สีสันใต้ผ้าห่มดาว
เสียงหอบหายใจของฟ้าดังแว่วในความมืดขณะที่เธอเดินเร็ว ๆ ผ่านทางเดินไม้แคบของหอพักเยาวชน พลางลูบเสื้อกันหนาวเก่าให้มันแนบเนื้อ เธอมาถึงหน้าต่างและแง้มผ้าม่านพบแต่เงาสะท้อนจางกับทะเลหมอกที่คลุมหมู่บ้านบนภูเขาที่ทั้งใหม่และเปลี่ยวสำหรับเธอ แสงไฟใต้ท้องฟ้ายามค่ำให้ความรู้สึกอบอุ่นอยู่ไกลราวกับอยู่คนละโลก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประตูห้องข้างเคียงดังขึ้น ขวัญก้าวออกมาก่อนจะหยุด มองฟ้าพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ ซึ่งดูเหมือนจะซ่อนความตึงเครียด ขวัญถามเสียงเบา “นอนไม่หลับเหรอ?” ฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า “อื้อ…ที่นี่เงียบเกินไป” ขวัญหัวเราะเหมือนฝืน ๆ “เงียบ…แต่บางทีก็ดังกว่ากรุงเทพฯตั้งเยอะ”
ฟ้าไม่ตอบ สายตาเธอจมอยู่กับหมอกนอกหน้าต่าง ขวัญเดินเข้ามายืนข้าง ๆ เว้นจังหวะอึดอัดไว้ก่อนจะเอ่ย “บางที สิ่งที่น่ากลัวอาจไม่ใช่ความเงียบ แต่เป็นสิ่งที่เราฟังไม่เจอในความเงียบนี่แหละ” ฟ้าชำเลือง เพิ่งสังเกตว่าขวัญมือสั่นเล็กน้อย แต่ขวัญรีบยักไหล่ปิดบังความรู้สึก
เวลาเช้าในหมู่บ้าน อากาศอุ่นสีส้มที่ลอดผ่านม่านไม้ไผ่ ฟ้าเดินลงบันไดเจอเข้าอนงค์ แม่บ้านที่ดูแลหอพัก “ตื่นเช้าจังลูก” ท่าทีของอนงค์ทั้งอ่อนโยนแต่สายตามักเหลือบมองนาฬิกาอยู่บ่อยครั้ง ฟ้ายิ้มแหย “นอนไม่ค่อยหลับค่ะ”
เพื่อนชายคนหนึ่งชื่อบัวลอยเดินผ่านมาด้วยเป้ใบใหญ่ “ทำอะไรแต่เช้า สีหน้าไม่ดีเลยนะ” เขาหัวเราะ ล้อเล่นแต่สายตากังวลเหลือเกิน ฟ้าตอบคล้ายพยายามพูดกลบเกลื่อนชีวิตตัวเอง “ก็แค่คิดถึงบ้าน…”
ขวัญเข้าห้องน้ำแล้วจับตาหลบสายฟ้าอย่างจงใจ ขวัญพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง “บางทีถ้าเราออกไปเดินเล่นบนเนินเขา อาจจะลืมบ้าน…” ฟ้าจับใจความของขวัญได้ รอยยิ้มของเธอเหมือนมีอะไรแฝงแต่ให้ความอบอุ่น
ค่ำคืนนั้นเพื่อน ๆ นั่งล้อมวงกันพูดคุย ใครสักคนพูดล้อ “ว่ากันว่าห้ามออกนอกหอหลังสามทุ่ม เพราะมีวิญญาณเด็กผู้หญิงวนเวียน เห็นใครเข้าป่าหายไปก็ไม่กลับออกมา” มีเสียงหัวเราะ เสียงสะอึกเงียบ ๆ แล้วบัวลอยพูด “มีคนเคยเห็นตัวด้วยนะ ปีที่แล้ว…” การสนทนาหยุดลงฉับพลันเมื่ออนงค์เดินมา “ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกจ้ะ พวกหนูอย่าไปเชื่อเรื่องผีสางพวกนี้” เสียงของอนงค์ฟังดูอ่อนโยนแต่แข็งกร้าวอยู่ในที
