ใจสวนทางในฤดูฝน
รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินปล่อยผู้โดยสารออกมาพร้อมเสียงฝนพรำ อรฤดีก้มหน้าหลบหยดน้ำ ขณะเร่งเท้าผ่านสะพานลอยสู่ตึกสูงที่เธอจะเริ่มงานวันแรก รองเท้าคู่ใหม่เปียกซ่าน เธอแอบถอนหายใจยาวอย่างตื่นเต้นและหวาดกลัว เมื่อคิดถึงหัวหน้าคนใหม่ที่ทุกคนเล่าขานว่า ‘เข้มงวดจัด’
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ห้องออฟฟิศกว้างและเงียบ ภูผาเดินผ่านโต๊ะพนักงาน เขาหยุดมองเวลาบนผนัง ก่อนเสียงโทรศัพท์จะขัดจังหวะ ภูผาเป็นชายหนุ่มวัยสามสิบ ผิวคล้ำ ตัดผมสั้น เขาดูสุขุม เย็นชา เหมือนพายุที่ใกล้มาทุกครั้งที่ก้าวเข้าออฟฟิศ
อรฤดีแนะนำตัวเสียงเบาในห้องประชุมเช้าที่เต็มไปด้วยพนักงานคุ้นเคย เธอเลี่ยงพบสายตาหัวหน้าด้วยใจสั่น มือขวากำเนื้อมือเสื้ออย่างลนลาน ภูผาแค่พยักหน้ารับแต่ไม่ได้หลีกเลี่ยงการสบตาเลย ทุกคนคล้ายจะวิเคราะห์บรรยากาศอึดอัดนั้นได้
หลังประชุม อรฤดีรับหน้าที่เขียนรายงาน ภูผาเดินมาตรวจเอกสารในจังหวะที่โทรศัพท์มือถือเธอดังขึ้น “ขอโทษค่ะ…” เธอรีบปิดเสียง ภูผาหยุดมองครู่หนึ่ง ไม่พูดอะไร เพียงแค่สายตาตำหนิแต่ไม่ได้ขยับปาก เธอรู้สึกตัวเล็กลงในวินาทีนั้น
ช่วงพักกลางวัน พี่โอ๋จากฝ่ายบุคคลเดินเข้ามาชวนอรฤดีคุยเรื่องหัวหน้า “อย่าไปกลัวเขาเลยจ้ะ จริงๆ คุณภูผาอาจดูดุ แต่เขาแฟร์นะ แค่…พูดยากหน่อย” อรฤดีพยักหน้าแต่ไม่ค่อยเชื่อ
หลังเลิกงาน ฟ้าฝนกระหน่ำ ป้ายรถเมล์แน่นขนัด อรฤดีหลบฝนใต้กันสาด พลันเห็นภูผายืนห่างออกไป สะพายกระเป๋าผ้าทางการ ขยับแว่นสายตาช้าๆ พลันสายลมแรงพัดร่มเธอกลับด้าน ภูผานิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วยื่นมือมาช่วย
“ร่มคุณพังง่ายจัง” เสียงนั้นเรียบเย็น
“ซื้อมาถูกๆ ค่ะ” อรฤดีขำแห้งๆ ฝนชุ่มซึมเข้าเสื้อ ภูผาส่งร่มให้เธอโดยไม่พูดอะไรต่อ
“ฝากคืนพรุ่งนี้” เสียงเขาเบาหวิว แล้วก็เดินลุยฝนจากไป
คืนนั้นอรฤดีนั่งปลายนอนเฝ้าร่มคันนั้นอย่างประหลาดใจ มันไม่ใช่ร่มราคาถูก ร่มดำเรียบมือจับไม้ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงกล้าทิ้งร่มไว้กับคนที่เจอครั้งแรก
สองวันต่อมาในออฟฟิศ ขณะที่พนักงานหัวเราะคิกคักกับข่าวเม้าท์ อรฤดียื่นร่มคืนให้ภูผา “ขอบคุณค่ะที่ให้ยืม…อันนี้คืนร่มค่ะ” ภูผามองหน้าเธอ นิ่งครู่หนึ่งแล้วรับไป เธอไม่ทันสังเกตว่ามือเขาสั่นน้อยๆ ขณะที่จับด้ามร่ม
