ลมหายใจบนชั้นเมฆ
ม่านเมฆขาวโพลนลอยเรียงสายเหนือยอดตึกกระจกใส เมืองอินทรานภาดูเหมือนฝันกลางวันของใครสักคน ประตูเหล็กบนแพลตฟอร์มลอยน้ำเปิดออก รวิก้าวลงจากบันไดโดยไม่กล้ามองวิวลึกเบื้องล่าง แรงลมเฉี่ยวกระตุกคอเสื้อจนตัวสั่น เขากำหมับกระเป๋าเดินทางแน่น จินตนาการถึงบ้านเก่าบนพื้นดินยิ่งแน่นอก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงใบพัดกังหันกลางลานดังก้อง ประกายแดดสะท้อนเงาหญิงวัยกลางคนในเครื่องแบบราชการยืนรออยู่ รวิหรี่ตา ก่อนจะฝืนเดินเข้าไป “คุณรวิใช่ไหม ฉันสุมาลี…แม่เลี้ยงเธอ” เธอยิ้มจาง เจือแววกังวล ด้านหลังมีเด็กผู้หญิงผมบ๊อบสั้นจ้องมาเงียบๆ
รวิย่อหัวเบาๆ เสียงทักทายแผ่ว “ผม…สวัสดีครับ ป้า เอ่อ คุณแม่เลี้ยง” มีรอยขีดข่วนจากการครุ่นคิด ชายหนุ่มหมายให้มันสุภาพที่สุดแต่ก็จืดชืดเกินกว่าจะถูกมองว่าเป็นคำทักทายอบอุ่น
เด็กหญิงอีกคนยื่นหน้าออกมา ดวงตากลมโตลังเลขณะที่สุมาลีเอื้อมมือมาแตะแขนรวิเบาๆ “นี่เอ็มมี่ ลูกสาวฉัน เธอคงเหนื่อยจากการเดินทาง เดี๋ยวพาไปบ้านพักก่อนนะ”
ทางเดินบนสะพานแก้วทอดยาวสุดสายตา เมฆลอยต่ำพันราวจนดูเหมือนเดินอยู่บนอากาศ รวิหันมองผ่านม่านขาวจาง เห็นเงาตึกคล้ายหลอนย้อนสะท้อน ดวงใจหนักอึ้งทั้งที่ยังไม่เข้าไปในบ้านใหม่ดีนัก
ในบ้านพัก สถานที่ซึ่งกลิ่นไม้แปลกประหลาดผสมกับกลิ่นสนิมเหล็กของเมืองลอยฟ้า รวิรับน้ำเย็นจากเอ็มมี่ที่ยังไม่ยายสายตาจากเขา “เคยขึ้นมาอยู่ข้างบนมาก่อนไหม” เอ็มมี่ถาม เสียงเธอยังขาดความแน่ใจ
“ไม่ เคยแต่เห็นข่าว ไม่คิดว่าจะ…ได้ขึ้นมาจริงๆ” น้ำเสียงติดแววกังวล ชายหนุ่มเบนสายตาออกนอกหน้าต่าง เงาร่างตึกสูงต่อเนื่องมองไม่เห็นปลาย มีเรือเหาะลำใหญ่มากวนทิวาท่ามกลางเมฆ รวิหดไหล่เมื่อสายลมเย็นวูบ พลันแว่วเสียงกระซิบเบาลอยจากทางเดิน “เขาตามหาอะไรนะ”
สุมาลีเดินเข้ามาปรับแสงไฟพลางวางถุงของกินลง “คืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่นะ พรุ่งนี้ฉันจะพาไปสถานีลงทะเบียน คุณต้องขึ้นสำนักงานก่อนถึงจะตามหาคุณตะวันได้” เธอพูดเรียบเฉยไม่สบตา รวิพยักหน้ารับคำโดยปราศจากความหวังในน้ำเสียง
ราตรีแรกกลางเมืองลอยฟ้าช่างไม่คุ้นเคย เตียงนอนสั่นด้วยแรงเครื่องยนต์ เมฆขาวลอยคลุกหน้าต่าง เสียงอะไรบางอย่างคล้ายกระจกสั่นกังก้อง รวิละเมอฝันถึงพ่อ ทว่าฝันกลับกลายเป็นเสียงร้องเรียกแผ่วเบา “รวิ…ไม่ต้องกลัว…อยู่ตรงนี้นะ…”
ยามเช้า เมืองทั้งเมืองถูกอาบด้วยแสงสีส้มและเงาของกังหันขนาดมโหฬาร รวิตื่นขึ้นกลางเสียงตูมเบาของดาดฟ้าเปิดรับแสง ขณะเดินออกนอกราวเหล็ก เอ็มมี่ก็เดินขนาบข้าง ท่าทีเริ่มผ่อนคลายลง
“กลัวความสูงเหรอ” เธอถามขึ้นพลางก้าวข้ามป้ายเตือนระวังตก รวิฝืนหัวเราะ เสียงสะท้อนค้างในอากาศ “กลัวนิดหน่อย…เอ่อ มากเลยล่ะ”
เอ็มมี่มองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะเอื้อมมือจับแขนสั้น ๆ “เดี๋ยวชินเอง ฉันอยู่บนนี้มาตั้งแต่เด็ก ยังไม่เคยตกเลยนะ”
ที่สถานีลงทะเบียน อาคารแก้วโดมรูปทรงแปลกเหนือเมฆ สุมาลียื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่วัยกลางคนซึ่งเอาแต่จ้องหน้าจอ หญิงนั่งหัวโต๊ะเหลือบมองรวิ ช่วงหนึ่งเธอปรายตาหลบทว่าดูเหมือนเห็นบางอย่างในแววตา
ระหว่างรอเอกสาร เอ็มมี่ชวนรวิเดินชมทางเดินบนดาดฟ้าตึกสูง พวกเขาสังเกตเห็นไม้กล่องๆ เหนือขอบระเบียงด้านบนที่ดูจะซ่อนอะไรไว้ในเงามืด “มีคนแอบปีนเข้าไปบ่อย ๆ ดูเหมือนสนามเด็กเล่นลับ ๆ” เอ็มมี่กระซิบ
ขณะที่กำลังมองลอดช่องแสง รวิเห็นร่างเงาเด็กหญิงคนหนึ่งปรากฏที่ระเบียงฝั่งตรงข้าม ผมยาวรุ่มรวยปลิวไสว สีหน้าโดดเดี่ยว เธอมองกลับมา ความรู้สึกแปลกแล่นวูบน่าสะพรึงในใจรวิ
“ใครน่ะ” รวิถามเสียงสั่น เอ็มมี่ชะงัก คิ้วขมวดขณะชะเง้อดูบ้างแต่กลับไม่เห็นใคร
สุมาลีเดินมาแทรก ระหว่างพวกเขาสังเกตว่าหญิงคนนั้นกลายเป็นเงาเงียบหายไปในม่านเมฆ ทิ้งไว้แต่ความมึนงงและคำถามลอยอยู่ในอากาศ
คืนนั้น รวินั่งบนม้านั่งริมหน้าต่าง เขียนบันทึกถึงพ่อ “พ่ออยู่ไหน เมืองนี้พรากพ่อไป หรือเมืองนี้จะรักษาพ่อไว้” เขาวางปากกาสั่น เสียงลมกระทบกระจกดังกึกก้อง มีเสียงกระซิบอีกครั้งดังขึ้นใกล้เคียง “รวิ…อย่าปล่อยฉันไป”
เสียงวิ่งเบาๆ ทำให้เขาหันขวับ เงาเส้นผมหญิงสาวแวบผ่านประตู รวิออกตามเสียงกึกก้องบนระเบียงสูง ท่ามกลางหมอกหนา เขารู้สึกเหมือนเดินเข้าห้องที่เปลี่ยวเหงาที่สุดในชีวิต
แล้วเด็กหญิงคนนั้นก็ปรากฏตรงหน้า ดวงตาเศร้าสร้อยขณะสบตารวิโดยไม่พูดอะไร แม้เขาพยายามจะทัก ทว่าเสียงติดค้างในลำคอ เธอยกนิ้วแตะปากส่งสัญญาณเงียบ ก่อนจะหันหลังวิ่งหายไปกับหมอก
วันถัดมา ระหว่างออกไปเดินสำรวจเมือง รวิและเอ็มมี่เดินผ่านตลาดลอยฟ้าที่วุ่นวาย รวิเห็นหญิงสาวผมยาวจากคืนก่อนอีกครั้ง เธอเดินลัดเลาะในฝูงชนราวกับไม่มีใครสังเกต
รวิตัดสินใจวิ่งตามจนถึงปลายสะพานแก้วแคบ ที่ซึ่งสายลมพัดแรงแทบยืนไม่อยู่ “เดี๋ยวสิ!” เสียงของเขาฟังดูกล้า ๆ กลัว ๆ ขณะที่หญิงสาวหยุดเดิน หันมามองด้วยสายตาฉายความไม่เป็นมนุษย์อยู่ลึก ๆ
“ทำไมหาเรา” เสียงเธอเบาหวิวเหมือนลอยมากับสายลม รวิลังเล เอื้อมมือไปแต่หยุดเพราะความกลัวตกจากสะพาน
เธอมองดูรวิย้อนแสง “เราโดดเดี่ยวมาตลอด ไม่มีใครมองเห็นเราจริง ๆ ยกเว้นนาย” เธอนิ่งไปชั่วอึดใจ
เอ็มมี่ตามมาทัน ทำทีขี้เล่นกลบเกลื่อน “ใครเหรอ คนที่นายคุยด้วย” รวิอ้ำอึ้ง หญิงสาวกลับหายวับไปในหมอก
ตกกลางคืน สุมาลีเข้ามานั่งข้างเตียงรวิ “ฉันรู้ว่าการตามหาพ่อที่หายเป็นเรื่องลำบากใจ แต่ที่นี่ปลอดภัยกว่า” เธอกระซิบให้กำลังใจ น้ำเสียงเจือกลิ่นกังวลประหลาดเหมือนต้องปิดบังอะไรบางอย่าง
หลายวันผ่านไป รวิได้เจอหญิงสาวปริศนานั้นบ่อยขึ้น บางครั้งเธอมาในยามราตรี บางครั้งปรากฏที่มุมสูงสุดของอาคาร รวิเริ่มเรียกเธอว่า ‘แพร’ ตามผ้าที่เธอถือไว้เสมอ แม้จะรู้ว่าเธอไม่เหมือนใครในเมืองนี้
แพรเริ่มเผยความลับว่าตัวเองไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นชาวเมฆ—วิญญาณผู้ถูกลืม รวิและแพรสนิทกันจนเอ็ดมมี่เริ่มรู้สึกอึดอัด เกิดความขัดแย้งเล็กน้อยในครอบครัวใหม่ เอ็มมี่แกล้งแหย่รวิเสมอแต่ข้างในกลับซ่อนความอิจฉาลึก ๆ เพราะกลัวเสียรวิไป
รวิเริ่มฝึกปีนตึกสูงโดยมีแพรเป็นผู้นำ ซึมซับความกล้าจากเธอทีละน้อย โดยที่เอ็มมี่จับตามองเงียบ ๆ ด้วยความหวั่นไหว
วันหนึ่งรวิค้นพบเบาะแสเกี่ยวกับพ่อ—เอกสารลับในห้องทำงานของสุมาลีซ่อนอยู่ใต้พื้นกระจก เป็นรายงานเกี่ยวกับชาวเมฆและผู้คนหายตัว ไฟในใจรวิลุกโชนขึ้นใหม่ เขาตัดสินใจปรึกษาแพรและเอ็มมี่
กลางคืนฝนตกหนัก รวิ ฝ่าเมฆปีนหลังคาไปกับแพร เอ็มมี่ตัดสินใจตามขึ้นไปแม้จะกลัวตกเพราะไม่อยากให้รวิไปไหนโดยไม่บอกคืน พวกเขาค้นหาเบาะแสที่สถานีเก่า เจอร่องรอยพ่อทิ้งไว้เป็นตัวอักษรละลายบนกระจก “ค้นหาความจริงที่ปลายฟ้า”
แพรถูกแรงลมปะทะอย่างแรง เธอล้มลงและเกือบหลุดออกจากขอบระเบียง รวิดึงเธอไว้ ท่ามกลางความกลัวที่ไต่ขึ้นจุดสูงสุดหัวใจ รวิตัดสินใจสารภาพกับแพรว่าเขาเริ่มรักเธอ แม้รู้ว่าสิ่งนั้นดูเป็นไปไม่ได้
แพรยิ้มเศร้า ดวงตาหม่นมัว “ความรักระหว่างเราสอง โตมาได้ในเมืองนี้แม้จะอยู่คนละโลก” เธอกระซิบตอบเบา ๆ
รวิ เอ็มมี่ และแพรออกเดินทางร่วมกันบนเรือเหาะจากสถานีร้าง พวกเขาเผชิญกับพายุหมอกและเจอวิญญาณเด็กๆ ลอยวนรอบเรือ รวิเห็นภาพแจ่มชัดว่าพ่อยอมสังเวยตนช่วยดึงวิญญาณชาวเมฆให้สงบสุขเมื่อหลายปีก่อน เพราะเขาเองเคยสูญเสียภรรยาในอุบัติเหตุบนสวรรค์แห่งนี้
ในภวังค์หมอกนั้น พ่อปรากฏกายเจือจาง บอกลาและให้อภัยรวิที่ไม่เข้าใจในอดีต รวิร้องไห้สะอึกในอ้อมแขนสุมาลี เอ็มมี่และแพรจับมือกันแน่น
วันสุดท้ายบนเมืองเมฆ รวิยืนรับลมที่ขอบระเบียง เด็กชายซึ่งเคยกลัวความสูงอย่างรุนแรง ตอนนี้เขากล้าหาญยืดอกต่อหน้าทิวทัศน์ที่เคยทำให้หวาดหวั่น เอ็มมี่เดินมานั่งข้าง ๆ “นายคงพร้อมกลับไปพื้นพิภพแล้วสินะ” เธอกระซิบเสียงแผ่ว รวิยิ้มเศร้า
แพรเดินมาช้า ๆ จับมือตรงแนบอก เธอยิ้มทั้งน้ำตา ภาพร่างของเธอบางเบาขึ้นเรื่อย ๆ “ขอบคุณที่มองเห็นเรา” เธอกระซิบสะท้อนในลมหายใจสุดท้าย แพรจางหายไปท่ามกลางม่านเมฆ
รวิก้มหน้าร้องไห้ ก่อนค่อย ๆ ก้าวเดินกลับสู่บ้านใหม่ของเขาในเมืองลอยฟ้า ทิ้งอดีตไว้ในหมู่เมฆ รอยยิ้มปนความเศร้าจุดประกายความเปลี่ยนแปลงในใจ ดวงตาเขากล้าแกร่ง ทุกคนในเมืองลอยฟ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำอันเหลื่อมล้ำเหนือผืนภพ