การหายไปที่ ‘บ้านปานวาด’
เสียงล้อรถบดผ่านกรวดหน้าบ้านปานวาด รถตู้คันหนึ่งจอดตรงลานกว้าง สี่หนุ่มสาวหยิบกระเป๋าลงจากรถ ข้างหลังเป็นบ้านไม้สองชั้น ทรงเก่าที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์ มวลอากาศอบอ้าวของเดือนเมษาแปรปรวนผิดปกติ เมื่อทุกคนยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ ไม่มีใครพูดอะไรกันสักพักเหมือนรอฟังอะไรบางอย่างในความเงียบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มั่นใจเหรอว่านี่คือที่ที่เธอหายตัวไป” วรรณา—หญิงสาวเจ้าของใบหน้าเฉียบขาด กระซิบถามเพื่อน ขณะที่สายตาเธอมองผ่านหน้าต่างที่กระจกฝ้าเต็มไปด้วยรอยนิ้วมือ
“ข้อมูลในคดีคือที่นี่” นัทเดินอ้อมรถมายืนข้างหลังมือถือเอกสารปึกหนึ่งแน่น เหงื่อซึมที่ขมับแวววาวในแดดเย็น “เราจะอยู่กันแค่สามวัน ให้เสร็จเร็ว ๆ ก็กลับกรุงเทพฯ”
“ถ้ามีคนยังไม่ตายอยู่ที่นี่จะดีใจยิ่งกว่าถูกหวย” ฉัตรพูดเบา ๆ พลางหัวเราะเครียด ๆ สบตาวรรณาสลับนัทอย่างหวาดระแวง
ยอดเพียงแค่เดินนำขึ้นบันไดไม้เสียงดัง กดกริ่งหน้าประตูกระจก เจ้าของบ้าน—หญิงวัยกลางคนผิวคล้ำ ดวงตาแข็งกร้าว—เปิดประตู ความเย็นชาระหว่างประสานสายตาเหมือนจะผลักทุกคนออกจากบ้านทันที
“ตามสบายทั้งสามวัน แต่อย่าขึ้นชั้นสองหลังสี่ทุ่ม” เจ้าของบ้านพูดสั้น ๆ ดวงตาไม่มองใครตรง ๆ
วรรณาชำเลืองเพื่อน เงียบ ไม่มีใครแย้งหรือถาม
ในห้องรับแขก เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่ากลิ่นกลั้วกลืนด้วยกลิ่นอับ สายลมเย็นเฉียบลอดบานหน้าต่างเข้ามาราวกับผ่านแหล่งน้ำเย็น หน้าต่างที่ถูกปิดสนิททั้งหมดกลับมีม่านบางพลิ้วไหว นัทเดินวนสำรวจหมุนมือถือถ่ายรูปทุกซอก พยายามเบียงสายตาออกจากกระจกเงาใหญ่ที่ฝังอยู่ในกรอบไม้โบราณ
“กลิ่นมันแปลก ๆ” ฉัตรกระซิบเสียเบา
“เหมือนได้กลิ่นน้ำมันมวยเก่า ๆ ไหม” ยอดพึมพำ ชะโงกหน้ามองบันไดไม้ขึ้นไปยังที่มืดด้านบน
วรรณาเดินเข้าไปในห้องรับแขก มองไปยังรูปถ่ายครอบครัวรูปใหญ่ หญิงสาวในภาพ—ยิ้มแบบฝืน ฝ่ายขวาของภาพขาดหายเป็นเงาสีทึบ ใบหน้าปริศนาเบลอเลือน เธอยื่นมือแตะกรอบรูป เงาตัวเองสะท้อนในกระจกดวงตาข้างหนึ่งพร่ามัวแบบที่เธอไม่เคยเห็น
เมื่อเวลาผ่านไปในช่วงเย็น ทั้งสี่ช่วยกันจัดข้าวของ นัทหยิบบันทึกการหายตัวของหญิงสาว “แก้ว” ขึ้นอ่านเสียงเบา ๆ วรรณานั่งเขียนอะไรลงสมุดบันทึก ฉัตรเดินวนรอบบ้านเหมือนสำรวจทางหนี ยอดหายไปในครัวมีเสียงน้ำไหลเป็นระยะ ๆ
เสียงกระซิบคล้ายเด็กดังลอดซอกประตูหลังบ้านมาแผ่วเบา ฉัตรชะงัก ก้าวช้า ๆ ไปใกล้ พยายามฟัง สายลมหอบเข้ามาเหมือนสวนประหลาด ไม่มีใครยอมพูดถึงเสียงนั้นตรง ๆ
กลางคืนแรก ทุกอย่างเงียบผิดปกติ เสียงจักจั่นข้างนอกแทบไม่ได้ยิน นัทนอนไม่หลับจ้องเพดาน เสียงฝีเท้ายอดเดินผ่านหน้าห้องไป วรรณาเดินไปห้องน้ำ เหลือบเห็นเงาคนผ่านหน้าต่างแต่พอเปิดม่านก็ไม่มีใคร ฉัตรร้องออกมาในความเงียบว่า เขาฝันเห็นใครนั่งอยู่ปลายเตียง แต่ฟังดูเป็นแค่เรื่องพูดคุยกันหลังตื่นนอน
เช้าวันถัดมา เจ้าของบ้านหายตัวไปทั้งที่ปกติจะมาตักบาตรเสียงดัง ยอดลองตะโกนหา ไม่มีเสียงตอบกลับ เสียงประตูหน้าต่างแผ่วเบาเหมือนมีคนเดินไป-มาบนชั้นสองตลอดทั้งคืน
นัทลงมือค้นหาหลักฐานต่อ พบสมุดบันทึกซ่อนอยู่ในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือ ข้างในมีภาพเขียนด้วยมือ—ใบหน้าผู้หญิงไม่มีตา ไม่มีปาก วรรณาหันหน้าหนีภาพนั้นอย่างเร็ว ฉัตรอ่านข้อความภายใต้ภาพเสียงเครือ ๆ “อย่าขึ้นไปชั้นสองหลังสี่ทุ่ม”
ยอดเสนอให้ขึ้นไปสำรวจชั้นสองตอนกลางวัน เสียงขัดแย้งกันสักพัก ฉัตรไม่พร้อมแต่วรรณายืนยันว่าควรหาหลักฐานให้ครบ
ทั้งสี่เดินขึ้นบันไดแคบ ๆ ความรู้สึกทุกย่างก้าวเหมือนมีอะไรจ้องอยู่ข้างหลัง เมื่อถึงชั้นบน พื้นกระดานยวบ ควันลอยอวลในอากาศ จุดหนึ่งมีกล่องไม้เก่าวางอยู่ มีกุญแจสนิมเขรอะ
“อย่าเปิดถ้ายังไม่รู้ว่าข้างในคืออะไร” วรรณาเตือนน้ำเสียงแข็ง แต่ยอดฝ่าฝืน เปิดกล่องออกกลางแสงจาง ภายในมีผ้าขาวเปื้อนคราบเก่า และกระดุมชุดนักเรียนหญิงสองเม็ด มีเศษกระดาษเขียนด้วยดินสอจาง ๆ: “ฉันเห็นมันมาทุกคืน”
เสียงเหมือนลูกปัดร่วงลงบนไม้ดังกังวาน ฉัตรถอยหลังติดผนัง “ฟังดูเหมือนมันดูเราอยู่…”
กลางคืนที่สอง วรรณาตื่นกลางดึกเพราะเสียงกรอบแกรบที่ห้องโถงลง วิ่งออกไปเห็นร่างผู้หญิงคนหนึ่งยืนหลังม่านบังแสงจันทร์ เงาของร่างนั้นแค่นิ่ง เธอขยับเข้าใกล้อย่างกลัวยิ่งกว่าอะไร—แต่เมื่อเปิดม่าน ร่างจางหายทันที ทิ้งกลิ่นน้ำมันมวยฉุน ๆ ไว้เต็มปลายจมูก
เช้าวันใหม่ อากาศที่บ้านหนาแน่น ทุกคนดูเหนื่อย ใต้ตาทุกคนคล้ำเข้ม นัทศึกษาสมุดบันทึกต่อ พบแผนผังบอกทางไปห้องใต้หลังคา ซึ่งไม่มีในแปลนบ้านฉบับใหม่ วรรณาขีดรายการข้อห้ามในสมุดของเธอเพิ่ม ที่หัวข้อ: “ไม่ขึ้นหลังสี่ทุ่ม” เธอลากเส้นใต้หลายเส้น
“มันคือคำสาปอะไรบางอย่างใช่ไหม” ฉัตรเปรยออกมา แต่ทุกคนต่างเงียบ สูดลมหายใจอึดอัด
ยอดเสนอออกไปเดินสำรวจโดยรอบ พบว่ารั้วบ้านถูกผูกด้ายแดงเต็มไปหมด เหมือนการผูกมนต์ไว้ไม่ให้บางสิ่งออกไป หรือเข้าได้อย่างเดียว
กลางวัน ความรู้สึกไม่สบายทวีคูณ ทุกคนเริ่มทะเลาะกันเรื่องทางออกและการค้นหา สายตาแปลกเหมือนมีอะไรมองตลอดเวลา ประตูบานหนึ่งบนชั้นสองถูกขีดเป็นรอยลึก—เหมือนใครเอาเล็บขุด
ตอนเย็นเจ้าของบ้านกลับมาในสภาพเงียบกริบ เหมือนไม่ใช่คนเดิม เธอนั่งจ้องออกหน้าต่างนานนับชั่วโมง ไม่พูดกับใคร นัทอดไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น จริง ๆ แล้ว “แก้ว” หายไปอย่างไร
เธอแค่ตอบว่า: “แก้วกลับมาแล้ว แต่ไม่ใช่ในแบบที่ทุกคนอยากเห็น” แล้วเงียบยาว
กลางคืนที่สาม เสียงเดินรอบบ้านดังมากขึ้น ฉัตรบิดตัวในความมืด หายใจแรง เสียงเด็กหัวเราะโผล่มาใกล้หู เธอปิดตาแน่น เจอฝันร้ายซ้อนทับความจริง เสียงกระซิบของแก้วดังใกล้หูว่า “อย่าเปิดประตูหลังบ้าน…”
นัทตื่นมาตีสอง เคาะประตูขอให้ทุกคนลงมาคุยกันในห้องรับแขก “เราควรพอ พรุ่งนี้เช้าออกเลยเถอะ”
แต่ยอดยืนกรานว่า ยังมีบางอย่างรอให้พบ ควรอยู่ให้ครบสามวัน ไม่งั้นจะเหมือนแก้วที่หายไปโดยไม่มีใครจำได้
ฉัตรชั่งใจ เสียงลมหายใจขาด ๆ เกิดความกลัวลึก ๆ ที่ไม่กล้าเอ่ยออกมา วรรณามองหน้าทุกคนแล้วหันไปสนใจสมุดบันทึกที่เจอใหม่ ๆ
คืนนั้น เกิดไฟดับ ทั้งหลังเงียบสงัด เสียงเดินไป-มารัว ๆ อยู่บนชั้นสอง ก่อนเงียบลง วรรณานั่งนิ่งกับแสงไฟฉาย เดินไปที่บันไดเพราะได้ยินเสียงสะอึกสะอื้น เดินขึ้นไปคนเดียวเพราะใคร ๆ ก็ไม่กล้าขึ้น
เธอเจอประตูที่ถูกขีดเป็นรอยลึก นำกุญแจเก่าจากกล่องขึ้นมาไขเข้าไป ยังห้องมืดที่แสงจากหน้าต่างสาดเข้าเพียงเล็กน้อย กลางห้องมีโต๊ะไม้ เลือดแห้ง ๆ บนโต๊ะถูกขีดชื่อ “แก้ว” ไว้เป็นรอยซีด ๆ จากปลายมีด กำไลข้อมือเก่า ๆ ตกอยู่กับผ้าขาวเปื้อนคราบสีน้ำตาล
เสียงคนร้องไห้เบา ๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง—แต่เมื่อวรรณาหันไป ไม่มีใคร เธอรู้สึกเหมือนเงาบางอย่างคืบคลานเข้าประชิดตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ
เธอวิ่งออกจากห้องไปชนกับยอดที่เดินตามมาอย่างเงียบ ๆ “เห็นอะไรในนั้น!” ยอดถามเสียงกระซิบ ความกลัวในดวงตาเผยออกชัด
“รู้สึกเหมือนถูกจ้องจากในเงามืด… เหมือนเป็นเหตุผลเดียวกับที่แก้วหายไป” วรรณาตอบ เสียงแกน ๆ
เช้าวันสุดท้าย บรรยากาศทั้งบ้านเคร่งเครียด นัทแพ็คของตั้งแต่เช้า วรรณาพยายามเก็บบันทึกและของบางอย่างติดตัวไว้โดยไม่บอกใคร ฉัตรพยายามโทรหาญาติแต่ไร้สัญญาณ
เจ้าของบ้านจ้องหน้าทุกคน “พวกคุณเปิดดูของต้องห้ามหรือยัง” เธอพูดเสียงเย็นชา
ไม่มีใครตอบได้เต็มปาก เธอชี้ไปที่ประตูหลังบ้าน “อย่าเปิดประตูนั้น ไม่ใช่แค่ห้าม แต่มันเป็นคำสาป”
กลางคืนสุดท้าย ยอดตัดสินใจเปิดประตูหลังบ้าน ท่ามกลางฝนฟ้าคะนอง เสียงกรีดร้องดังแทรกกับเสียงลมหายใจ ทุกคนวิ่งมาตามเสียง สิ่งที่เห็นคือประตูเปิดออกสู่ความมืดมนว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เหลือเพียงสามคน ยอดหายไป ไม่มีร่องรอย
เหนือโต๊ะในห้องรับแขก มีกำไลข้อมือของแก้วกับกระดุมเสื้อสองเม็ดวางทับผ้าขาว วรรณายืนมองเงาของตัวเองที่สะท้อน ในกระจก ดวงตาข้างหนึ่งพร่ามัวเหมือนวันแรกที่มาถึง
เสียงเจ้าของบ้านดังขึ้นจากด้านหลัง “บางคนที่นี่ ไม่เคยออกไปได้จริง ๆ”
ความเงียบชั่วขณะกลืนกินบ้านทั้งหลัง วรรณาสัมผัสได้ว่าความกลัวนั้นเพิ่งเริ่มต้น เธอจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง มองเห็นเงาร่างเลือนรางเดินวนวนอยู่ข้างรั้วด้ายแดง…