คำสาปในสตูดิโอศิลปะ
เสียงสายไฟในโคมไฟเพดานดังซู่ซ่าขณะที่ฟ้าเดินเข้าสู่ใจกลางสตูดิโอศิลปะอันกว้างขวาง โต๊ะกระจกสะท้อนแสงแดดบ่ายที่ลอดม่านลงมาเป็นเส้นตรง โต๊ะทำงานแต่ละตัวเต็มไปด้วยหลอดสี แปรงวาด และภาพร่างที่ยังไม่เสร็จ เธอมองไปทางหน้าต่างสูงที่ปกคลุมด้วยรอยสีสด พลันรู้สึกถึงความเวิ้งว้างบางอย่างในห้องนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มึงว่าถ้ามีผีอยู่ในสตูดิโอจริง เราจะทำยังไง?” ต่อ เสียงแหบเล็กพูดพลางขยับแว่น ดูตื่นเต้นประหลาด
ฟ้าหันกลับไปยิ้มบาง ๆ “ก็วาดรูปผีไว้ก่อนเลยไง จะได้ขู่มันกลับ”
กล้าลากกระเป๋าสีขาวมากลางห้อง ก่อนโยนแผ่นสเก็ตที่วาดตัวการ์ตูนใส่ลงบนโต๊ะ “ถ้ากลัวผีขนาดนั้น กลับบ้านเถอะดีกว่า ไอ้ต่อ มานี่จะซ้อมวาดรูป ไม่ใช่มาเล่านิทานตอนกลางวันแสก ๆ”
กลุ่มเสียงหัวเราะค่อย ๆ หายไปเมื่อพวกเขาเหลือบมองไปยังมุมอับใต้ชั้นวางของเก่า ภาพวาดสีเทาเข้มที่ถูกตั้งทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยวเหมือนชวนให้อยากเข้าไปดู
“ใครทิ้งไว้ตรงนั้นวะ?” มิวพูดขณะเดินเข้าไปใกล้ ฟ้าตามหลังไปอย่างลังเล ตาเริ่มคล้ายมองอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวใต้เงา
แทน นั่งนิ่งอยู่ตรงมุมห้อง พยายามหลบสายตาคนอื่น มือขยับแปรงบนผ้าแคนวาสอย่างหยุกหยิกแต่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น เพียงแต่หูตั้งฟังเพื่อนคุยกันอย่างระแวดระวัง
กล้าก้าวเข้าใกล้ภาพวาดสีเทา จนเสียงลมหายใจดังก้องในความเงียบ เขาชะงักเมื่อเห็นเงาตัวเองสะท้อนตรงกลางผืนผ้าใบ “ทำไมมันดูเหมือนกำลังเหลือบตามองเรา”
ฟ้าหยิบผ้าเช็ดมือขึ้นกลั้นยิ้ม วางไว้บนขอบขาตั้งภาพ เธอเอื้อมมือไปแตะผืนผ้าใบ รู้สึกราวกับประกายไฟจาง ๆ วูบผ่านปลายนิ้ว แต่มันกลับเย็นวาบและดึงมือไว้แน่น
ทุกคนเงียบงัน ชั่วขณะนั้น เวลาช่างยืดเยื้อเหมือนทุกอย่างกลายเป็นภาพสโลว์โมชั่น
“กินข้าวเถอะ เดี๋ยวไม่ทันอาจารย์มา” แทนพูดเสียงเบา แทบคล้ายเสียงลมหายใจ สะกดอารมณ์ระหว่างความอยากรู้และความระแวง
ฟ้าเก็บมือกลับขณะเดียวกับที่ต่อบีบไหล่มิวเบา ๆ “เอาเถอะ ยังไงก็ต้องวาดภาพประกวดให้เสร็จ ถ้ามัวแต่คิดเรื่องผี คงไม่ทันเดดไลน์แน่ ๆ”
แต่ในใจของแต่ละคน กำลังซ่อนความไม่แน่ใจและความกลัวที่ยังไม่มีใครกล้าถามออกมา…
…
กลางดึกวันแรก หลังจากทุกคนแยกย้ายกันเข้าห้องของตนเอง ฟ้ากลับนอนไม่หลับ เธอพลิกตัวไปมา เสียงลมหายใจของมิวที่นอนห้องข้าง ๆ ราวกับดังมากกว่าปกติ เธอจ้องเพดานมืดและคิดถึงแม่ที่จากไปเมื่อปีก่อน ก่อนปิดเปลือกตาทั้งน้ำตาคลอเบ้า
เสียงแปลก ๆ ดังลอดมาจากทางเดิน เธอขยับผ้าห่ม เปิดประตูช้า ๆ เห็นเงาดำทะมึนเคลื่อนไหวในห้องสตูดิโอไฟมืด เธอกลั้นใจย่องเข้าไป มือกำโทรศัพท์แน่น
ภาพเงานั้นหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าภาพวาดสีเทา ฟ้ากำลังชั่งใจจะหลบหรือเรียกใครดี แต่แล้วเงาดำค่อย ๆ หันหน้ามา…
แสงจากมือถือกระทบใบหน้าขาวซีดของแทน เขามองฟ้าด้วยสายตาตกใจ “ขอโทษ… เรานอนไม่หลับแค่มาดูรูป”
ฟ้าผ่อนลมหายใจโล่งอก “ใจหายหมดเลย กลัวผีจริง ๆ หรือกลัวอย่างอื่นกันแน่?”
แทนยิ้มบาง ๆ “บางอย่างก็กลัวเกินกว่าจะพูดออกมาได้”
ความเงียบตึงเครียดเกิดขึ้นครู่หนึ่ง ฟ้าอยากจะถามต่อแต่เลือกเดินกลับห้องอย่างไม่กล่าวคำ
…
รุ่งเช้า อาจารย์ศิลปะหญิงผู้เคร่งขรึมเดินเข้ามาในสตูดิโอ ท่ามกลางสายตาของนักศึกษาทั้งห้า “งานที่ทุกคนกำลังจะเริ่ม ไม่ใช่แค่การวาดรูปเพื่อทุน แต่มันหมายถึงการค้นพบตัวตนเอง สิ่งที่อยู่ข้างใน โดยเฉพาะเงามืดที่ซ่อนอยู่”
ต่อกลอกตา ขณะที่มิวกัดริมฝีปากแน่น แทนยังคงนิ่ง กล้ามองภาพวาดเทาอย่างไม่สบายใจ ส่วนฟ้าหลบตาอาจารย์ เพราะถ้อยคำนั้นบาดลึกเกินจะทน
อาจารย์มองไปที่ภาพวาดสีเทาเหมือนจับสังเกตได้บางอย่าง ก่อนพูดเสียงเบาแต่หนักแน่น “รูปนี้…เคยมีใครวาดมันให้เสร็จสักครั้งไหม?”
เพื่อนทั้งห้าสบตากัน ก่อนที่ความเงียบจะครอบคลุมห้องอีกครั้ง
…
เสียงหัวเราะคึกคักของกล้ากับต่อระหว่างพักกลางวันสร้างบรรยากาศสดใสขึ้นมาชั่วขณะ ทุกคนพูดคุยถึงอนาคตฟังดูเหมือนเด็กธรรมดา แต่ลึก ๆ ในใจต่างถูกรัดด้วยปมและความกลัวส่วนตัวที่ไม่กล้าแลกเปลี่ยนกัน
“พวกเรานี่ตลกดีเนอะ อยากเป็นศิลปินแต่ดันกลัวรูปในสตูดิโอมากกว่าสอบตกด้วยซ้ำ” มิวพูดกลั้วหัวเราะ แต่น้ำเสียงฟังติดเศร้า
กล้ามองเพื่อนพลางหยอก “ก็เจอผีจริง ๆ มันคงดังกว่าข่าวเข้ามหาลัยแน่ ๆ”
แทนหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนพูดเสียงเบา “ทุกคนกลัวอะไร… นอกจากรูปนั้น”
ฟ้ามองหน้าทุกคน ก่อนพูดขึ้น “กลัวจะเป็นเหมือนแม่… ฝีมือดีแต่… เสียเขาไปเพราะความหลงกับภาพในหัว” ทุกคนเงียบงัน มิวจับมือฟ้าแน่น
ต่อพูดขึ้นอย่างจริงจัง “ถ้ากลัว ก็ดีกว่ามองไม่เห็นความจริงนะ”
ความนิ่งเงียบระหว่างพวกเขาไม่ใช่สิ่งอึดอัดอีกต่อไป มันกลายเป็นความเข้าใจโดยไม่ต้องพูดมาก
…
คืนถัดมา เสียงแปลกดังขึ้นอีก ทำนองเดียวกับคืนก่อน แต่ครั้งนี้มิวได้ยินขณะเดินไปหยิบน้ำ เธอเห็นแสงไฟวาบผ่านช่องประตูห้องสตูดิโอ เงาดำกำลังยืนหน้า ภาพวาดเทาเหมือนพูดคุยกับมัน มิวหยุดอยู่หน้าประตู มองผ่านช่องขอบประตูเห็นฟ้าหยิบพู่กันจรดลงบนผ้าใบที่สั่นเล็กน้อยในความมืด
“ถ้าเราเติมสีให้มัน… มันจะยังดูน่ากลัวไหม?” ฟ้าพึมพำกับตัวเอง
มิวเดินเข้ามาช้า ๆ “ฟ้า… นอนไม่หลับเหรอ?”
ฟ้าสะดุ้ง เธอรีบปาดน้ำตา กลอกตาหากคำตอบ “กลัวว่าถ้าทิ้งมันไว้…จะเป็นเหมือนแม่”
“ไม่ใช่ความผิดเธอเลย” มิวพูดเบา ๆ
ทั้งสองยืนเงียบข้างกัน เสียงพู่กันปัดบนผืนผ้าใบดังเบา ๆ ในความมืดในขณะที่แสงไฟจากทางเดินกระทบฝุ่นละอองในอากาศ
…
เช้าวันรุ่งขึ้น อาจารย์สังเกตเห็นขอบสีใหม่บนภาพวาดสีเทา เธอเงียบไปนาน ก่อนหันมากระซิบกับฟ้าว่า “ศิลปะที่กลัวที่สุด มักสอนอะไรเรามากกว่าสิ่งอื่น”
ฟ้าไม่กล้าตอบ เพียงยิ้มเศร้า ๆ
…
วันแล้ววันเล่า ทุกคนตั้งใจทำงานเพื่อแข่งขันหาเงินทุน แต่แรงกดดันเพิ่มขึ้นเมื่อสิ่งเหนือธรรมชาติในสตูดิโอรุนแรงขึ้น—ภาพสะท้อนในกระจกเก่าดูเหมือนจะกระพริบตา เงาพาดผ่านผ้าใบโดยไม่มีคนเดินข้าม กระดาษร่วงกราวเหมือนมือมองไม่เห็นสะบัดใส่ลม
แทนนั่งกัดปากเงียบ ๆ เมื่อเสียงกระซิบในอากาศชัดเจนขึ้น “อย่าโกหกตัวเอง” เขาขยับห่างทั้งที่ทุกคนกำลังหัวเราะกัน
ต่อพยายามรักษาบรรยากาศ “เดี๋ยว ๆ ไปหาอะไรกินกันมั้ย หรือไปเดินเล่นนอกสตูดิโอหน่อย ทุกคนหน้าซีดหมดแล้ว”
ฟ้าลุกขึ้นแต่ไม่ยิ้ม แค่มองลอดหน้าต่างไปยังแสงอาทิตย์ที่ตกบนผนัง สีเหลืองทองปรากฏเหมือนรอยยิ้มของใครบางคนที่หายไป
…
คืนนั้น ฝนตกหนักเป็นครั้งแรกนับแต่มาถึง (ไม่ได้เปิดเรื่องด้วยฝนตก) เสียงฟ้าร้องกับละอองน้ำกระทบกระจกสร้างบรรยากาศประหลาด มิวเดินตัดผ่านทางเดิน เธอสะดุ้งสุดตัวเมื่อภาพในกระจกขยับเองราวกับเงาเหนื่อ
กล้าปลุกเพื่อนทุกคนมารวมกัน “เราไม่อยู่กันแค่ห้าคนแน่ ๆ”
ต่อพรูลมหายใจหนัก ๆ “พอเถอะ อย่าสร้างเรื่องได้มั้ย”
ทันใดนั้น ประตูสตูดิโอเปิดออกเองโดยไร้เงาคนผลัก สีเทาบนภาพวาดกลายเป็นรอยมือสีดำยาวเหยียดปรากฏขึ้นทีละน้อย ทำเอาทุกคนกลั้นหายใจและถอยหลัง
แทนโพล่งออกมา “เรา… เราเคยฝันเห็นผู้หญิงคนนั้น ตอนเธอยืนร้องไห้หน้าภาพวาดนี้”
ความมืดในห้องดูกดดัน มือแต่ละคนจับมือบางของใกล้สุด เด็กทุกคนหายใจหอบ
ฟ้ากลั้นน้ำตาเดินไปหยุดตรงหน้าภาพวาด เอื้อมมือไปแตะรอยนิ้วมือดำ ๆ นั้นก่อนกระซิบ “หนูรู้ว่ากำลังโกรธใครอยู่ แต่แม่จะคงอยู่ในหัวใจหนู… ไม่ใช่ในรูปนี้อีกต่อไป”
…
รุ่งเช้า รอยมือลึกลับบนภาพวาดหายไป เหลือเพียงภาพวาดเทาเดิมที่ปรากฏรอยขีดสีทองบาง ๆ ฟ้าเงยหน้า มองแสงสว่างลอดบานหน้าต่างกว้าง กล้าหัวเราะเสียงดังพร้อมกับต่อและมิว ต่างเริ่มเล่าเรื่องของตนบ้าง เผยความกลัว ความฝัน และความผิดหวังที่ซ่อนเร้นแทนรอยแผลเป็นของแต่ละคน
แทนเดินมาหาฟ้า ฝืนยิ้มก่อนพูดเบา ๆ “ขอบคุณที่เธอกล้า”
ฟ้ายิ้มตอบ “เราไม่ได้กล้าตลอดหรอก บางทีมันก็เจ็บปวดจนคิดว่าตัวเองจมหายไป”
กล้าสะกิดต่อ “ในที่สุดรูปนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว…ใช่มั้ย?”
ต่อสบตาเพื่อนทุกคน “ต่อให้มีหรือไม่มี ก็ยังดีกว่ากลัวไม่กล้าเผชิญใจตัวเองนะ”
บ่ายวันสุดท้ายของโครงการ ทุกคนตั้งผลงานของตัวเองบนขาตั้งแต่ละจุดในห้อง สตูดิโอเต็มไปด้วยสีสันสดใสที่แตกต่างกัน ไม่มีเงามืดมาปกคลุมอีกต่อไป แสงอาทิตย์ตกกระทบเศษฝุ่นคละคลุ้งในอากาศ
ฟ้ายืนหน้าภาพวาดผลงานของตน ใบหน้ายิ้มชื่น เผยแววมั่นคง มองภาพเทา ๆ ในมุมห้องซึ่งวันนี้ดูเงียบสงบ เธอรู้ว่ายังต้องอยู่กับอดีต แต่วันนี้เธอไม่ถูกพันธนาการอีกต่อไป
เสียงอาจารย์กล่าวปิดงาน “ผลงานทุกชิ้นในห้องนี้สะท้อนความกล้าของแต่ละคน ยินดีต้อนรับสู่โลกศิลปะที่แท้จริง ที่ซึ่งแม้เงามืดยังมีวันสว่างได้—ถ้าเรากล้าจะมองย้อนกลับไปอย่างเข้าใจ”
…
ตอนเย็น ทุกคนนั่งล้อมวงหน้าสตูดิโอ มองแสงสุดท้ายกระทบผลงานบนขาตั้ง กลุ่มสนทนาเงียบลงชั่วคราว ต่อเอื้อมมือแตะไหล่เพื่อนข้าง ๆ “มันคงไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรอกเนอะ”
มิวตอบยิ้มบาง ๆ “แต่ก็ไม่ใช่แค่ความบังเอิญเหมือนกัน”
ฟ้าหลับตานิ่ง หายใจลึก เอื้อมมือออกไปกลางอากาศสัมผัสรอยเบา ๆ ของแสงแดดในอากาศ แทนกระซิบแผ่วเบา “เราไม่กลัวแล้ว”
เสียงหัวเราะระคนเสียงลมเย็นดังขึ้น พวกเขาทั้งหมดรู้ดีว่า…ไม่มีอาถรรพ์หรือคำสาปใดหนักหนาเท่ากับการไม่ให้อภัยตัวเอง
เย็นนั้น ท่ามกลางสีสันซึ่งค่อย ๆ จางลงในสตูดิโอ เด็กหนุ่มสาวทั้งห้าคนเดินจากมา เวลานี้ไม่มีใครต้องหลบซ่อนอดีตอีกต่อไป อนาคตที่มีสีสันรออยู่ข้างหน้า ทุกคนต่างพร้อมจะสร้างชีวิตใหม่ ด้วยหัวใจที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง