สิ่งมีชีวิตแห่งซากหิมะ
ลมกรรโชกระลอกแล้วระลอกเล่าผ่านหน้าต่างไม้เก่าในห้องพักชั้นสามของโรงเรียนประจำโบราณกลางเกาะหิมะ อุณหภูมิลดต่ำจนกระทั่งน้ำค้างแข็งเกาะเรียงตัวเป็นลวดลายระยิบระยับบนกระจก ทุกคนถูกกักขังไว้อย่างไม่ตั้งใจ โรงเรียนตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงตั้งแต่เมื่อคืน พายุหิมะนี้เป็นข่าวลือในหมู่ชาวเกาะมาตลอดฤดูหนาว ไม่เคยมีใครเจอพายุแรงเช่นนี้มาก่อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ลูกแก้ว วัยสิบหกปี นั่งกอดเข่าตัวเองอยู่ข้างเตียง แจกันดอกไม้แห้งบนโต๊ะถูกลมสะบัดตกลงมาเมื่อต้นรอบแรกของสายลม หน้าของเธอยังเปื้อนน้ำตาบางเบา เธอเหลือบมองสมุดบันทึกเก่าในมือ เอื้อมมือเก็บมันไว้ใต้เบาะเตียง ในหัวใจเหี่ยวเฉามีเพียงเสียงหัวเราะของน้องชายที่จากไปเมื่อปีก่อนดังก้องไม่หยุด ด้านนอกมีเสียงเท้าเดินกระทบพื้นไม้ เธอเกร็งตัวเมื่อประตูถูกเคาะสองครั้งช้าๆ
“แก้ว อยู่มั้ย?” เสียงเสนาะ หนุ่มร่างผอม เจ้าของผมหยักศกยาว ๆ คนที่ถูกเพื่อนทั้งโรงเรียนเรียกติดปากว่า “ขี้กลัว” เนื่องจากเคยกรีดร้องลั่นโรงอาหารเพราะแมลงวันบินใส่หน้า เสนาะโน้มตัวแนบประตูอย่างหวาดหวั่น เปลือกตาค้างคาเหมือนกำลังฟังบางอย่างอยู่หลังบานไม้อีกที
ลูกแก้วลังเลครู่หนึ่งก่อนเปิดประตูออก “มีอะไร เสนาะ” เสียงเธอสั่น ชั่วอึดใจแรกทั้งสองสบตากัน ต่างอ่านความกลัวบางอย่างในแววตา ดูเหมือนความเงียบขอบหน้าต่างกดทับจนหายใจลำบาก
เสนาะขยับปากจะพูดแต่หยุดชะงัก “เมื่อกี้…มีใครเดินอยู่ข้างนอก แก้วได้ยินมั้ย?”
ลูกแก้วส่ายหน้า เธอไม่เคยบอกใครว่าเมื่อคืนได้ยินเสียงลากขาลากแขนผิดธรรมชาติที่ทางเดิน “นายฝันไปหรือเปล่า” เสียงเธอนุ่ม รอยยิ้มตื้น ๆ ปรากฏขึ้นเพื่อกลบความหวาดกลัว “มันคงเป็นลม หรือไม่ก็…หมาในโรงงานข้าง ๆ”
เขาก้มหน้างุด สีหน้าแปรปรวน พลางเหลียวมองไปทางบันได “คืนนี้รวมตัวที่ห้องสมุดชั้นล่างนะ”
ลูกแก้วเงียบไป ชั่งใจระหว่างการออกจากห้องหรือเก็บตัว เธอเหลือบมองภาพน้องชายบนขอบเตียงอีกครั้ง ท้องฟ้าข้างนอกเป็นม่านสีโทรมเทา ฉาบด้วยความเหงาวูบวาบ
เก้าโมงเช้า เด็กห้าคนยืนล้อมโต๊ะไม้เก่าในห้องสมุด บนโต๊ะมีหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์เก่าๆ กระพริบติดบ้างดับบ้าง ท่ามกลางแสงเย็นว่างเปล่า เสนาะ ลูกแก้ว ปอย เด็กผู้หญิงขี้เล่นแต่ปากร้าย ปราบ ร่างท้วมใจดีผู้ชอบพูดเองเงียบเอง และแทนทิว เด็กหนุ่มร่างสูงจัดซะจนดูเหมือนไม่สนใจใคร แต่ในแววตามีความหวาดหวั่นบางอย่างแฝงอยู่ พวกเขาพูดคุยกันเบา ๆ ว่าอาหารเริ่มหมด ห้องไฟฟ้าย่อยติดบ้างดับบ้าง และเมื่อคืนเจออะไรบางอย่างในเงามืดที่ห้องเก็บของ
ปอยแทรกขึ้น “ถ้าฉันเจออะไรแปลก ฉันจะตบมันให้ร่วงเลย” เธอแกล้งยักคิ้ว หันไปขยิบตาให้ลูกแก้ว “หรือว่าแก้วกลัวผี?”
