ลมหายใจที่ห้ามพูดถึง
แสงจันทร์ส่องราง ๆ ลงมาเหนือเนินหญ้าที่ขึ้นรุงรัง ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงชื่อภามกำลังลากกระเป๋าเป้เข้าไปในหอพักกลางหมู่บ้านชนบทที่เวลาหยุดนิ่ง บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดกับหน้าต่างไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดเบา ๆ ทุกก้าวที่เข้าใกล้อาคารหลังเก่า ๆ นี้หัวใจเขายิ่งเต้นแรง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เมื่อประตูถูกเปิดออก กลิ่นไม้เก่าและฝุ่นจับจมูก เขาเดินเข้าไป พบกับโต๊ะไม้ตัวยาวล้อมรอบด้วยเด็กหนุ่มหญิงวัยใกล้เคียงกันนั่งพูดคุยเสียงเบาที่ฟังแทบไม่ได้ยิน ทุกคู่ตาต่างจับจ้องเขาขณะที่โย่ง เพื่อนร่วมห้องผิวเข้มรูปร่างกำยำ เดินเข้ามาหา “นายชื่ออะไร?” โย่งถาม
“ภาม… เอ่อ ผมมาจากกรุงเทพ” เขาตอบเสียงเบา คล้ายเกรงใจเอง
สายตาอีกคนหนึ่งชื่อหมอก เด็กสาวผมสั้นที่นั่งห่างออกไป เธอปรายตามองในขณะที่กำลังจดอะไรในสมุดเล่มหนึ่งโดยไม่เงยหน้าขึ้น “อย่าคุยดังตอนกลางคืน” หมอกพูดแทรก พลางยื่นหูฟังสิ่งบางอย่างที่เราไม่เห็น
พลอย เพื่อนร่วมห้องผิวขาวดวงตาเศร้าแอบหัวเราะ “นายอาจได้ยินเสียงลมหายใจคืนนี้นะ” ว่าแล้วเธอก็หันไปสบตากับอีกสองคน คือบี คู่หูจอมทะเล้น กับไผ่ เด็กหนุ่มเงียบงันหน้าตึง
“มันไม่มีอะไรหรอก อย่าไปฟังเขา” โย่งตบไหล่ภามเบา ๆ ขณะที่ภามวางกระเป๋าหย่อนใจกลางห้อง เตียงไม้ลั่นเอี๊ยดเมื่อนั่งลง
“เราไม่ควรพูดถึงเสียงนั่น” หมอกกระซิบ สายตาจับจ้องสมุดเหมือนมีร่องรอยความลับสั่นไหวในดวงตา
ค่ำคืนคืบคลาน ภามลุกมาเข้าห้องน้ำในตอนสี่ทุ่ม โถงยาวในหอพักแคบและมืด ร่างเขาสะท้อนในกระจกมัว ๆ แว่วเสียงหายใจเบา ๆ จากปลายทางเดิน เขาแข็งทื่อ ทันทีที่พยายามดึงปากน้ำออก เสียงนั้นก็เงียบไป
“เห็นมั้ย?” พลอยแอบกระซิบข้างหู ขณะที่เขาวิ่งกลับเข้าเตียงใจเต้นแรง “ห้ามพูดต่อใครนะ”
ขณะกินข้าวเช้าวันต่อมา ยังมีรอยปริศนาใหม่ ๆ เกิดขึ้นที่ปลายเท้าเตียง ของหมอกมีรอยขูดขีดเล็ก ๆ และกระดาษฉีกแหว่งเป็นแถบ บีแอบชี้ให้พลอยดู “เมื่อคืนเสียงมันใกล้ฉิบ” เขาหัวเราะกลบกระสายความกลัว
ภามหอบโทรศัพท์เก่ามานั่งดูภาพหอพักบนจอ “ที่นี่มีอะไรแปลก ๆ มั้ย ทำไมถึงเป็นแบบนี้” เขาถามพลอยขณะนั่งริมหน้าต่าง
พลอยนิ่งไปนานก่อนพูดเบา ๆ “นี่ไม่ใช่ครั้งแรก…ถ้าคนได้ยินเสียงนั้น พวกเขาจะ—” เธอหยุดคำไว้กลางอากาศ โย่งเดินมาสะกิดห้าม
“กฎคือห้ามถามต่อ ห้ามฟัง ห้ามเล่า” ไผ่พูดเสียงเย็น แต่แววตาเต็มไปด้วยม่านควันเศร้า
กลางวันที่ดูอึดอัด พลอยชวนภามเดินออกไปหลังหอพัก ที่นั่นมีบ่อน้ำเก่าและต้นไม้สูง “อยากรู้ไหมความลับ?” พลอยถามขณะยืนเงียบกับสายลมเย็น
“ฉันอยากรู้” ภามทำหน้ากล้า แม้หัวใจสั่นยะเยือก
บี กับโย่งปากกล้าตามมาเฝ้าดูจากไกล ๆ พวกเขากระซิบอะไรกันเบา ๆ พลางมองกลับมาที่หอพักราวกับกลัวอะไรบางอย่างจะโผล่มา
พลอยเล่าเสียงกระซิบ “เมื่อคืนก่อนเพื่อนอีกคนเคยหายตัวไปไม่มีร่องรอยหลังจากได้ยินเสียงนั้น… แล้วไม่มีใครพูดถึงเขาอีก”
คืนนั้น หลังจากเข้านอน เสียงลมหายใจดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้หัวนอนของภาม เขาหนาวเยือกแต่กลั้นใจฟัง เสียงนั้นเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่มีใครฟังออก พลอยเอามือกุมแขนเขาแน่น สายตาวิงวอนให้เขานิ่งเงียบ
เช้าอึมครึมอีกวัน ทุกคนทำท่าไม่ได้นอนกันเลย คืนต่อมาก็วังเวงขึ้นทุกที หมอกแสดงท่าทีแปลกขึ้น ไม่ค่อยคุยกับใคร แม้แต่โย่งยังไม่กล้าแซว ทุกคนนั่งล้อมวงกันในห้องโถงโดยไม่มีใครกล้าพูดถึงเสียงเมื่อคืน
ภามตั้งใจเปิดเครื่องบันทึกเสียงมือถือวางไว้ใต้หมอน หวังว่าจะจับต้นตอเสียงลึกลับได้ เช้าวันต่อมาเขารีบฟัง คลื่นเสียงสั่นพร่าดังอยู่หลายช่วง ในนาทีที่เสียงดังที่สุด เสียงกระซิบว่า “เห็นเราหรือยัง…” ดังขึ้น ทำให้เขาขนลุกซู่
“กฎของที่นี่ไม่ได้ปกป้องใคร” หมอกโพล่งขึ้นระหว่างนั่งล้อมวง ผิวหน้าอิดโรย เธอสบตาภาม “พวกนายอยากออกจากที่นี่กันจริง ๆ ไหม?”
บีกลืนน้ำลาย “มันต้องมีเหตุผลสิว่าทำไมพวกเขาไม่ให้พูดถึง เหตุผลเดียวคือ…”
“ที่นี่คือกับดัก” หมอกพูดเสียงเบา “คนที่กลัวจนไม่กล้าสู้ถึงจะหายไป”
พลอยหน้าเสีย “ทุกอย่างเริ่มต้นตอนที่ฉันได้ยินเสียงนั่นครั้งแรก พ่อบอกว่าห้ามฟังเด็ดขาด แต่ฉันถาม พ่อหายไปวันถัดมา…”
โย่งนั่งเงียบ มือจับขอบโต๊ะแน่นจนข้อขาว “ทุกคนในหมู่บ้านก็ไม่พูดถึง เราไม่ได้เป็นรายแรก” เขาถอดถ้อยคำน้ำเสียงเคร่งขรึม
ไผ่ยืนขึ้น “มันต้องมีทางหนีสิ! เราจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้” เขาหายใจแรง ใจกล้าแบบคนจนตรอก
ภามเสนอ “คืนนี้เราต้องลองเผชิญหน้ากับเสียงนั้นพร้อมกัน” ทุกคนจึงตัดสินใจหยิบผ้าห่มรวมตัวกันที่ห้องโถง รอจนมืดสนิท
ไฟดับลงอย่างไม่ตั้งใจ เสียงลมหายใจเริ่มดังจากหัวมุมห้อง ฉับพลันฉายสว่างเพียงเทียนไขทีละดวง บรรยากาศชวนขนหัวลุก ทุกคนจับมือกันแน่น
บียื่นมือถือบันทึกเสียง เสียงกระซิบว่า “ห้ามหันไปมอง…” แว่วในความมืด ก่อนที่บีจะคิดหัน ทุกคนร้องห้ามลั่นความกลัวแทรกกระดูก
ทันใดนั้น โต๊ะไม้กลางห้องกระแทกพื้นดังลั่น เสียงลมหายใจจากอากาศรอบข้างกลายเป็นเสียงกรีดร้องพลัน ภามตะโกน “พอ! อย่ากลัวมัน!” – เพื่อน ๆ ต่างตะลึง เสียงนั้นหยุดลงทันที
ความเงียบอึดอัดเข้าครอบคลุม สายตาทุกคู่ตื่นตะลึงหมอกหอบหายใจแรง ก่อนจะยิ้มจาง ๆ ที่ไม่สมบูรณ์ “ใครบางคน…เลือกสู้กับมันแล้ว”
ในขณะที่ทุกคนล้มตัวลงกลุ่ม ๆ ในสภาพเหนื่อยล้าและกลัว ภามค่อย ๆ มองออกหน้าต่าง เห็นเงาของคนเดินสวนแสงจันทร์ไปสู่หมอกหนา แผ่นหลังนั้นเหมือนกับใครบางคนที่หายไป
“เราต้องเลือกว่าจะยอมแพ้หรือเดินออกจากความกลัวของตัวเอง” หมอกสบตาภาม ดวงตาเธอเปลี่ยนจากเศร้าเป็นแน่วแน่
รุ่งเช้าอากาศเย็นสบาย ทุกคนรวมตัวกันที่ลานหญ้าหน้าหอพัก ใบหน้ากังวลแต่ดวงตาหวัง ภามยิ้มบาง ๆ “เราไม่ต้องพูดถึงเสียงนั้นอีก แต่เราจะไม่หนี ไม่กลัวมันอีกแล้ว”
พลอยกุมมือภาม น้ำตาซึม ไผ่ บี โย่ง หมอก มองหน้ากัน กระแสใจหลั่งไหลปะทะอารมณ์เศร้ากับความกล้าปะปนกัน
วันหนึ่งทั้งหมดก้าวเดินออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้พร้อมกัน ไม่มีเสียงลมหายใจให้ได้ยินอีก ทุกคนรู้ดีว่ากฎของเสียงนั้นจะยังคงอยู่เสมอ แต่พวกเขาเติบโตจากความกลัว และได้คืนลมหายใจของตัวเอง…