กลางดึก ฟ้าสะดุ้งตื่นเพราะเสียงดังลึกลับจากทางเดิน เธอหลับตานิ่ง พยายามไม่ขยับแต่เสียงยิ่งชัดขึ้น ขวัญหายใจรวยรินอยู่เตียงติดกัน ฟ้าเอื้อมมือไปแตะข้อมือขวัญ “ขวัญ ได้ยินไหม” ขวัญพยักหน้า เธอลุกนั่งช้า ๆ สบตากันอย่างกลัว ๆ แต่ต่างก็เลือกเงียบ
รุ่งเช้าฟ้าเห็นคราบโคลนเล็ก ๆ บนพื้นทางเดิน หัวใจเธอเต้นแรง “เมื่อคืนบางอย่างเดินออกจากหอไป…” ฟ้ากระซิบกับขวัญ เสียงของทั้งสองคนสั่นพร่าแต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงต่อหน้าเพื่อน
ระหว่างเรียน ฟ้ารู้สึกเหมือนมีคนจับจ้องหลังเธออยู่ตลอดเวลา ภาพเด็กสาวในชุดสีขาวลอยวนในเงามืดหลังห้องเรียนเป็นภาพสั้น ๆ ที่แว่บเข้ามาในหัว ฟ้าไม่พูดออกมา เธอมองขวัญที่เหมือนรู้ดีเกินกว่านักเรียนทั่ว ๆ ไป
ค่ำนั้น ฟ้ากับขวัญแอบออกจากหอพัก เดินไปยังเนินเขาที่ทุกคนห้าม เด็กทั้งสองหยุดยืนกลางแสงจันทร์ขมุกขมัว ฟ้ากุมมือขวัญแน่น “แน่ใจนะ?” ขวัญพยักหน้า ใบหน้าซีดเผือด ให้ความรู้สึกกลัวแต่ก็เด็ดเดี่ยว
เสียงกิ่งไม้ครูดในเงามืด ใต้เงาไม้แน่นขนัดพวกเธอเจอรอยเท้าเด็กเปื้อนโคลนผสมน้ำตา “ฟ้า… ไม่มีอะไรจริง ๆ ใช่ไหม?” ขวัญถามเสียงเบา ฟ้านิ่ง ก่อนตอบ “ฉันก็ไม่รู้ แต่มันต้องมีอะไรที่ไม่มีใครพูดถึง”
กลางคืนมีเสียงลึกลับในหอพัก เสียงร้องแผ่ว ๆ จากปลายทางเดินพร้อมเงาเคลื่อนไหวเร็ว บัวลอยตะโกนปลุกเพื่อน ๆ ทั้งหมดให้ตื่นวงแตกตื่น อนงค์เข้ามาขวางสุดเสียง “ไม่มีอะไรเดินในนี้! ทุกคน กลับเข้านอนเดี๋ยวนี้!”
ความหวาดกลัวเข้าครอบงำ ฟ้ากับขวัญถูกเรียกเข้าไปคุยในห้องอนงค์ เชิงตำหนิ “เด็กผู้หญิงที่สูญหายเมื่อหลายปีก่อน ไม่ใช่ผี แต่เป็นความเจ็บปวดของหมู่บ้านนี้ พวกหนูปลุกมันขึ้นมาอีกแล้ว” อนงค์เสียงสั่นห้วนก่อนกลั้นน้ำตา
ขวัญพูดค้างในลำคอ “หนูเห็น…รอยเลือดที่โต๊ะเขียนหนังสือในห้องเก่า…” อนงค์สะดุ้ง สีหน้าของเธอยากจะปิดบังแต่ดูหวาดหวั่น
เด็ก ๆ เริ่มแตกแยกเพราะเสียงลึกลับและข่าวลือในหมู่บ้าน ฟ้าพยายามปลอบขวัญ “เราไม่เหลือใครนอกจากกันและกัน เอาไงดี?” ขวัญอ้ำอึ้ง “บางอย่างเราหนีไม่ได้…”
คืนหนึ่งฝนตกเปาะแปะ เสียงนั้นกลบเสียงคืบคลานในหอพัก ฟ้ากับขวัญตัดสินใจเดินไปห้องเก่าที่ไม่มีใครกล้าเข้า ขวัญลังเลหน้าประตู “ฟ้า…เรากลัว” ฟ้ามือเย็นเฉียบแต่เดินนำเข้าก่อน