ลูกแก้วกลืนน้ำลาย ฝืนหัวเราะแผ่วเบา ใจจริงเธอไม่เคยกลัวผี…แต่กลัวความจริงซึ่งไม่มีใครเคยพูดถึงมากกว่า
ทันใดนั้น ไฟดับพรึ่บ ทิ้งทุกคนไว้ในความเงียบงัน หลอดไฟแฮนด์เงาเพดานช็อตประกายเสียงดัง ทุกคนหันขวับ เสียงฝีเท้าดังอยู่ทางเดินด้านนอก ราวกับมีบางอย่างเดินวนเวียนอย่างไร้ร่าง ทุกคนกลืนน้ำลาย ต่างนิ่งสุดขีดด้วยความกลัว
เสียงฝีเท้าหายไปในวินาทีเดียว เหลือเพียงลมหายใจของแต่ละคนที่ดังเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจ ปราบพูดเสียงต่ำ “เราต้องออกไปหาข้าวและน้ำเพิ่ม ไม่งั้นไม่รอดแน่”
แทนทิวก้มหน้าแล้วพูดห้วนๆ “แล้วใครจะกล้าออกจากโรงเรียนตอนนี้?”
ปอยระบายลมหายใจดังฟืด “นี่ถ้าไม่ใช่เพราะพายุบ้าๆ ฉันจะเดินข้ามเกาะกลับบ้านเองแล้วเนี่ย!”
เสนาะผุดลุกขึ้นช้า ๆ เสียงเก้าอี้ขูดพื้นอย่างเสียดแทงประสาท “พวกนาย…มีใครคิดบ้างมั้ยว่า…เราไม่ได้อยู่กันแค่กับพวกเรา”
ความเงียบเหนียวหนึบเข้าปกคลุม บนมุมโต๊ะ ลูกแก้วซ่อนมือสั่น ๆ ไว้บนตัก นี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องเผชิญหน้าความกลัวที่มีชีวิตจริง ๆ ในขณะที่เงานอกหน้าต่างดูเหมือนจะขยับไปมาเองตามจังหวะหายใจของทุกคน
ความเย็นในเช้าวันรุ่งขึ้นแผ่ซ่านถึงโถงทางเดิน เสนาะตื่นแต่เช้ามืด ได้ยินเสียงกระซิบของลมที่ปลายบันได เขาไม่สามารถทนอยู่ในห้องนอนกับเสียงนั้นได้อีกต่อไป จึงรวบรวมความกล้าเดินลงไปตรวจตราทางเดิน เพดานต่ำของอาคารไม้เก่าครวญครางตามแรงลม ทุกฝีเท้าในรองเท้าสวมขาด ๆ ทำให้ใจสั่นราวกับจะทะลุ กระทั่งเขาหยุดกึก — มีรอยเท้าเปียกน้ำแปลกประหลาดเป็นทางยาวเข้าไปในห้องครัว
เขาก้าวถอยหลังแต่ต้องหยุดเมื่อได้ยินเสียงกลุ่มเพื่อนกระซิบตามมา ปอยกับปราบถือไฟฉายแท่งเล็ก เดินตามทัน ทั้งสามหยุดดมกลิ่นเย็นเหมือนดอกไม้ตาย เสนาะกลืนน้ำลาย ยืนแน่นิ่ง เหงื่อเย็นซึมมืดกลางหลัง
เมื่อสายตาปรับกับความมืดได้ พวกเขาเห็นก้อนเงาเหมือนสัตว์แต่สูงเกินมนุษย์ มันเคลื่อนไหวยืดยาดในแสงไฟฉายเพียงครู่ แล้วจมหายไปในช่องแสงเหนือเคาน์เตอร์ครัว ทิ้งกลิ่นน่าเวียนหัวให้ตามหลัง ปอยกำลังจะวิ่งตาม เสนาะคว้าข้อมือเธอ “อย่า!” เสียงเขาสั่นด้วยความกลัวแท้จริง
“แล้วจะให้เราทำอะไร ซ่อนตัวตลอดไปหรอ?” ปอยพูดเกือบเป็นเสียงกระซิบ ปราบทำท่าเหมือนอยากพูดแต่ก็เงียบ
เช้าวันเดียวกันนี้ ลูกแก้วเดินตรวจสอบทางออกตึกเรียน เธอลูบกำแพงหินเย็น ๆ ช้า ๆ ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองตลอดเวลา ในมือแนบสมุดบันทึกไว้แน่น เธอหยุดเมื่อได้ยินเสียงร้องเบา ๆ ดังมาจากใต้ถุนอาคาร เป็นเสียงร้องของเด็กชาย นุ่มเบาและคุ้นเคยจนหัวใจเจ็บร้าว เธอตั้งสติ ก้าวขาลงบันไดใต้ถุน น้ำแข็งเปียกเกาะพื้นเป็นเลนลื่น เธอเจอประตูไม้ผุเปิดออกเพียงแง้มหนึ่ง
ลูกแก้วเหลียวมองไปรอบตัว เสียงนั้นเงียบไปแล้ว เธอได้กลิ่นหอมจางของสบู่เด็กที่เคยนอนด้วยกันในอดีต ภาพคืนสุดท้ายก่อนน้องชายหายไปยังฝังใจ เธอสั่นสะท้าน หยิบสมุดออกมาเปิดดู ความทรงจำถูกบีบให้ไหลย้อนกลับมาในทันที
คืนนั้น ลูกแก้วรวมตัวกับเสนาะและปอยบนโถงบันได ปราบจุดเทียนสว่างไหว ๆ มือสั่น พวกเขาถกเถียงว่าจะบุกสำรวจโซนอาคารเก่าซึ่งเกิดเหตุการณ์ประหลาดต่อเนื่อง แม้จะกลัวแต่ไม่อาจทนกับความไม่รู้ได้อีก เหมือนทุกคนหวังว่าการหาคำตอบอาจช่วยปลดปล่อยตัวเองจากความรู้สึกผิดหรือความสูญเสียในใจ
แทนทิวที่เงียบมาตลอดกล่าวเบา ๆ “ฉันว่านั่นไม่ใช่ผี แต่มันคล้าย…บางอย่างที่เราเคยได้ยินจากนิทานลึกลับบนเกาะ—สิ่งมีชีวิตที่ไม่ยอมให้ใครหนีออกจากที่นี่”
ปอยกลอกตาใส่ “นิทานบ้านนายงั้นสิ จะให้เราเชื่อว่าผีหิมะมาขังเรางั้นฟะ”
ลูกแก้วพึมพำในลำคอ เสนาะแทรกขึ้น “ถ้าไม่ใช่ผี แล้วอะไรที่เราเห็นเมื่อคืน”
ปราบส่ายหน้าแต่ตาโตก วิตกกังวลจนมือเปียกเย็นเหนียว ต่างคนต่างรู้ว่าตนเองปกปิดบางเรื่อง แต่ไม่มีใครกล้าพูด ทุกอย่างถูกกดทับใต้เงาแห่งความกลัวกับความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าทุกอย่างจะดีขึ้นถ้าพ้นพายุนี้ไป
ขณะที่เด็กทั้งสี่พากันเดินลุยหิมะไปตึกอาคารร้างตรงมุมเกาะ เสียงลมกรรโชกตีกลบเสียงพูดจาง ๆ ทุกคนก้าวผ่านความหนาวเหน็บ ด้านนอก เติบโตช้า ๆ ในความเงียบที่เต็มไปด้วยความคิดฟุ้งซ่านของแต่ละคน
ในอาคารร้างนี้ พวกเขาพบเศษเครื่องแต่งกายและรูปถ่ายนักเรียนรุ่นเก่า บบันทึกเก่า ๆ ที่บอกเล่าความลับของเกาะและเรื่องราวการหายตัวไปแปลกประหลาดหลายสิบปีก่อน เสนาะนิ้วสั่นระริกเมื่อพลิกสมุดที่จู่ ๆ มีรอยหยดน้ำแทรกเข้ามาระหว่างหน้า — แล้วประตูเหล็กฝังสนิมหลังห้องเก็บของค่อย ๆ ถูกผลักเปิดออกเองโดยปราศจากแรงมนุษย์
เสียงลากขา เสียงหายใจจากบางสิ่งซ่อนตัวในเงามืดกลายเป็นจริง แผ่นน้ำแข็งแตกเคร้งเมื่อสิ่งมีชีวิตนั้นเคลื่อนตัวออกมา ชั่วขณะสายตาทุกคนปะทะกับสิ่งที่สูงโย่ง ขาแขนบิดเบี้ยว พื้นผิวคล้ายหิมะตกสะเก็ด และดวงตาต้องแสงเหมือนน้ำแข็งแตกเป็นประกายแสบตา
ปอยกรีดร้อง ดึงมือเสนาะวิ่งหนีออกจากห้องไปก่อน เสียงร้องดังย้อนออกสู่ความมืดในหิมะข้างนอก ปราบงุนงงแต่ตัดใจตามออกมาช้า ๆ ลูกแก้วยืนแข็งค้าง มองเข้าตาต้องแสงของสิ่งนั้น ความทรงจำเรื่องน้องชายไหลทะลัก เธอเห็นใบหน้าเด็กชายซ้อนทับสลับกับภาพสิ่งประหลาด ยืนหยัดรอคำขอโทษที่ไม่เคยได้กล่าวออก
เสียงร้องไห้ของเด็กชายผสานกับเสียงลมหิมะ ทุกอย่างหยุดนิ่งไม่รู้ชั่วขณะหรือชั่วนิรันดร์