แสงเทียนกลางสายหมอก
เสียงกระดิ่งวัวดังแว่วลอยจากไกล รุจิราเดินเท้าพลางดึงคอเสื้อกันลมสีเทาเก่าๆ เข้าหาตัว ลมหอบเอาหมอกขาวขุ่นไหลตามทางเดินหินขึ้นสู่เชิงเขา หมู่บ้านอรุณฉายเหมือนจมอยู่ใต้ผ้านวมของหมอกตั้งแต่เช้าจรดเย็น บ้านไม้หลังเล็กถูกจับกลุ่มยุบรวมกันท่ามกลางต้นสนสูงตระหง่าน กระจกหน้าต่างสะท้อนแสงเทียนจาง ๆ บางบ้านจุดเทียนตั้งแต่ยังไม่ค่ำ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!รุจิราดูแลช่อดอกไม้เล็ก ๆ สำหรับวางบนหิ้งแม่ของเธอ มือประคองด้วยความระวัง ภายในบ้านมีเสียงหายใจของยายดังสะท้อนกับผนังไม้ “วันนี้เราจะต้องพูดถึงเรื่องชินอีกมั้ยจ๊ะลูก” ยายเปรยในขณะที่ปั้นข้าวเหนียวในครัว “ยายคะ หนู…อยากรู้ว่าชินไปไหน” รุจิราลังเล วางช่อดอกไม้ลงหน่อยหนึ่ง “เมื่อคืนฝันเห็นเทียนดับกลางทางเดินอีกแล้ว”
ยายเงียบไปครูเดียว ใช้หลังมือปาดน้ำตาออกทั้งที่ไม่ได้ร้องไห้ “หมอกมันหนานัก ระวังตัวด้วย” รุจิรานั่งก้มหน้า ดวงตาแอบมองเทียนไขที่วางอยู่มุมห้อง ที่ก้นถ้วยเทียนมีคราบน้ำตาเทียนแข็งกรัง เห็นแล้วใจเธอสั่นแต่ก็ไม่กล้าถามต่อ
เสียงฝีเท้ายางเงียบกริบเมื่อรุจิราเดินผ่านสะพานไม้แคบไปยังโรงเรียนมัธยมประจำหมู่บ้าน เธอเดินเร็วขึ้นทันทีที่เห็นกลุ่มเพื่อนนักเรียนวิ่งเล่นกัน หัวเราะล้อเลียนเรื่องผีและเงาสีดำที่โผล่จากหลังต้นสน “ชินหายไปเพราะผีหมอกแน่ ๆ เลย!” เด็กชายอ้อมปากกล้าพูดยกใหญ่
รุจิรากำมือแน่น ไม่เข้ากลุ่ม เธอมองไปที่เก้าอี้ตัวโปรดของชินตรงใต้ต้นสนเก่า ว่างเปล่าท่ามกลางหมอกที่เพิ่มขึ้น ถัดออกไป ไกลโข เจอปภังกร พี่ชายของชินในชุดนักเรียนเก่าๆ ขึงขัง เขาไม่ได้ดูเหมือนเศร้า แต่กลับดูมีอะไรบางอย่างที่รุจิราอ่านไม่ออก
“เธอทำไมถึงเดินเลี่ยงไปฝั่งนั้น” ปภังกรถามเบา ๆ ขณะผ่านหน้าเธอ “เปล่า ฉันแค่จะไปติดประกาศประกวดภาพถ่ายโรงเรียนกับชิน…” รุจิราตอบติดขัด เสียงของเธอสั่น
แต่ปภังกรไม่ได้หยุด เดินสวนไป แต่พูดทิ้งท้ายโดยไม่หันหน้า “อย่าคุ้ยหาอะไรที่ตัวเองทนไม่ได้”
ในห้องเรียน ครูใหญ่วรุฒน์เรียกประชุม “เด็ก ๆ วันนี้เราจะร่วมสวดมนต์ให้ชินปลอดภัย ขอให้เป็นเพียงการหลงทางในหมอกเท่านั้น” น้ำเสียงครูใหญ่ราบเรียบเกินเหตุ สุ้มเสียงนักเรียนซุบซิบอย่างไม่กล้าพูดออกมา บรรยากาศในห้องเต็มด้วยกลิ่นเทียนไขใหม่ที่ครูจุดไว้หน้ากระดาน
หลังเลิกเรียน รุจิราไม่กลับบ้าน เธอเดินขึ้นทางลาดชันด้วยใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ไปยังศาลาไม้เก่าบนเนิน สนใจรอยเท้าที่ลางเลือนท่ามกลางกอเฟินในหมอก ขณะที่เธอกำลังก้มสำรวจ ด้านหลังกลับมีเสียงเท้ามาหยุดใกล้ ๆ “จะหาอะไร ในที่แบบนี้” ปภังกรปรากฎตัวพร้อมไฟฉายในมือ
รุจิราตอบทันทีที่เงยหน้า “เทียนเล่มนี้…เมื่อคืนฉันเห็นมันดับเอง แถวตรงนี้” เธอหยิบเทียนที่ฐานหลอมผิดรูปส่งให้เขาดู
ปภังกรรับไป ดูครู่หนึ่งแล้วถอนใจ “บางครั้ง ไฟดับเพราะลมก็ได้” สีหน้าเขาเหมือนปกป้องอะไรบางอย่าง รุจิราไม่ยอมแพ้ “แต่เมื่อคืนลมสงบ ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าในหมอก!”
ความเงียบขึงขึ้นมาไม่กี่อึดใจ ปภังกรเงียบ ไม่ตอบ มีเพียงเสียงเทียนถูกขยี้ลงพื้น “ชินเคยพูดรึเปล่าว่ากลัวหมอก?” เขาถาม
“เขาบอกฉันว่า…ถ้ามีฉันอยู่ด้วย เขาจะไม่กลัวอะไรเลย” รุจิราสบตาเขาสักครู่ จนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายหลบตาเสียเอง
หมอกหนาวเย็นข้นขึ้นเรื่อย ๆ รุจิราตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้ “คุณซ่อนอะไรอยู่?” เธอถามเสียงสั่น “ถ้าฉันจะหาชิน ฉันต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคืนที่เขาหายไป”
ปภังกรคล้ายจะตอบ แต่เสียงระฆังวัดดังขึ้นขัดจังหวะ เงาชายสูงสวมหมวกคลุมหัวเดินออกจากซอกต้นสนไกล ๆ แสงสวนกับสายหมอกจนดูประหลาด เด็กทั้งสองรีบหลบหลังต้นไม้ กอดเทียนเล่มเล็กไว้แน่น
คืนนั้นเอง รุจิราห่มผ้าแต่ข่มตาไม่หลับ ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม เธอค่อย ๆ ลุกขึ้น จุดเทียนเล่มเล็ก ตั้งใจจะลองเดินตามรอยเท้าในหมอกเอง จากหน้าต่าง เห็นเงาวูบไหวเดินวนแถวศาลาเก่า เทียนในมือส่องทางให้แสงสีทองเจือแดงบนเส้นทางเปียกลื่น
ขณะที่เดินลงทางลาด เธอได้ยินเสียงกระซิบแผ่วในหมอก คำพูดแปลก ๆ ที่ฟังไม่ชัด แต่ดูเหมือนจะมาจากเด็กชายที่คุ้นใจ เธอหยุดนิ่ง หันซ้ายขวา “ชินเหรอ?” แต่เสียงนั้นเงียบลง มีเพียงแสงเทียนที่ริบหรี่ลงช้า ๆ
เท้ารุจิราสะดุดหิน ก้มลงเห็นรอยรองเท้านักเรียนที่จมหายไปกับโคลนลึก เธอเอื้อมมือแตะอย่างลังเล และพบกับริบบิ้นสีฟ้าของชินผูกอยู่ ณ โคนต้นสน เริ่มชื้นขึ้นเรื่อย ๆ เธอหลับตา กลั้นหายใจ จิตใจระทึก
สายหมอกดูเหมือนจะรัดรอบตัวเธอมากขึ้น ขณะที่ลมพัดเทียนในมือเกือบดับ มือของใครบางคนจับต้นแขนเธอไว้ “เธอมาทำอะไรตอนนี้?” เสียงปภังกรแหบพล่า เบาบางแต่ฟังชัดในความเงียบ
“ฉันหาศพชิน…” รุจิรากัดฟันพูดออกไปจริง ๆ น้ำตาซึมที่ขอบตา “คืนนี้ต้องมีใครสักคนกล้ายอมรับความจริง”
ปภังกรนิ่งไปยาวนานแล้วเอื้อมมือมาช่วยประคองเธอลุกขึ้น แววตาสะท้อนแสงเทียน “จะไปต่อไหม ถ้าเห็นในสิ่งที่ไม่อยากเห็น?”
รุจิราพยักหน้าแน่นอนทั้งที่ใจสั่น เขาเดินนำ เธอตามหลัง ผ่านแนวกอเฟินและเศษไม้เก่าที่แตกหัก พวกเขาจำต้องหยุด เมื่อเจอเทียนไขอีกเล่ม ปักอยู่พื้นในหมอกข้างซากถุงใส่ขนมโรงเรียนที่ฉีกขาด
“เมื่อคืน ใครจุดไว้?” เธอถามเสียงสั่น
ปภังกรถอนหายใจ ปล่อยให้เสียงเงียบหนักก่อนเอ่ยตอบ “ปีนี้ครบ 7 ปีของคำสาปหมอก…เคยมีเรื่องแบบนี้มาก่อน…”
่รุจิราขอร้อง “บอกฉันซะที!”
ชายหนุ่มผินหน้าออกจากเธอ เปิดเผยความลับที่ปกปิดมานาน พ่อของชิน เคยเป็นเด็กคนล่าสุดที่หายตัวไปกลางหมอกและแม้ว่าจะกลับมาได้ แต่ก็มีบางอย่างเปลี่ยนแปลง คืนสุดท้ายที่ชินหาย ก็ตรงกับวันครบรอบการจุดเทียนในหมอกที่หมู่บ้านต้องรักษาไว้
ท่ามกลางเงาสลัวในหมอก แสงเทียนคล้ายจะเฝ้าติดตามเงาเด็กที่เดินดุ่ม ๆ ในสายลมเย็น รุจิราน้ำตาไหลเงียบ ๆ ในใจรู้ว่าการตามหาครั้งนี้อาจนำกลับมาแค่ความทรงจำและการสูญเสีย มากกว่าการพบตัวชินจริง ๆ
รุ่งอรุณวันใหม่มาถึงเร็วกว่าที่คาด หมอกยังปกคลุมหนา แต่รุจิราจินตนาการเห็นชินยิ้มให้เธอจากช่องว่างระหว่างต้นสน เสียงปภังกรปลุก “ตัดสินใจเอง ว่าจะบอกชาวบ้านหรือเงียบต่อ”
รุจิรามองแสงอาทิตย์ที่ค่อย ๆ เจาะหมอก เธอสูดหายใจลึก “ฉันจะไม่ยอมให้ใครหายไปอีก ไม่ว่าเขาจะอยู่หรือไม่อยู่แล้วก็ตาม”
เย็นวันนั้น เธอเลือกเผชิญหน้ากับความกลัว เดินเข้าโบสถ์เก่า พร้อมเทียนไขในมือ ท่ามกลางสายตาหวาดระแวงของชาวบ้านและเด็กนักเรียน รุจิราเล่าความจริงเรื่องคำสาปและอดีตของหมู่บ้านในสายตามั่นคง
เสียงครูใหญ่แทรกกลางวงเงียบ “บางสิ่งควรถูกลืมเลือน” เขากระซิบพึมพำ
แต่รุจิราไม่ยอม “การลืม ไม่ได้ช่วยใครรอดพ้นจากเงาอดีตได้หรอกค่ะ ถ้าหัวใจยังแบกความกลัวไว้” เธอลังเลแต่สุดท้ายก็จุดเทียนชุดใหญ่แจกให้นักเรียนทุกคน ต่างร่วมจุดวนรอบศาลเจ้ากลางหมู่บ้าน
แสงเทียนนับร้อยวาบขึ้นในหมอก เด็ก ๆ คนหนึ่งถามเบา ๆ “เทียนนี้จะปกป้องเราจริงเหรอพี่รุจิรา” เธอยิ้มอ่อนโยน ก้มตัวลงกระซิบใกล้หูน้อง “อย่างน้อยมันก็ทำให้เรากล้าก้าวข้ามความกลัวได้จริง ๆ นะ”
คืนนั้น หมอกยังคงหนา แสงเทียนตัดผ่านม่านขาว เงาเด็กปริศนาในหมอกแตกสลาย รุจิรากล้าเผชิญหน้าทั้งน้ำตาและรอยยิ้มปนเศร้า ในขณะที่ปภังกรเดินเคียงข้าง มือจับเทียนแท่งเล็กไว้แข็งแรง
สุดท้าย แม้จะไม่ได้นำชินกลับมา รุจิรากลับได้ใจของตัวเองคืน และเข้าใจค่าของมิตรภาพและการให้อภัย ตามที่แสงเทียนกลางสายหมอกได้สอนเธอในคืนเปลี่ยนชีวิตนั้น