คำสาปแห่งอามะซอเนีย
เสียงจักจั่นแผดร้องระงมทั่วทั้งขอบป่าอามะซอเนีย แสงแดดสาดผ่านมาเป็นริ้ว ๆ ราวกับเจ้าป่าส่องไฟฉายผ่าทะลุม่านหมอกสีเทาอ่อน ฝ้ายหญิงสาววัยยี่สิบสี่สวมเสื้อวินเทจปล่อยชาย ก้มตัวหยิบกระเป๋าสำรวจขึ้นหลังอย่างไม่ลังเล เธอหันกลับมามองหน้าที ชายหนุ่มท่าทางสุขุมซึ่งกำลังลูบหนวดเคราอย่างแผ่วเบา มืออีกข้างประคองแผนที่กระดาษที่ถูกขีดเขียนด้วยหมึกดำแน่นหนา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เนิร์ส เก็บกล้องไว้นะ เดี๋ยวโดนรากไม้กัดอีก” ฝ้ายหันไปพูดกับเนิร์ส หญิงสาวตัวกลมแก้มยุ้ยที่กำลังหมอบคลำกับกล้องถ่ายภาพบนพื้นดินเหนียวชื้น
เนิร์สชูนิ้วโป้งให้ โดยที่ริมฝีปากยังอมยิ้มแผ่ว ๆ ทำให้ฝ้ายคลายเครียดลงพักหนึ่ง แต่เพียงแค่พักเดียวเท่านั้น พล ผู้ชายหน้าตี๋รูปร่างสูงใหญ่คว้าขวดน้ำโยนให้ที ก่อนจะเดินนำเป็นกลุ่มแรกทีแวะเดินผ่านแนวรากไม้คดเคี้ยว
มะลิ หญิงเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผิวเข้มนัยน์ตาคมเข้ม เดินตามหลังสุด เธอสังเกตทุกย่างก้าวอย่างเงียบงัน ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “พวกเธอยังเชื่อเรื่องผีสางป่าอยู่รึเปล่า? ตอนกลางคืนตรงนี้น่ากลัวกว่าที่คิดนะ”
ฝ้ายแค่นเสียงหัวเราะ แต่ดวงตาเหลือบมองไปทั่ว เงาไม้เคลื่อนไหวราวกับสิ่งมีชีวิตมากกว่าเพียงแค่ต้นไม้ธรรมดา
ทีพยักหน้าชวนให้ทุกคนขยับขบวน “เอาน่า เรามาค้นพบ ไม่ได้มาหนี ผีสางอะไรก็ตาม ถ้ามี… ก็ออกมาต้อนรับเราเร็ว ๆ ใครจะกลัวกันล่ะ”
เสียงหัวเราะเบา ๆ สะท้อนก้องในเงาร่มไม้ ก่อนที่ภาพโลกของพวกเขาจะกลืนหายไปในป่าทึบสีคราม เข็มทิศเขย่าขลุกขลักในมือฝ้าย ทิศทางถูกซ่อนอยู่ในสายลมและเสียงคำรามของสัตว์ป่าที่ไม่มีใครมองเห็น
พลนำคณะฝ่าไปทางทิศตะวันตก มะลิเก็บรายละเอียดสองฟากทางสายตา “ระวังนะ พวกต้นไม้ใหญ่แบบนี้ซ่อนรากลึกอยู่ ใต้ดินมีอะไรแปลก ๆ มากกว่าที่คิด”
ฝ้ายเอื้อมมือกระชับเป้ให้แน่นขึ้น หัวใจเต้นแรง ทั้งที่ปากยังยืนยันในตรรกะและหลักฐานวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องผีสาง
พลหยุดกะทันหัน ทุกคนเกือบชนกันเป็นพรวน เพียงเพราะเสียงแตกร้าวของกิ่งไม้ที่ปรากฏตรงหน้า ทีว่าทุกคนหยุดพูดกระซิบ “ดูนั่นสิ…” เนิร์สจับแขนฝ้ายแน่น ด้านหน้าคือรอยลากแปลก ๆ ตามพื้นดิน เหมือนถูกอะไรบางอย่างกระชากไปฝังลึก
“ใครเอานกช้อนไว้ตรงนี้?” พลพูดขำ ๆ พลางแวะไปหยิบขนนกสีฟ้าสดที่วางเรียงกันแปลกประหลาด ฝ้ายเบือนหน้าหนี เพราะภาพนั้นดูผิดปกติจนน่าสงสัย
เสียงใบไม้แห้งกรอบใต้ฝ่าเท้าพลสั่นสะท้านกลบทุกสรรพสำเนียง เจ้าตัวยืนชะงักและเหลียวมองทุกทิศฝ้ายรีบคว้าคอเสื้อพลดึงกลับ “อย่าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้านะ ถ้าพลาด เจองูพิษทีเดียวจบเลย”
มะลิก้าวเข้ามาใกล้เบา ๆ เธอดูเคร่งขรึมผิดปกติ “ใครทำให้ขนนกเรียงแบบนี้ได้… ไม่ใช่ฝีมือคน พวกเธอระวัง”
เนิร์สขยับกล้องช้า ๆ ถ่ายภาพรอยลึกลับทุกองศา ระหว่างที่พลหัวเราะฝืด ๆ สายตาของทีคอยจับจ้องทุกท่าทีมะลิอย่างสงสัย
พระอาทิตย์เคลื่อนไปจนเห็นแค่แสงระเรื่อบนยอดไม้ ทีวางแผนจะตั้งแคมป์ นิ้วข้างหนึ่งของเขาวาดลายเส้นเป็นวงกลมบนแผนที่
“คืนนี้เราพักตรงนี้ พรุ่งนี้เคลื่อนต่อ” ฝ้ายออกคำสั่งอย่างเฉียบขาด พลถอนหายใจยาวแต่ยอมทำตาม
พลจัดแจงกางเต็นท์อย่างแม่นยำ มะลิก่อไฟขึ้น พลางพูดเบา ๆ “ที่นี่คล้าย ๆ บ้านเก่าเราเลย แต่ตอนดึก… เสียงจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น”
ฝ้ายมองหน้า แต่ยังไม่ซักไซ้อะไร ทีเดินเข้ามาจับบ่าฝ้าย “ไว้ใจเถอะ ไม่มีอะไรในป่าใหญ่หรอก อะไรเกิดก็ให้มันเกิด”
ในค่ำคืนแรก เปลวไฟสะท้อนเงาคนซ้อนสลับอยู่บนกิ่งไม้สูง ฝ้ายเฝ้ามองกลุ่มควันลอยวนใจกลางไฟ ทุกคนเงียบงัน ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงความกลัวที่ซ่อนในใจตัวเอง
เสียงลุงลมกระซิบแว่วคล้ายเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และกลิ่นดอกไม้แปลกทวีความชัดเจน มะลิเล่าตำนานคำสาปด้วยเสียงแผ่วเบา “ถ้าใครล่วงเกินต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ป่าแห่งนี้จะจุดไฟเผาทุกอย่าง แม้แต่ความหวังของพวกเขาเอง”
ทีหัวเราะเบา ๆ “เรื่องเก่าแก่แบบนั้น ใครเชื่อ”
ฝ้ายนั่งนิ่งไม่พูดจา คำเล่าลือกับสิ่งที่เห็นในวันนี้ทำให้เส้นสมดุลในใจเธอเริ่มสั่นไหว
เช้าวันใหม่ อากาศสดชื่นแต่บรรยากาศเหนียวข้น กลิ่นดินเปียกซึมเข้าโพรงจมูก ฝ้ายเก็บกล่องอุปกรณ์ทดลองทีละชิ้น มองหน้าทีที่ดูครุ่นคิดพลางก้มจดข้อมูลลงโน้ตบุ๊ค
เนิร์สเดินถือกล้องไปทางริมห้วยแคบ มะลิเฝ้าดูทีละก้าว “อย่าเดินเลยขอบห้วยตรงนั้นนะ มีตำนานว่าภูตเฝ้า”
พลหัวเราะอีกครั้งอย่างไม่เชื่อ “เอาน่า อย่าไปขู่เนิร์สเลย เรื่องแบบนี้ไม่มีจริง”
เนิร์สลังเล เธอหยุดกลางทาง ดวงหน้าเปื้อนรอยแผลเก่าจาง ๆ ที่เหลือไว้จากอดีตในครอบครัว เธอพูดเบาเบาเหมือนกลัวจะโดนหลอกซ้ำ “บางที… ของที่เราไม่เห็น ก็ใช่ว่าจะไม่มีจริงนะ”
ฝ้ายหยุดนิ่งราวกับสะกิดใจกับถ้อยคำของเนิร์ส เธอนิ่งฟังเสียงสายลมและความว่างเปล่าในหัวใจตัวเอง
ทีเดินเข้ามาหาฝ้ายอย่างระวัง “เธอมาที่นี่เพราะอะไรจริง ๆ”
ฝ้ายละสายตาจากสมุดบันทึกและเงียบไปชั่วครู่ “ฉันต้องพิสูจน์ว่ามีอะไรที่เรายังไม่เข้าใจ… ฉันกลัวล้มเหลว จนไม่กล้ามองย้อนตัวเองด้วยซ้ำ”
ทีพยักหน้าเข้าใจลึกลง “ฉันเองก็ไม่ได้อะไรอย่างที่คนคิด ฉันแค่กลัวจะเป็นเหมือนพ่อฉันที่หลอกตัวเองจนท้ายสุดทำร้ายคนในครอบครัว”
ฝ้ายยิ้มจาง ๆ สายตาอ่อนลง จังหวะนั้นพลกลับมาพร้อมเสียงตะโกนลั่น “ดูนี่สิ เจอต้นไม้ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน!”
ทุกคนรีบมุงดู พบต้นไม้เนื้อเหนียวคล้ายกล่องหุ้มรอบลำต้น รากมันพันเกี่ยวกันแน่นลึกเข้าดินและปล่อยเรืองแสงสีฟ้าอ่อน ๆ ในเงามืด
มะลิทำมือห้าม “อย่าแตะต้อง นั่นเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามตำนาน ไม่น่าจะใช่ธรรมดา”
พลเมินเสียงเตือน ใช้มีดสั้นแซะเอาผลไม้ประหลาดมาใกล้ ฝ้ายจำต้องแย้ง “หยุดนะ! ถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่รับผิดชอบชีวิตใครทั้งนั้น”
ทีพลันเงียบ น้ำเสียงเข้ม “เราต้องเก็บตัวอย่างนั้นมั้ยฝ้าย?”
ฝ้ายลังเล สายตาล่อกแล่ก ไม่กล้าตอบรับหรือปฏิเสธในทันที
พลถือผลไม้สีเรืองแสงไว้ในมือ จังหวะนั้นเกิดเสียงแตกของกิ่งไม้จากบนยอด ฝ้ายแหงนมองเห็นเงาร่างวูบไหวคล้ายเงามืดพุ่งลงมา ก่อนทุกอย่างเงียบกริบราวกับโลกหยุดหมุน
มะลิถอยหลังสองก้าวกระซิบเสียงสั่น “เอามันกลับไป! คืนให้ต้นไม้! อย่าต่อต้านคำสาป!”
ทีและฝ้ายมองหน้ากันด้วยความงุนงง เสียงของเนิร์สสั่นคลอนเบา ๆ “เราต้องเลือก ทำตามวิทยาศาสตร์หรือเชื่อตำนาน”
พลวิ่งหายกลับเข้าไปในป่าโดยไม่บอกใคร ทิ้งเสียงทุกคนไว้กลางความเงียบ
มะลิหน้าซีดเผือด ดวงตาโตขึ้นด้วยความกลัวสุดขีด “ฉันเคยเสียพี่ชายให้กับคำสาปนี่ ต้นไม้จะไม่ยอมให้ใครรอดไป…”
ฝ้ายตอบนิ่ง เธอกลืนน้ำลายเสียงเบา “เราต้องตามหาพล อย่าให้ใครหายไปอีก”
ทีมองหน้าฝ้าย น้ำเสียงหนักแน่นขึ้นกว่าเดิม “แต่ถ้าเราถูกต้นไม้เล่นงานล่ะ?”
เนิร์สขยับมาหาฝ้าย กระซิบเบา “ครั้งหนึ่ง ฉันเคยหนีความกลัวตัวเอง สุดท้ายมันตามกลับมา… เราอย่าปล่อยให้เพื่อนเราต้องเดินคนเดียวอีกเลย”
กลุ่มรีบตามพลเข้าไปในป่า เสียงใบไม้เสียดสีดังข้างหลังราวกับมีผีป่าไล่ล่า เงามืดจากโพรงรากไม้ถาโถมเข้าหาพวกเขาทุกย่างก้าว
เมื่อเดินใกล้ถึงจุดที่ต้นไม้เรืองแสงอยู่ ต้นไม้นั้นดูสูงใหญ่กว่ามนุษย์ถึงห้าเท่า ลำต้นมีรอยแกะสลักโบราณ มอสส์และดอกไม้เล็ก ๆ โอบอยู่โดยรอบ
ฝ้ายคุกเข่าลงตรงหน้า บรรจงลูบเรืองแสงสีน้ำเงินอ่อน ๆ วาดลวดลายโบราณที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกไม้ เธอสบตากับที ก่อนพูดเสียงแน่วแน่ “พล คือเพื่อนเรา เราต้องช่วยเขา…ไม่ว่าจะเป็นคำสาปหรือไม่”
แสงเรืองบนผิวเปลือกไม้สาดส่องทั่วบริเวณ เกิดไอหมอกลอยวน ฝ้ายสั่นอย่างแท้จริง เธอต้องเผชิญกับความกลัวตัวเอง มะลิเงียบงันเหมือนยอมรับชะตา เนิร์สคว้ามือฝ้ายแน่น
ทันใดนั้น พลปรากฏตัว ออกมาจากเงามืด ดวงตาแดงกร่ำด้วยความกลัว เขาร่วงลงที่แทบเท้าฝ้าย มือกำผลไม้เรืองแสงแน่น “ขอโทษ…ขอโทษ ฉันไม่ควรเอามันมา”
ฝ้ายมองหน้าทุกคน ก่อนเอื้อมมือรับผลไม้จากพลและวางคืนที่รากต้นไม้อย่างช้า ๆ ลมหายใจอุ่นผ่าวไหลผ่านทุกชีวิตตรงนั้นทันที
สายลมในป่าครางแผ่ว ๆ เหมือนเสียงปลดปล่อย ฝ้ายรู้สึกได้ว่า ความกลัวในใจค่อยคลายออกทีละชั้น ๆ แสงจางลง รากไม้ขยับเบา ๆ คล้ายโอบกอดพวกเขาอย่างปรานี
ทุกคนเงียบงันขณะเฝ้ามองมะลิตื้นตันน้ำตาซึม เธอยื่นคำขอโทษต่อต้นไม้และต่อตัวเองอย่างจริงใจ “ฉันขอโทษ…ขอให้คำสาปสิ้นสุดที่เรา”
ทีแตะบ่าฝ้ายเบา ๆ ดวงตาเขานุ่มลึกขึ้น มิตรภาพระหว่างกลุ่มนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
พลซบหน้าลงบนกำปั้นแน่น น้ำตาไหลริน เงาของต้นไม้โอบรอบทุกคนเหมือนทำหน้าที่ปลอบโยน
เนิร์สมองท้องฟ้าผ่านช่องใบไม้ เสียงนกเริ่มร้องกลับมา ป่าเปลี่ยนจากความขุ่นมัวเป็นความสวมกอดอันเงียบงัน
ฝ้ายสูดลมหายใจอย่างคนใหม่ ดวงตาเปล่งประกายคล้ายได้เห็นโลกเป็นครั้งแรก เธอยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “บางอย่างเราทำได้แค่ให้อภัย…และเดินหน้าต่อไป”
กลุ่มเดินกลับออกจากป่าด้วยหัวใจที่เปลี่ยนไป ไม่มีใครพูดถึงอันตรายหรือความกลัวอีก ทุกคนต่างมีรอยแผลในใจแต่พร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่
ฉากสุดท้าย ท่ามกลางแสงแดดเย็นยามเย็นของอามะซอเนีย มะลิมองย้อนกลับไปยังต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ยังส่องแสงเรืองรองแต่สงบลง ในสายตาของเธอคือการให้อภัยอย่างแท้จริง โลกเงียบสงบลงอีกครั้ง บทสรุปของคำสาปคือการเริ่มต้นของความหวังและมิตรภาพที่งอกงามในหัวใจทุกคน