เวลาผ่านไป อรฤดีค่อยๆ เข้าใจจังหวะในออฟฟิศ ไม่กี่สัปดาห์เธอเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานแต่ยังกลัวหัวหน้าคนเดียวเช่นเดิม คืนหนึ่งหลังประชุมนอกเวลาเลิกงาน อรฤดีนั่งคุยกับภูผาด้วยหัวข้อ ‘แผนโปรเจกต์’ โทรศัพท์ภูผาดัง เขาเลือกไม่รับ เธอเหลือบมองเห็นชื่อ ‘แม่’ โผล่ขึ้นที่หน้าจอ…
“ไม่รับเหรอคะ” อรฤดีถามเบาๆ
“เดี๋ยวโทรกลับ” เสียงภูผาราบเรียบ แต่เงียบงันตามมา ทั้งสองต่างเฝ้าสังเกตกันเงียบๆ ขณะสายฝนโปรยลงนอกกระจกห้อง
วันหนึ่งช่วงกลางเดือน ฝ่ายบัญชีส่งจดหมายตีกลับค่าใช้จ่าย ภูผาจึงเรียกอรฤดีเข้าไปเคลียร์เอกสาร เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงติดเกร็ง ภูผาชี้ผิดอย่างเคร่งครัดจนเธอยิ่งเครียด “ถ้าไม่เข้าใจถามได้ ไม่ต้องเดา” เขาเอ่ยอย่างห้วน
“ขอโทษค่ะ…แค่ไม่อยากรบกวน”
ภูผาสบตาอรฤดี แววตาแข็งกระด้างลดลง เหมือนพบเงื่อนไขบางอย่างในตัวเธอ “อย่าเก็บทุกอย่างไว้เอง” คำแนะนำนิ่งสงบ แต่ย้อนก้องในใจเธอทั้งคืน
หลังเลิกงานวันหนึ่ง โอ๋ชวนอรฤดีไปกินข้าวที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแถวซอย เธอลังเลแต่สุดท้ายก็ไป พี่โอ๋เล่าขำๆ เกี่ยวกับตอนที่ภูผายังเด็ก “ตอนเป็นเด็กคุณภูผาน่ารักนะ แต่พ่อแม่หย่ากัน…หลังจากนั้นเขาก็เหมือนไม่ค่อยไว้ใจใคร”
อรฤดีรับฟังเงียบๆ ช้อนตาลงแล้วอดถามตัวเองไม่ได้ว่า คนอย่างภูผาจะเปิดใจหรือเปล่า ระหว่างทางกลับบ้านเธอมองร่มคันเมื่อคืนในมือ ยิ่งสงสัยในตัวหัวหน้าคนนั้นมากขึ้น
ในออฟฟิศ อรฤดีเริ่มยิ้มแย้มกับภูผา แม้เขาจะพูดน้อยแต่ไม่ต่อต้าน เช่นวันที่คอมเพื่อนพัง เธอเข้าช่วยเชื่อมต่อไฟล์งาน “ถ้าพี่ภูไม่รังเกียจ ให้หนูลองดูไหมคะ” ภูผาชะงัก ก่อนพยักหน้าส่งคอมให้ ทั้งบริษัทดูตกใจที่เห็นเขายอมวางใจ
กลางฤดูฝน อรฤดีได้รับหน้าที่ดูแลงานใหญ่ที่ภูผาเป็นผู้ดำเนินการ มีการเดินทางสำรวจสถานที่ เธอเคยคุยโทรศัพท์กับแม่ เผยความกังวลถึงอนาคตแม่ “หนูยังไม่รู้ว่าจะอยู่กรุงเทพฯ ตลอดไปหรือเปล่า แม่…” แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อแต่ภูผาได้ยิน ในรถยนต์ที่ฝนกระหน่ำและเสียงปลายสายจางหายไป เขาแอบมองเธอทางกระจกหลัง
หลังเลิกงานในวันฝนตกหนัก อรฤดีเดินกางร่มไปป้ายรถเมล์ อดหันมามองประตูตึกไม่ได้ ภูผายืนอยู่ในเงามืด เธอลังเลก่อนเดินเข้าไป “วันนี้ฝนเยอะ รอใครหรือคะ”
“รอคุณ” เขาเอ่ยช้าๆ ไม่สบตา “อยากคุยเรื่องแผนงาน…แต่อีกอย่างด้วย”
ความเงียบเข้าครอบงำ อรฤดีถอยหลังนิด เมื่อแววตาภูผาฉายความรู้สึกที่เธออ่านไม่ออก
“ถ้าคุณจะลาออก ผมอยากรู้ก่อน” ภูผาพูดเสียงเบา “จะจัดทีมใหม่…จะได้เผื่อใจ”
อรฤดีตกใจ “ยังไม่คิดจะลาออกค่ะ แค่…คิดถึงบ้านเท่านั้น”
ภูผาพยักหน้าช้าๆ ยิ้มเจื่อน ช่วงเงียบยาวยิ่งกว่าฝนที่ตกด้วยความสงสัย
ในช่วงสัปดาห์ต่อมา โครงการทีมงานมีปัญหา งบประมาณเกิน อรฤดีทำผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ กดผิดส่งอีเมลแจ้งเตือนทั้งออฟฟิศ เธอรู้สึกละอาย ภูผาเรียกเข้าห้องแบบไม่ขึ้นเสียง “รู้ไหมว่าความผิดพลาดแบบนี้มันแก้ยากนะ”
“ขอโทษค่ะ หนูแค่…กังวลว่าทุกคนจะผิดหวัง”
ภูผานิ่งครู่ “อย่าเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้คนอื่นพอใจ แต่ก็อย่ากลัวจนไม่กล้าทำอะไรเลย”
เธอนั่งนิ่งไปนาน ก่อนจะพูดเบาๆ “เคยพยายามแล้ว แต่เคยพลาดแบบที่คนทั้งบ้านผิดหวัง…เลยกลัว”
ภูผามองอรฤดีแล้วยิ้มบาง ๆ เหมือนจะเข้าใจ แม้ไม่มีใครพูดอะไรมากกว่านั้น
ภูผากลับบ้านคนเดียวในคืนฝนพรำ วางรูปถ่ายเก่าของครอบครัวลงบนโต๊ะ มือแตะที่ชื่อแม่ในโทรศัพท์อย่างลังเล
เวลาผ่านไป ความไว้ใจบางอย่างเริ่มเกิดขึ้น อรฤดีเผลอหยิบขนมฝากโต๊ะภูผาบ่อยขึ้น เขาพยักหน้ากลับเป็นคำขอบคุณโดยไม่ต้องพูด สองคนค่อย ๆ มีบทสนทนามากขึ้นในเรื่องงาน ก่อนจะหลุดคุยสัพเพเหระ เช่นเรื่องร้านอาหารอร่อย หรือสภาพจราจรในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกที่ภูผายิ้มเพราะคำพูดติดขัดและเสียงหัวเราะของอรฤดี
งานเลี้ยงบริษัทมาถึง พนักงานเฮฮาเสียงดัง อรฤดีนั่งตรงข้ามภูผา ต่างฝ่ายต่างพยายามดูสงบ แต่สายตาชอบเหลือบมองกันและกัน ระหว่างงาน ภูผาโดนถามเรื่องความรัก “หัวหน้ามีแฟนยังคะ” เพื่อนคนหนึ่งแหย่ขึ้น ภูผายิ้มจาง ๆ “ยังครับ งานเยอะ” แล้วสบตาอรฤดีโดยไม่ตั้งใจ
หลังจากคืนนั้น อรฤดีเริ่มสังเกตว่าภูผาเปิดโอกาสให้คุยมากขึ้น เขาเล่าเรื่องที่บ้านตอนเด็ก ว่าชอบไปเดินตลาดกับแม่ ฝนตกต้องกางร่มให้แม่เสมอ อรฤดีฟังนิ่ง ๆ ละเอียด เอียงหัวถามบ้าง “แล้วทำไมตอนนี้ถึงไม่ค่อยกลับบ้านคะ” ภูผาเงียบไปนาน “แม่แต่งงานใหม่…เราเลยห่างกัน”
สำหรับอรฤดี ความในใจเธอเริ่มก่อตัว เธอสนิทกับภูผาแต่ก็กลัว – กลัวว่าหากอีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองยังลังเลเรื่องอนาคต จะผิดหวังเหมือนครั้งก่อนที่เคยผิดพลาดในอดีต
วันศุกร์หนึ่ง อรฤดีได้รับข่าวว่าแม่ป่วย เธอตัดสินกลับบ้านต่างจังหวัดทันทีโดยไม่แจ้งใครในบริษัท วันรุ่งขึ้นภูผาถามหาในออฟฟิศจึงรู้ข่าว คืนนั้นฝนตก ฟ้าร้อง ภูผารู้สึกกังวลโดยไร้เหตุผล แต่ด้วยความลังเลและข้อกำหนดในฐานะหัวหน้า เขาไม่ได้โทรหา
เมื่ออรฤดีกลับมา เธอลางานไปสามวัน เพื่อนร่วมงานเข้าใจ ต่างแวะเวียนมาทัก “สู้ๆ นะ” แต่ภูผาเงียบ
ระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อนในโต๊ะยื่นกล่องขนมเล็กให้ “มีคนฝากมาให้” อรฤดีเปิดดูในกล่อง มีโน้ตเขียนว่า “คิดถึงบ้างไหม จากโต๊ะขวามือ” เธอยิ้มเขิน ทำทีเป็นแซวกับเพื่อนในกลุ่ม แต่ในสายตาเธอกลับไปมองภูผาที่ทำเหมือนไม่รับรู้
ภูผาเริ่มส่งสัญญาณมากขึ้น เช่น เดินมาเช็คงานตอนดึก ๆ ถามไถ่เรื่องงานบ้านแบบเผิน ๆ หรือแม้แต่ฟังเพลงเดียวกันบนลำโพงเล็ก ๆ ที่เขาเปิดคลอในเวลาทำงาน – เป็นเพลงบรรเลงเศร้าๆ ในวันฝนพรำ อรฤดีนั่งนิ่งแบ่งปันความเงียบงันนั้นอย่างเต็มใจ
จนถึงช่วงหนึ่งที่บริษัทเปลี่ยนโครงสร้าง ฝ่ายบริหารประกาศจะย้ายทีมงานบางราย กีดกันคนใหม่ที่ไม่แน่ใจในเส้นทาง อรฤดีถูกเสนอชื่อให้พิจารณาย้ายไปสาขาเชียงใหม่ด้วยข้อดีเรื่องอนาคตที่ดีกว่า เธอนั่งนิ่งเหมือนโลกกำลังพังทลาย ภูผานั่งตรงข้าม ประชุมจบเขาเอ่ยช้า ๆ “ถ้าเป็นคุณ… จะเลือกอะไร”
ก้อนสะอื้นติดหัวใจ เธอพูดตะกุกตะกัก “ถ้าเลือกง่าย คงไม่ต้องลังเลแบบนี้…”
ภูผาเม้มปากแน่น ไม่พูดอะไร เงียบงันนั้นยาวนานกว่าครั้งไหนๆ
สองวันต่อมา ฝนตกหนักกว่าทุกวัน อรฤดีจนมุมกับการตัดสินใจ พรุ่งนี้คือวันสุดท้ายต้องยื่นคำตอบ เธอไปยืนหน้าต่างออฟฟิศ มองฝนหยดรินเป็นทางยาว ภูผาเข้ามาข้างหลัง หยุดยืนเงียบๆ ข้างเธอ
“แต่ละคนก็กลัวของตัวเองทั้งนั้น” อรฤดีพูดลอยๆ เสียงสั่น
“ใช่…ผมก็กลัวเหมือนกัน” ภูผาตอบเบา ๆ “กลัวเสียคนที่ไว้ใจไปอีกครั้ง”
อรฤดีมองเขา แววตาหล่นความลังเลในวินาที “แล้วถ้าฉัน…ถ้าอยู่ต่อ เราจะ…ยังเหมือนเดิมไหม”
“ไม่รู้” เขาตอบตรง ๆ “แต่ถ้าคุณไป ผมคง…เปลี่ยนตัวเองช้ากว่านี้” หัวเราะกลบเกลื่อนเล็กน้อย พลางมองฝนพรำ
ในเช้าวันรุ่งขึ้น อรฤดีเดินเข้าสู่ห้องประชุมสายตาทุกคนจับจ้อง เธอประกาศชัดว่า “ขออยู่ที่นี่ต่อค่ะ” แม้รู้ว่าเส้นทางไม่ได้แน่นอนแต่น้ำเสียงหนักแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภูผายิ้มให้เธอครั้งแรกต่อหน้าทุกคนในออฟฟิศ
เดือนถัดมา ฝนเริ่มซา เมฆขาวโปร่งตัดกับฟ้ากรุงเทพฯ ทั้งสองคนนั่งจิบกาแฟในร้านข้างตึกออฟฟิศ ภูผาหยิบร่มคันเก่ามาวางตรงกลางโต๊ะ “ขอบคุณที่เก็บร่มให้ตั้งนาน” เขายิ้มบาง ๆ ส่งสายตาหลังแว่น
อรฤดีหัวเราะ “ไม่กล้าคืนหรอก กลัวคิดค่าเช่า”
เสียงหัวเราะประสานกับสายลมเย็น เป็นจังหวะเดียวกับที่ภูผายื่นมือให้ อรฤดีลังเลไปครู่ ก่อนวางมือลงในมือเขาอย่างมั่นใจ เธอไม่กลัวฝนอีกต่อไป