ในห้องเก่า เศษกระดาษฉีกขาดและรอยเลือดซึมที่มุมห้อง ขวัญโน้มตัวอ่านตัวอักษรจาง ๆ “ช่วย…ด้วย…” ขวัญน้ำตาไหลเงียบ ๆ ฟ้ายืนตะลึงกับร่องรอยที่สะท้อนบางสิ่งในใจตน “เด็กที่หายตัวไป…พวกเขาไม่ได้หาย พวกเขากำลังขอความช่วยเหลือ”
เช้าวันถัดมา ฟ้ากับขวัญเดินลงเขา ไปยังบ้านผู้อาวุโสเพื่อไต่ถาม ปู่สิงห์มองพวกเธอนิ่ง “เด็กที่หายไปเมื่อสิบปีก่อน ชาวบ้านบอกว่าเป็นเพราะคำสาปของภูเขานี้ แต่จริง ๆ มันคือความกลัว ความเงียบ และความเห็นแก่ตัวของพวกเรา” สีหน้าปู่สิงห์หม่นหมอง
ฟ้ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังก้าวข้ามบางอย่าง ขวัญลุกขึ้น “ถ้าเราไม่พูดถึง อะไรก็จะไม่ดีขึ้น…ใช่ไหมคะ?” ปู่สิงห์ยิ้มเศร้า “กลัวก็ต้องพูด กลัวก็ต้องยอมรับ”
กลางคืนถัดมา เด็ก ๆ ในหอพักรวมตัวเงียบ ๆ ที่สนามหญ้า คนหนึ่งสารภาพว่าเคยเห็นบางอย่างในป่าแต่ไม่กล้าบอก ขวัญบีบมือฟ้า “คืนนี้ เราต้องลองอีกครั้ง” ฟ้าลังเล “จะไปอีกจริงเหรอ?” ขวัญพยักหน้าอย่างเด็ดขาด
ฟ้าเดินหน้าระหว่างต้นไม้ที่ลู่ตามแรงลม เก็บความกลัวไว้ในใจ เธอรู้สึกถึงมือขวัญที่บีบแน่น เงาสาวชุดขาวปรากฏที่ปลายป่า เด็กหญิงทั้งสองมองตากันอย่างหวาดกลัวและทำใจกล้าขยับเข้าไป
เงานั้นปรากฏแท้จริงเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาเศร้า ขวัญถามเสียงสั่น “ต้องการอะไร?” เด็กคนนั้นไม่พูด เพียงแต่ยื่นมือมาทางฟ้า
ฟ้ากลั้นใจเอื้อมมือแตะปลายนิ้ว ภาพพร่ามัวแล่นวาบในหัว ภาพความรุนแรงในอดีต ภาพครูเก่าผู้ละเลย ภาพเสียงร้องที่ไม่มีใครได้ยิน เธอสะอึก กรีดร้อง ขวัญโผเข้าโอบไว้แน่น
รุ่งเช้าวันใหม่ ฟ้ากล้าสบตาทุกคนในหอพัก เปิดอกพูดถึงเรื่องที่พบหลังจากอดกลั้นมาเนิ่นนาน เพื่อน ๆ เริ่มทยอยบอกเล่าความเจ็บปวดและอดีตของตัวเอง เสียน้ำตาและหัวเราะเงียบ ๆ อย่างโล่งใจ อนงค์เดินมากุมมือฟ้า “ลูกกล้าหาญมาก”
คืนสุดท้าย ฟ้ากับขวัญนอนมองดาวจากหน้าต่างหอพัก มือยังจับกันไว้แน่น ขวัญพูดเบา ๆ “บางเรื่องต้องพูดออกมา ถึงกลัวก็ต้องพูด…” ฟ้าพยักหน้า “หนูไม่กลัวแล้ว”
ในสายลมหนาว ท่ามกลางผ้าห่มดาวเหนือหมู่บ้านบนภูเขา เด็กทั้งสองรับมือกับความกลัวและความลับด้วยความจริงใจ วันใหม่เริ่มต้นอีกครั้งพร้อมใจที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป