนเสียงทุกอย่าง
เสียงกิ่งไม้หัก ปนันดาหันขวับ ดารินเดินผ่านมาช้า ๆ เธอหยุดใจ “คุณมากับใคร?” เขาถามเสียงทุ้ม ต่ำ น้ำเสียงแข็งแต่แฝงความหวาดหวั่น
“คนเดียวค่ะ ว่าแต่คุณ…”
“ที่นี่ คนแปลกหน้าควรกลับบ้านแต่หัวค่ำ อย่าถามมาก” เขาตอบแล้วเดินจากไป ปนันดายืนงง น้ำในแม่น้ำเหมือนเคลื่อนไหวเป็นรูปร่างในเงามืด เธอก้าวถอย คำถามมากมายแน่นอก
กลางดึก ฝันประหลาดครอบงำปนันดา เธออยู่ในน้ำดำ เย็นจนหายใจไม่ออก มือใครสักคนดึงเธอลึกลงไป ก่อนสะดุ้งตื่นตัวเปียกเหงื่อ เธอขยี้ตา จ้องหน้าต่าง เงาแม่น้ำพาดผ่านห้อง
การฝึกงานเริ่มขึ้นจริง ปนันดาเก็บข้อมูลวัฒนธรรม สัมภาษณ์ชาวบ้าน แต่ทุกครั้งที่ถามถึงเหตุการณ์คนหาย กลับไม่มีใครยืนยัน ต่างปิดหน้า เปลี่ยนเรื่องหรือเงียบกริบ
เมื่อถึงวันที่สาม ดารินเข้ามาถาม “ยังไม่เบื่อเหรอ?” เธอตกใจนิด ๆ “ยังค่ะ ฉันแค่อยากรู้ว่าที่นี่ปกติเหมือนหมู่บ้านอื่นไหม”
ชายหนุ่มแค่นเสียง หยิบชะแลงในมือกระแทกไปกับพื้นดิน “ไม่มีที่ไหนปกติทุกอย่างหรอก โดยเฉพาะตรงนี้” พูดจบดารินเดินจากไปอีกครั้ง
ค่ำนั้น ปนันดาเห็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ เดินเคว้งกลางสะพาน ปนันดารีบเข้าไปคว้ามือไว้ “จะไปไหนลูก?”
“ไปหาพ่อ…พ่ออยู่ในน้ำ” น้ำเสียงเศร้าเงียบกริบ เธออุ้มเด็กกลับบ้าน หัวใจปนันดาเจ็บหน่วง
ไม่นาน เธอเริ่มสงสัยเรื่องเดิมๆ ทุกบ้านพูดถึง