คำว่าห่าง..ที่ใกล้เสมอ
เสียงสายฝนตกหนักกระทบสนามหญ้าหน้าอาคารเรียน เสียงหัวเราะจากกลุ่มนักศึกษาค่อยๆ เบาบางลงเมื่อแต่ละคนวิ่งหนีฝนเข้าไปในตึกใหญ่ ระเบียงแคบชั้นสองของห้องสมุดนั้นมีเพียงผู้หญิงคนหนึ่งนั่งกอดหนังสืออยู่คนเดียว เธอชื่อฝน ใบหน้านิ่งเฉยแต่ดวงตาดูเศร้า เธอสวมเสื้อกันฝนสีฟ้าพลาสติกเก่าๆ มือพลิกหน้าหนังสือไปอย่างไร้อารมณ์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูไม้เปิดขึ้นเบาๆ เด็กชายร่างสูง ผิวเข้ม ทรงผมยุ่งเดินเข้ามา ท่าทางเขินอาย เขาชื่อภูผาเสื้อเปียกชื้นแขวนเป้สะพายไว้ข้างประตู ภูผาเหลือบมองฝน พยายามยิ้มเปลี่ยนบรรยากาศ
“ขอนั่งด้วยได้ไหม?” เสียงเขาติดลังเล ใจจริงก็กลัวจะโดนปฏิเสธเหมือนเคย ฝนขยับหนังสือหลบ ดึงกระเป๋าไปข้างตน ยังไม่สบตา
“ได้” ฝนพูดแค่นั้นแล้วกลับไปสนใจหนังสือของเธอ
ความเงียบเข้าครอบงำ ทั้งคู่ไม่ได้คุยอะไรกันเหนือเสียงฝนตก พวกเขาต่างอยู่กับความคิดของตัวเอง ภูผาพยายามมองหาช่องทางสนทนา “ชอบอ่านหนังสือเหรอ?”
ฝนวางหนังสือลง ถอนหายใจเบาๆ “มันก็แค่ทางหนีไปอยู่ในที่ที่ไม่ต้องคิดถึงอะไร”
ภูผายิ้มจาง ๆ “บางทีมันก็คล้ายกันทุกคนเนอะ” เขามองออกหน้าต่าง “ฝนตกทีไร รู้สึกเหมือนอดีตจะย้อนกลับมาเสมอ”
สายตาฝนอ่อนลง เด็กสาวมองหน้าภูผาครู่หนึ่ง “งั้นนายกลัวฝนมั้ย?”
ภูผาส่ายหน้า “แต่กลัวความเงียบตอนฝนหยุดมากกว่า มันเหมือนทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม”
เหตุการณ์นั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักกัน ฝนกับภูผาเจอกันบ่อยขึ้นที่ห้องสมุด ทั้งคู่เหมือนต่างมีอะไรบางอย่างในใจที่ยังไม่ได้พูด สองมนุษย์ผู้พยายามซ่อนตัวจากโลกภายนอก
“คุณมาก่อนฉันตลอดเลย” ภูผาแซวเบา ๆ ฝนหัวเราะเสียงแผ่ว
วันหนึ่งภูผาหอบขนมมาให้ ฝนชะงักตอนเห็น “ทำไมถึงทำกับข้าวเอง?”
เขากระอึก “บ้านเคยมีแม่อยู่ด้วยกัน…เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ไม่มีใครทำให้กิน”
ฝนพยักหน้า น้ำเสียงนุ่มขึ้น “เราก็เหมือนกัน…พ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็ก”
สายตาทั้งสองคนทอแววเห็นใจกันเงียบ ๆ ความใกล้ชิดเพราะอดีตที่เจ็บคล้ายกันโดยไม่ต้องเอ่ย
ผ่านไปหลายสัปดาห์ฝนเริ่มชวนภูผาพูดเรื่องชีวิต “ถ้านายเลือกได้อยากใช้ชีวิตยังไง”
“อยากดูแลครอบครัว อยากกลับบ้านไปอยู่กับยาย นายล่ะ?”
ฝนหยุดคิดนาน “อยากเป็นดีไซเนอร์ อยากทำให้แม่ภูมิใจ…แต่คงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”
เสียงโทรศัพท์ฝนดังขึ้น เธอมองแล้วรีบละสายตาไป ภูผาแอบเห็นชื่อ “แม่” บนจอแต่ฝนเลือกไม่รับ
วันหนึ่งฝนไม่ได้โผล่มาตามนัด ภูผาตามหาเจอที่สนามกีฬา ฝนร้องไห้ตัวสั่น
“แม่จะให้กลับระยองหลังจบภาคเรียนนี้” เสียงสั่น ฝนหลบสายตา แววตากังวล
“นายว่าการไกลกันมันจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปไหม?”
ภูผาเงียบ พูดเบา ๆ “ไม่รู้…แต่ถ้าเราสองคนอยากให้เหมือนเดิม เราก็ต้องพยายาม…หรือเปล่า”
ฝนยิ้มฝืน “ฉันกลัวว่าตัวเองจะไม่เก่งพอ…กลัวใคร ๆ จะเดินออกจากชีวิตไปอีก”
อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ฝนต้องกลับบ้านจริง ๆ วันที่ลาสุดท้าย ฝนยืนเงียบอยู่ข้างรถบัส สายตายาวเหยียดมองป้ายจราจร
ภูผาถือกระเป๋ามาให้ “ขอให้ถึงบ้านปลอดภัยนะ”
ฝนส่ายหน้า “อย่าอวยพร เหมือนตอนลาแล้วจะไม่ได้เจอกันอีก”
ภูผาชะงัก ความเงียบคลุ้งกลางอากาศ ทั้งคู่ต่างไม่กล้ามองตากันตรง ๆ
หลังจากนั้นการติดต่อมีบ้างขาดบ้าง เรื่องงาน เรื่องเรียน เรื่องในบ้านของแต่ละคนถาโถม ฝนพยายามฝืนใจเข้มแข็ง ตอนรับโทรศัพท์จากภูผา เธอกลายเป็นคนพูดน้อยไปทุกวัน
เสียงปลายสาย “ฝน…เธอเป็นอะไรหรือเปล่า เงียบจัง”
“เปล่า แค่เหนื่อย ๆ น่ะ” ฝนกลั้นน้ำตา นั่งอยู่บนโต๊ะเขียนแบบที่บ้านระยอง งานกดดัน เธอไม่กล้าบอกความจริง
วันหนึ่งภูผาเดินอยู่ริมทางรถไฟ กรุงเทพดูเหงาเหลือเกิน เขาส่งข้อความเสียงหาฝน “อยากรู้ว่า…ถ้าฉันหายไป เธอจะรู้สึกไหม”
ฝนอ่านข้อความนั้นแต่ไม่ได้ตอบทันที เธอลังเล น้ำตาไหลที่ขอบแก้ม
เวลาต้องผ่านไปอีกหลายเดือน ต่างฝ่ายเจอกับอุปสรรคของตนเอง ฝนเริ่มมีโอกาสไปฝึกงานบริษัทออกแบบในกรุงเทพฯ แต่ลังเลเพราะกลัวแม่ผิดหวัง ภูผาต้องรับภาระเพิ่มขึ้นเมื่อยายป่วย ต้องตื่นตั้งแต่เช้าทำงานพิเศษ ไม่มีเวลาไถ่ถามฝนเหมือนเดิม
บางครั้งฝนโทรไป “เราไม่อยากรบกวน อยากให้นายดูแลยายก่อน”
“มันไม่ได้รบกวนสักหน่อย เราเองก็อยากคุยกับเธอ”
ปลายสายเงียบไป ความกลัวระยะทาง พิสูจน์หัวใจของทั้งสองคนอย่างเงียบเชียบ
วันหนึ่ง ฝนได้รับข่าวร้าย ยายของภูผาเสีย เธอรีบนั่งรถกลับมางานศพ แม้จะลังเลอยู่นาน ภูผาลุกลี้ลุกลนเมื่อเห็นฝนโผล่มาที่วัดโดยที่ไม่ได้ตั้งตัว
“ขอโทษนะที่เราขาดหายไปพักนึง” ฝนอึดอัดใจพูดเสียงสั่น
“เรารู้…เราแค่คิดถึง แค่นั้นเอง” ภูผาเสียงแหบ เขาไม่กล้ามองหน้าฝนแต่ก็ยืนข้างเธอ เงียบไปนาน ก่อนจะพูด
“เธอคงเข้าใจใช่ไหม…บางทีเราอาจต้องมีเวลาของตัวเองบ้าง”
ฝนพยักหน้าทั้งน้ำตา เข้าใจดี ความกลัวการสูญเสียยังลอยในบรรยากาศ
หลังจากนั้นความสัมพันธ์เริ่มสั่นคลอน เพราะต่างฝ่ายต่างหนีปัญหา ฝนทุ่มเทกับงานออกแบบจนแทบไม่มีเวลาคุย ภูผาต้องตามซ่อมห้องเช่า ทำงานจนแทบไม่ได้พัก
ฝนไลน์ไป “นายไม่ต้องมารับผิดชอบทุกอย่างหรอก”
ภูผาตอบ “แล้วถ้าฉันไม่ทำ ใครจะทำล่ะ”
ต่างฝ่ายต่างเงียบไปนาน ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้
คืนหนึ่ง ฝนนั่งบนดาดฟ้า มองเมฆหมอก เธอไลน์หารูปถ่ายเก่า ๆ กับภูผา มือสั่น เท้าจิกกับพื้น
“เราคิดถึงตอนอยู่ด้วยกันนะ” ฝนพิมพ์ “แต่เราชอบที่นายสู้ขนาดนี้ รู้มั้ย”
ภูผาอ่านข้อความ ฝืนยิ้ม น้ำตาซึม “เธอเองก็เหมือนกัน เราภูมิใจในตัวเธอนะฝน”
ภาพความเจ็บปวดในอดีตย้อนมา ทั้งสองต่างคิดถึงคำพูดของกันและกันวันแรกที่ห้องสมุด
เวลาผ่านไป ฝนตัดสินใจฝึกงานบริษัทในกรุงเทพฯ เธอเริ่มกลับมาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ แม้จะกลัวแต่ก็เลือกเผชิญหน้า ภูผาทำงานหนัก คราวนี้แม้จะยังไม่ได้กลับมาใกล้ชิดกันมากเหมือนเคย แต่เริ่มแลกเปลี่ยนชีวิตและเคารพเวลา-พื้นที่ซึ่งกันและกัน
คืนหนึ่ง ฝนนั่งมองไฟเมืองผ่านหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ โทรศัพท์สายหนึ่งจากภูผาดังขึ้น
“ที่สนามหญ้าที่มหาลัย ยังมีคนรออยู่หรือเปล่า?” ภูผาพูดติดตลก
ฝนยิ้ม เสียงสะอื้นแผ่ว ๆ ในคอ “เธออยากให้เราไปเจอไหม?”
ภูผาเงียบไปนาน “เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่ถ้ายังไกลกัน เราจะยังลองไปด้วยกันอยู่ไหม?”
“เรายอมลอง เราอยากเจอหน้ากัน…แม้จะกลัวเหมือนเดิม”
เสียงฝนซ่าเบา ๆ ผ่านเครื่องโทรศัพท์ เหมือนวันแรกที่เจอกัน ความกลัวในใจยังมี แต่ความหวังเริ่มก่อตัวเล็ก ๆ ในใจของทั้งสองคนแล้ว