ระยะห่างระหว่างใจ
เสียงฝนกระทบกระจกหน้าต่างของ CoWorks สตาร์ทอัพเล็ก ๆ ริมถนนอโศกกรุงเทพฯ ทำให้บรรยากาศในเช้าวันจันทร์ดูเหงากว่าทุกครั้ง อรินทร์กวาดสายตาผ่านละอองฝนข้างนอก เจอพิมยืนอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ ยกแก้วขึ้นแตะริมฝีปากอย่างเหม่อลอย เธอดูผิดแปลกจากวันก่อน ๆ ที่มักจะเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มสดใส บนใบหน้ามีแต่รอยกังวลจาง ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อรินทร์รวบรวมความกล้าก้าวเข้าหา พลางกระแอมเบา ๆ
“เมื่อคืนฝนตกอีกแล้วเนอะ” เขาเริ่มบทสนทนาเสียงเงียบระหว่างทั้งสอง
พิมพยักหน้าแต่ไม่ได้เหลือบตามอง ฝนยังเทกระหน่ำ เธอกัดริมฝีปากแน่นอยู่อีกอึดใจ “ใช่… เหมือนจะไม่มีวันหยุดตกเลย”
หลังจากความเงียบงันผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงโทรศัพท์ของพิมสั่น เธอหยิบขึ้นมาดู แล้วถอนใจยาว ๆ อรินทร์มองช่องว่างนั้น ยังไม่กล้าแตะข้ามไป
บ่ายวันเดียวกัน ระหว่างการประชุมงาน พิมเคาะนิ้วกับโต๊ะเป็นจังหวะ เธอดูปินขอบกระดาษเอกสาร หางคิ้วขมวดน้อย ๆ ทุกครั้งที่ใครในทีมพูดถึงยอดขายที่ตกลง อรินทร์จับตามองพิม แม้เธอจะพยายามซ่อนความเคร่งเครียดแต่ก็ยังเผยให้เห็นอยู่ดี
หลังเลิกประชุม พิมเดินออกมาสูดลมหายใจตรงระเบียง อรินทร์รั้งตัวเองไว้อีกครั้ง สองความรู้สึกกำลังตีกันระหว่างอยากเข้าไปถามไถ่ กับกลัวจะรบกวนใจเธอ แต่สุดท้ายเขาก็เดินตามออกไป
“พิม… ไหวไหม” เสียงอรินทร์เบาแต่ชัดเจนพอให้ได้ยิน
พิมเงียบไปครู่หนึ่งก่อนหันมา “อืม ก็เหนื่อยนิดหน่อย ไม่มีอะไรหรอก ขอบใจนะ” คำพูดที่เหมือนไม่อยากให้ใครรับรู้ความหนักหน่วงนั้น
เขาไม่ได้พูดอะไรอีก ต่างคนต่างปล่อยให้ความเงียบพาดผ่านระหว่างกัน ความเงียบของคนที่ต่างกลัวการเปิดเผยตัวตน ความกลัวถูกตัดสิน ความกลัวผิดหวัง
ค่ำนั้น อรินทร์กลับถึงคอนโดที่ห้องว่างเปล่า เขานั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ พยายามทำงานดีไซน์ใหม่ที่ได้รับมอบหมายจากพิม แต่ทว่าความกังวลกับเธอขังหัวใจของเขาไว้ ลมหายใจอุ่นปนความสับสน
ข้อความผ่านแชทออฟฟิศดังขึ้น—พิมถามถึงความคืบหน้างาน เขารีบตอบกลับไป “กำลังลองไอเดียใหม่อยู่ เดี๋ยวส่งให้ดูคืนนี้”
“ไม่ต้องรีบมากก็ได้” เธอตอบสั้น ๆ เหมือนเปิดโอกาสให้ปล่อยวางบ้าง
คืนต่อมา ฝนปรอยอีกครั้ง อรินทร์นั่งเขียนไอเดียลงสมุดสเก็ตช์ เขาอยากทำโปรเจ็กต์นี้ให้ออกมาดีที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะหน้าที่ แต่ต้องการเห็นรอยยิ้มของพิม รอยยิ้มที่ทำให้ himen ลืมความเงียบเหงาของตัวเองได้
ในช่วงเจรจาดีไซน์วันถัดไป อรินทร์นำไอเดียมาเสนอ พิมนั่งข้าง ๆ แววตาเคร่งเครียดนั้นเปลี่ยนเป็นตั้งใจฟังจริงจังบนเค้าโครงหน้าที่ซีดจาง
“ดูแปลกตาดีนะ ทำไมถึงเลือกโทนนี้?” เธอเอ่ยพลางเลื่อนดูสไลด์
“มันดูอบอุ่นแต่ก็มีอะไรบางอย่างอยู่ข้างใต้—เหมือนคนเราเวลาฝืนเข้มแข็งน่ะ” เขาละสายตาจากหน้าจอมามองเธอ
พิมยิ้มยกมุมปาก “ฉันเข้าใจ… ขอบคุณนะ”
การพูดคุยวันนั้นจบลงด้วยความเข้าใจที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่มีบางอย่างเปลี่ยนไป ทว่าในเวลาต่อมา ระหว่างทำโปรเจกต์ใหญ่ร่วมกัน ความต่างในสไตล์และทัศนคติเรื่องการประสานงานของทั้งสองกลับกลายเป็นจุดปะทะ อรินทร์แสดงออกถึงความหัวรั้นไม่รับฟังไอเดียของทีม ขณะที่พิมพยายามประสานความต้องการของทุกฝ่ายแต่สุดท้ายก็ต้องแบกรับความเครียดเอง
“อรินทร์ งานดีไซน์เราไม่ตอบโจทย์ลูกค้านะ” พิมปรึกษาเขาตอนเย็นวันหนึ่งในห้องประชุม โดยเหลือเพียงสองคนในห้อง
“เราคิดว่ามันดีแล้ว บางทีลูกค้าควรลองเปิดใจบ้าง” เขาตอบกลับเสียงแข็ง ๆ แต่แววตามีความลังเลซ่อนอยู่
“เราไม่มีสิทธิ์ไปบังคับใครให้อยากได้เหมือนที่เราชอบ ไม่งั้นงานจะไปต่อไม่ได้”
อรินทร์ก้มหน้ากดปากกากับสมุดก่อนพูดเบา ๆ “ถ้าไม่อยากฟังก็ไม่เป็นไร”
ทั้งสองเงียบกันไปนาน พิมถอนใจ “เราเหนื่อยที่จะต้องแก้ปัญหาทุกอย่างคนเดียวอยู่เรื่อย ๆ อรินทร์เห็นใจกันบ้างไหม”
เขาลังเล ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยรอยยิ้มฝืน “บางทีเราก็กลัว… กลัวถ้าเปิดใจแล้ว จะผิดหวังอีกเหมือนเดิม”
นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความห่างระหว่างทั้งสองขยับออกไปอีก พิมเลือกเว้นระยะห่าง ขณะที่อรินทร์เริ่มปลีกตัว คำพูด ความเงียบ ข้อความงาน แทรกตัวเป็นช่องว่างที่ยากจะข้ามไปได้
วันเวลาผ่านไป โปรเจกต์เดินต่อ หากบรรยากาศในทีมกลับอึมครึม พิมทำงานหนักขึ้นเพื่อชดเชยส่วนที่ทีมขาด ขณะที่อรินทร์เริ่มเลิกเสนอตัวช่วยเหลือ ทุกเช้าที่เดินเข้ามาที่ออฟฟิศ สองคนเจอกันแต่แทบไม่กล่าวทักทาย
ในวันที่พิมถูกตำหนิเรื่องยอดขาย นั่งน้ำตารื้นในห้องน้ำ เธอไม่ร้องไห้ต่อหน้าใคร ไม่มีใครรู้ว่าเธอแบกเรื่องราวอะไรไว้บ้าง อรินทร์ยืนลังเลอยู่หน้าประตูห้องน้ำหญิงอยู่นาน ก่อนจะเดินกลับไปโดยไม่พูดอะไร ความรู้สึกผิดติดค้าง
คืนนั้นหลังเลิกงาน อรินทร์เดินฝ่าสายฝนกลับบ้าน ส่งข้อความหาเพื่อนสนิท “นายว่า…เราเห็นแก่ตัวไปหรือเปล่า”
“ใช่ นายเอาแต่ใจ แต่ก็นายแหละ ไม่ใช่เหรอ” ข้อความตอบกลับรวดเร็ว
อรินทร์ทิ้งตัวลงบนเตียง ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าควรเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง แต่ความกลัวผิดหวังยังทำให้ลังเล
วันรุ่งขึ้น ทีมต้องพรีเซนต์ผลงานกับลูกค้ารายใหญ่ พิมถือโอกาสโน้มเข้าหาอรินทร์อีกครั้ง แม้จะหวาดระแวง “ช่วยดูพรีเซนต์นี้หน่อย นายเก่งเรื่องเล่าเรื่องให้น่าสนใจ”
“กลัวจะพังมากกว่าสิ”
“ไม่ลองไม่รู้” พิมวางมือบนแฟ้มผลงานก่อนจะช้อนตาขึ้นสบตาเขา “บางทีคนเราก็ติดอยู่แต่กับอดีตจนลืมไปว่าความหวังอาจจะอยู่ข้างหน้า”
อรินทร์นิ่งไป ก่อนยื่นมือมาลองเปิดแฟ้มของเธอดู เงียบไปนาน จึงพูดเบา ๆ “โอเคนะ เดี๋ยวช่วยเรียบเรียงเนื้อเรื่องให้”
ระหว่างเตรียมงาน ทั้งสองเริ่มกลับมาทำงานร่วมกันมากขึ้น มีช่วงได้หัวเราะบ้างเมื่อถกเถียงเรื่องสีฟอนต์ หรือชื่อแคมเปญที่แสนแปลกประหลาด
“นายรู้ไหมว่าพวกเราอาจวางขายไข่เค็มก็ได้ถ้าแคมเปญนี้พัง” พิมแหย่เสียงขบขัน อรินทร์ยิ้มหัวเราะตอนเทน้ำดื่ม
ความใกล้ชิดเริ่มกลับมาแบบเล็ก ๆ โดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อโปรเจกต์เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย พิมต้องตัดสินใจเลือกระหว่างรอผลเลื่อนตำแหน่งที่บริษัทหรือกลับไปช่วยกิจการที่บ้านตามคำขอของครอบครัว ขณะเดียวกัน อรินทร์ก็ได้รับข้อเสนอให้งานที่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นความฝันของเขามาตั้งแต่เริ่มเรียนออกแบบ
ในคืนที่ความกังวลถาโถม พิมนั่งอยู่ในออฟฟิศว่างเปล่า อรินทร์เดินเข้ามาพร้อมกาแฟเย็นแก้วโปรด “คืนนี้ดึกมากแล้ว ทำไมยังไม่กลับบ้าน?”
“เป็นคืนสุดท้ายที่เราไม่ต้องเลือกอะไร …สักที” พิมฝืนยิ้ม เหลือบตามองไฟนีออนที่กระพริบ “คนเราต้องเลือกอะไรสำคัญทีเดียวได้ไหมนะ”
อรินทร์นั่งลงข้าง ๆ “ไม่มีใครเลือกถูกทุกครั้งหรอก”
พิมหลุบตาลง หัวเราะฝืด “เราผิดพลาดบ่อยเกินไปจนรู้สึกกลัวจะทำผิดอีกครั้ง เลยเปลี่ยนใจง่าย ๆ ตลอดเวลาน่ะ”
“เราเองก็กลัวเหมือนกัน” เขาเอ่ยเบา ๆ “กลัวเปิดใจจนถูกทิ้งอีก กลัวความสำเร็จสวนทางกับความรัก …กลัวไปหมด”
บรรยากาศระหว่างทั้งสองเต็มไปด้วยความลังเลที่ยังไม่หายดี ก่อนที่เสียงโทรศัพท์จากแม่ของพิมจะดังขึ้น เธอขอตัวออกไปคุย โทรศัพท์นั้นเปลี่ยนทุกอย่าง พิมต้องกลับบ้านโดยด่วน
หลังจากคืนนั้น อรินทร์ไม่ได้เห็นพิมอีกเป็นสัปดาห์ พนักงานในทีมต่างถามหา บางคนเริ่มซุบซิบเรื่องตำแหน่งพิม อรินทร์เริ่มใจร้อน วิ่งออกตามหาข่าวคราวจนรู้ว่าพ่อของพิมล้มป่วย เธอจึงขอลาหยุดยาวและอาจไม่กลับมาทำงานอีก
วันที่ฝนตกหนัก อรินทร์นั่งเหม่อมองโต๊ะว่างของพิม เงียบอยู่นานจนกล้าที่จะส่งข้อความหาพิม
“คิดถึง… ไม่รู้จะอยู่ทั้งที่ไม่มีเธอยังไงดี” เขาพิมพ์แล้วลบหลายรอบ
แต่สุดท้าย เขาส่งไปเพียง “ที่บ้านเป็นยังไงบ้าง หวังว่าเธอจะโอเค ถ้าต้องการคุยอะไร ทักมาได้เสมอนะ”
พิมพิมพ์ตอบกลับมาช้า ๆ “ขอบคุณที่ยังสนใจ เราคิดถึง… ทุกอย่างที่นั่นเหมือนกัน”
อรินทร์กัดฟัน คิดถึงข้อเสนอที่ฝรั่งเศส เขาเถียงกับตัวเองตลอดคืน คำถามว่าความฝันและคนสำคัญอันไหนมากกว่ากัน
อีกหนึ่งเดือนผ่านไป อรินทร์ตอบรับข้อเสนอที่ฝรั่งเศส ในคืนวันก่อนบิน เขาเดินไปหยุดหน้าบ้านพิมที่ชานเมือง ยืนลังเลอยู่นาน เขาไม่ได้กดกริ่ง ไม่กล้ายื่นมือเข้าไป เปลี่ยนไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะด้านข้างแทน
พิมเดินออกมาเจอโดยบังเอิญ เธอยิ้มอ่อน “มาไกลขนาดนี้ ไม่กล้าเจอหน้าหรือ?”
เขาหัวเราะเบา ๆ “กลัว ถ้าเจอแล้วไม่กล้าลา…”
เงียบอยู่พักใหญ่ พิมถาม “นายจะไปจริง ๆ ใช่ไหม”
“ใช่…แต่ก็ไม่แน่ใจว่าฝันของเราคืออะไรแน่… หรือนายคือฝันของเรา”
“ฉันไม่อยากให้ไปเลยนะอรินทร์ แต่ฉันก็รู้ว่ามันสำคัญกับนายมาก”
ทั้งสองเงียบงัน อรินทร์เอื้อมมือไปจับมือเธอ “ไม่รู้อนาคต แต่วันนี้ขอแค่ได้กอดก็พอ”
พิมซบกับอกเขา น้ำตาค่อย ๆ ไหลสะท้อนแสงไฟใต้ร่มไม้ เสียงฝนขลุกขลิกราวกับบรรเลงส่งท้าย
เช้าวันต่อมา อรินทร์ขึ้นเครื่องไปปารีส พิมกลับไปช่วยดูแลกิจการครอบครัว ชีวิตดำเนินต่อ ต่างคนต่างยุ่ง ทั้งสองแชทหาเพียงบางช่วงเท่านั้น
แต่ระยะห่างและเวลาที่แยกจาก กลายเป็นบทพิสูจน์ใจมากกว่าสิ่งใด ทุกครั้งที่ทั้งสองพบกับความสำเร็จหรือความล้มเหลว ต่างรู้สึกถึงกันในใจลึก ๆ
หลายเดือนต่อมา ในงานนิทรรศการใหญ่ของบริษัทฝรั่งเศส อรินทร์เห็นข้อความใหม่โผล่ขึ้นในมือถือ “นายยังวาดรูปสัตว์ประหลาดอยู่ไหม”
“ถ้าใครสักคนอยากให้วาด… ก็อาจวาด” อรินทร์ตอบไป พร้อมรอยยิ้มที่ไม่เคยรู้ตัว
เขาหันไปเห็นโปสการ์ดลายมือหญิงสาวจากประเทศไทยที่เขาตั้งไว้บนโต๊ะ คำว่า “ถึงฝัน แม้ไกล…แต่ไม่แยกจาก” ทำให้เขารู้ว่า ไม่มีระยะห่างใดใหญ่พอสำหรับหัวใจสองดวงที่กล้ารอวันใหม่ร่วมกัน