คำสาปแห่งดินแดง
แสงแดดยามเช้าส่องกระทบผิวภูเขา เสียงนกกาถูกไล่ให้กระพือบินเหนือยอดไม้ราวกับประกาศเขตแดนในเช้าวันใหม่ ‘นวิน’ ก้าวเท้าขึ้นบันไดหินแคบของบ้านยายด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ลากตามพื้นกรวดจนเกิดเสียงแสบหู เธอสูดลมหายใจลึกก่อนผลักประตู เรือนไม้เรียบง่ายหอมกลิ่นฝุ่นผสมสมุนไพร ต้นบอนสีใบใหญ่เรียงรายริมชาน บ้านศิลาแดงตรงหน้าขอบฟ้าดูไกลเหลือเกินจากเมืองที่จากมา นวินมองยายแววตานิ่งดูไม่คุ้นเคย ยายเพียงผงกศีรษะ “อดทนหน่อยนะ อยู่กับยายเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวแม่จะกลับมารับ”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!นวินเก็บข้าวของเงียบ ๆ ระหว่างเสียงกาตะโกนสื่อสารกับแมวเทาใต้ถุนบ้าน เธอพยายามไม่แสดงความอึดอัด แม้ความแปลกแยกจะเหมือนไอน้ำตลบอยู่รอบตัว ทันทีที่เสียงกลองยามเช้าดังแว่วจากศาลา เธอก็แง้มประตูแอบมองเห็นกลุ่มเด็ก ๆ วิ่งเล่นบนลานดินแดง เตะลูกฟุตบอลคลุกฝุ่น บางคนหยุดมองเธอเป็นสายตาแปลกหน้า
วันแรกในโรงเรียนบนภูเขา นวินเงียบขรึม ไม่พูด ไม่สบตาใครในชั้นเรียน ภรณ์ หญิงสาวผมยาวดวงตาจริงจัง มักนั่งโดดเดี่ยวข้างห้อง เธอมองนวินครู่หนึ่งก่อนเบือนหน้าหลบ “คนนอกอย่างเธอ อยู่เงียบ ๆ ดีกว่านะ” ภรณ์พึมพำเสียงเบา แต่หนุ่มข้างหลังจู่ ๆ ก็โพล่งใส่ “อย่าไปสนใจ ภรณ์อะไรนั่น เดี๋ยวก็ชินเอง ฉันชื่อยอดนะ อยู่ห้องตรงข้ามบ้านยายเธอ”
ยอดยิ้มกว้างอย่างไม่มีเหตุผล นวินเหลือบมองเขาด้วยสายตาไม่ไว้ใจ มือเขาเอื้อมมาแบบไม่มีความลังเล “ถ้ามีอะไรถามได้นะ ฉันรู้จักที่นี่หมด”
หลังเลิกเรียน ยอดลากนวินไปดูบ่อน้ำโบราณกลางหมู่บ้านที่คนแก่ห้ามยุ่ง “รู้ไหม ใต้บ่อนี้มีอะไรซ่อนอยู่” เขาทำเสียงกระซิบ “คำสาปแม่ผีแดงน่ะ ถ้าใครทำน้ำหกตรงนี้จะโดนตามติดไปถึงฝัน…เอ๋ แต่อย่ากลัว ฉันไม่เชื่อเรื่องนั้นหรอก!”
นวินคลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนชะโงกมองน้ำสะท้อนใบหน้าตัวเอง เห็นเงาดำวูบหนึ่งผ่าน เธอสะดุ้งรีบหันขวับแต่ไม่มีใครอยู่ คนในหมู่บ้านเริ่มซุบซิบกันว่าเด็กใหม่ทำให้โชคร้ายมาเยือน เย็นวันนั้นยายเอาข้าวต้มมาให้บนชานบ้าน สีหน้าเคร่งเครียดแปลก ๆ “อย่าไปแถวนั้นบ่อยนัก บ่อน้ำมัน…อาถรรพ์”
คืนนั้นนวินตื่นกลางดึก เสียงกระซิบแว่วมาใต้ถุนบ้าน “…อย่าไว้ใจใคร… อย่าเปิดประตูศาลาเก่า…” เธอแนบหูใกล้หน้าต่าง เสียงฝีเท้าแผ่วใต้ลานดิน วาวตาแดงเหมือนกำลังจ้องมาจากความมืด
เช้าวันต่อมา ทั้งหมู่บ้านแตกตื่นเมื่อพบว่าหลานชายผู้ใหญ่บ้านหายตัวไป ไม่มีร่องรอยใด ๆ นอกจากดินแดงเปรอะบนธรณีประตู ศาลาเก่าถูกโยงด้วยเชือกฟางห้ามเข้า ยอดกับนวินเดินอ้อมไปแอบดู ยอดถอนหายใจ “ทุกทีที่มีใครหาย คนแก่จะโทษคำสาป นี่ไม่ใช่ครั้งแรก หรอก…แต่จริง ๆ มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นไหม”
เสียงกริ่งเรียกประชุม หมู่บ้านรวมตัวกัน ผู้เฒ่าเดินนำขบวน จุดธูปลงตรงศาลหินโบราณ สายตาทุกคู่มองนวิน เธอเกร็ง รู้ว่าทุกคนคิดเธอเป็นตัวซวย ภรณ์มองมาแวบเดียวก่อนเบือนหน้าหนี “ถ้าเธอยังอยู่ที่นี่ เรื่องแปลกจะไม่หยุดหรอกนะ”
ช่วงบ่าย ยอดชวนไปเก็บผักริมป่า ทั้งสองพูดคุยเรื่องครอบครัว นวินบอกสั้น ๆ ถึงเหตุผลที่แม่ส่งเธอมานี่ “บางทีแม่ก็คงอยากหนีเหมือนกัน” น้ำเสียงเธอสั่นสะท้าน ยอดมองเงียบ ๆ ก่อนเปลี่ยนเรื่อง “รู้ไหม ฉันก็เคยคิดหนีนะ…แต่หมู่บ้านนี้ผูกฉันไว้เหมือนโซ่”
ขณะเก็บผัก จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องไห้เบา ๆ แว่วจากพุ่มไม้ ภรณ์ออกมาตาแดง “ฉันเห็น…อะไรมันลากนายภูมิไป ใต้ศาลา…” เธอพยายามตั้งสติ “แต่…ไม่มีใครเชื่อ”
คืนนั้น ภรณ์มาเคาะประตูบ้านยาย “ฉันต้องการความช่วยเหลือ” เธอพูดเสียงกลัวยามถูกนวินเปิดประตู ภรณ์เอาเศษผ้าขาดมาส่ง “นี่คือผ้าของภูมิก่อนจะหายไป พบใกล้ศาลา…นายยอด พรุ่งนี้ช่วยตามด้วยกันได้ไหม” ยอดนิ่งไปสักพักก่อนพยักหน้า ชายตามองนวินเหมือนรอคำตอบ
รุ่งเช้า ทั้งสามแอบเข้าไปในศาลาเก่า นวินสังเกตเห็นสัญลักษณ์คาถาโบราณบนผนัง ยอดใช้มือปัดฝุ่น เผยรอยนิ้วมือเปื้อนดินแดง ภรณ์ตัวสั่น “แม่ฉันเล่า…อดีตศาลานี้เคยเป็นที่ขังวิญญาณ คนที่ร่วมปลุกคำสาป ล้วนหายตัวหมด”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังใกล้ขึ้น ลุงคง คนแก่โดนกีดกันในหมู่บ้าน เดินเข้ามา “พวกเอ็งคิดจะทำอะไร ทำไมไม่เชื่อฟังคนเฒ่าคนแก่!” เขาตะโกน นวินก้าวไปขวาง “ลุง…ถ้าคำสาปมีจริง เราก็ควรหาทางแก้ ไม่ใช่แค่กลัว!”
ลุงคงสีหน้าอ่อนลงแม้สายตายังระแวง “เด็กหนุ่มคนนั้นที่หาย เขาคือหลานฉัน ไอ้พวกผู้ใหญ่ก็เอาแต่โทษกันไปมา ไม่เคยคิดหาความจริง!”
นวินหันมองยอดและภรณ์ สายตาทั้งสามเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว “เราต้องช่วยภูมิให้ได้” ยอดยิ้มเศร้า “แต่ถ้ามีใครต้องหายไปอีกล่ะ?” ภรณ์พูดเบา ๆ แต่หนักแน่น “ถ้าไม่มีใครเริ่ม มันก็จะเป็นแบบนี้ตลอดไป”
คล้อยค่ำ กลุ่มเด็กหนุ่มสาวแอบปีนขึ้นไปบนหลังคาศาลาก่อนตะวันจะลับขอบฟ้า ภรณ์ถือเศษผ้าเปื้อนดิน ขณะแสงสุดท้ายสีส้มอมแดงอาบไล้ศาลา เงาบางอย่างเคลื่อนไหวตรงขอบป่า ยอดพลันลุกพรวด “มันมาแล้ว!” ทั้งหมดวิ่งเข้าไปในศาลา ปะทะกับลมเย็นเฉียบที่หมุนวนเป็นเกลียว ฝุ่นดินปลิวว่อนในแสงจันทร์สลัว
กลางศาลา นวินวางมือบนสัญลักษณ์คาถา เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง “…เธอ…เลือดใหม่…เลือกให้จบ…” เธอกลั้นหายใจ “ฉันไม่เชื่อในคำสาป แต่ฉันเชื่อว่าต้องมีเหตุผล ทุกคนควรได้รับการให้อภัย ไม่ใช่กักขังอยู่กับอดีต!” แสงสีแดงวาบออกจากพื้น ศาลาเริ่มสั่นไหว
ยอดคว้ามือภรณ์ “รีบออกไป!” แต่ภรณ์ยืนกราน “ไม่ ฉันต้องเผชิญมัน!” น้ำตาไหลอาบหน้า เงาดำเปิดเผยเป็นร่างเด็กผู้ชาย ผิวซีด ดวงตาเศร้า “ฉัน…อยากกลับบ้าน” มันคือภูมิ!
ทุกคนตะโกนเรียกเขา ภาพทรงจำเก่า ๆ ปรากฎขึ้น ภูมิยื่นมือไปหาแต่ถูกพลังดึงกลับ “ขอโทษ…ผมทำผิดแต่ไม่มีใครฟัง…ผมแค่เหงา” ภรณ์วิ่งเข้าไปกอด “พวกเราจะรับฟังนายเอง กลับเถอะ!”
ยอดสารภาพเสียงสั่น “ภูมิ…ที่ฉันแกล้งนาย ก็เพราะฉันอิจฉา ฉันขอโทษ!” นวินสั่นไหวกับภาพตรงหน้า เธอนึกถึงแม่และอดีตตัวเอง “แม่…ฉันขอโทษที่เคยทำลายหัวใจตัวเอง ฉันขอให้อภัยตัวเองและคนที่รัก” คำสารภาพก้องกังวาน
ทันใดนั้น แสงสีแดงสลาย เงาดำค่อย ๆ จางไปในอากาศ เสียงกรีดร้องในคืนมืดเปลี่ยนเป็นเสียงลมพัด กรอบศาลาเงียบลง ภูมิกลับมาอยู่ในอ้อมกอดของเพื่อน น้ำตาเอ่อเต็มตาทุกคน
รุ่งเช้าในหมู่บ้าน ท่ามกลางสายหมอก นวินยืนอยู่หน้าศาลาเก่ากับยอดและภรณ์ ทั้งหมู่บ้านรวมตัวกันเมื่อได้ยินข่าวว่าคำสาปหมดไป กลิ่นดินเปียก มวลหมอกและแสงแดดขับไล่ความมืดเก่าแก่ ยายจับมือนวินแน่น “หลานเอ๋ย ขอบใจที่กล้าทำในสิ่งที่ใครก็ไม่กล้า”
ยอดยิงมุขแหย่ “อยู่ที่นี่ต่ออีกหน่อยไหม ฉันจะพาไปดูทุกมุมของหมู่บ้านเลย ไม่คิดหนีอีกแล้ว!” นวินหัวเราะหน้าชื่นตาบาน หัวใจเธอสว่างที่สุดตั้งแต่ย้ายมา ภรณ์ส่งยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณที่เชื่อใจ ทุกอย่างจะดีขึ้น…ถ้าเราให้อภัยตัวเองและกันและกัน”
ภาพหมู่บ้านศิลาแดงในอากาศบริสุทธิ์ เด็ก ๆ วิ่งเล่นบนลานดินแดงอีกครั้ง นวินมองภูเขา สีหน้าแน่วแน่ เธอตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ก้าวผ่านอดีต หันหน้าสู่วันใหม่พร้อมกับมิตรภาพและหัวใจที่เป็นอิสระจากคำสาป