ระยะห่างของใจ
เสียงรถสองแถวเก่าที่จอดหน้าตลาดเช้าในอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของภาคเหนือหวีดแตรไล่วัยรุ่นที่ยืนเล่นมือถือขวางทาง ภูผา ชายหนุ่มวัยยี่สิบหกปี ตัดผมสั้น เสื้อยืดสีจืดกระเป๋ากล้องพาดไหล่ หันหลังกลับมาค้นเหรียญในกระเป๋ากางเกงก่อนจ่ายค่าโดยสาร มืออีกข้างจับกล้องฟิล์มราคาไม่กี่พันแน่น ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไปถ่ายรูปอะไรแต่เช้าอีกล่ะพี่ผา” คำถามของสมศักดิ์ วินรถสองแถว เจ้าเก่าทำเอาภูผาหัวเราะห้วน ๆ
“มุมเดิมแหละ ลานหลังวัด ตลาดก็ยังเหมือนเดิมใช่มั้ย วันนี้มีอะไรน่าสนใจไหม?”
“เปลี่ยนอะไรไม่ได้นอกจากคนมาซื้อของ พวกนักศึกษาโน่น ลงจากรถดูจะคึกกันเป็นพิเศษ”
เสียงพูดคุยแทรกเข้ามาในลานตลาด ภูผามองเห็นกลุ่มนักศึกษาหญิงสองสามคนสวมชุดมหา’ลัย คาดสไบ กระโปรงยาวสีดำ วีนัส สาวน้อยปีสอง ร่างโปร่งสูง ตกแต่งผมสั้นประบ่าอย่างพิถีพิถัน กำลังเถียงกับเพื่อนเรื่องบางอย่าง
“วีน อย่าเลยน่า หนูไหวเหรอ ไปถามเขาทำไม” เพื่อนพูดเสียงเบา วีนัสเงยหน้ามองภูผาที่ยืนอยู่ไกล ๆ แล้วเบือนหน้าหนี
เขาแสร้งไม่สนใจ มือลั่นชัตเตอร์กล้อง หญิงสาวสะดุ้ง จ้องมาทางเขานิด ๆ ก่อนหันไปหยอกเพื่อน น้ำเสียงเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจแต่สายตากลับเปราะบางอย่างประหลาด
ตลาดยามเช้าคึกคักจนน้ำค้างกลางใบตองเริ่มระเหย เงาของภูเขาลูบไล้ถนน ภูผาเดินผ่านร้านปลาทูดองยืนถ่ายชีวิตชาวบ้าน ตาเหลือบเห็นวีนัสกับเพื่อนกำลังซื้อขนมปังปิ้ง สายตาทั้งสองสบกันชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะเบี่ยงหน้าแล้วแกล้งคุยโทรศัพท์
เขาเดินเข้าไปซื้อกาแฟดำ ขณะเดียวกันวีนัสกับเพื่อนเดินสวน เธอแกล้งหัวเราะเสียงดัง เพื่อนหันมามองภูผานิดหนึ่งแล้วกระซิบอะไรบางอย่างทำท่าเหมือนขำกับอะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้
วันที่อากาศหนาวจัด แม้ไม่ใช่ฤดูหนาวจริง ๆ ภูผานั่งหลังร้านกาแฟแห่งเดิมที่เปิดเพลงลาวครวญเบา ๆ เขาวางกล้องลง ตั้งใจกดมือถือหาอะไรอ่าน ไม่ทันได้สนใจวีนัสเดินเข้ามานั่งตรงข้ามโดยไม่มีการขออนุญาต
“อยากขอให้พี่ช่วยถ่ายรูปให้งานของคณะได้ไหมคะ” เธอถามเสียงเรียบร้อยแต่แฝงความท้าทายไว้ในแววตา
เขาชะงักไปครู่ ก่อนยิ้มจาง ๆ “งานอะไรล่ะ จริง ๆ พี่ก็ถ่ายแนวอื่นมากกว่า”
“พอดีอยากได้ความเป็นธรรมชาติ เลยคิดถึงพี่ ให้ฟังดูดีไว้ก่อน ส่วนค่าจ้างก็…แล้วแต่พี่จะคิด”
“แน่ใจนะ ว่าจะทนพี่จู้จี้เวลาถ่ายรูปได้”
“แน่ใจค่ะ” เธอมองเขานิ่ง ๆ “หนูไม่ใช่เด็ก ๆ นะ”
ทั้งสองนั่งเงียบไปชั่วขณะ ภูผาพลิกกล้องเช็คฟิล์ม แสร้งทำเป็นยุ่ง แต่หางตาเหลือบมองมือของวีนัสที่บีบแก้วนมร้อนแน่น ๆ
งานของคณะจัดที่สนามผู้ใหญ่บ้าน เป็นการคัดเลือกภาพถ่ายบอกเล่าเรื่องชุมชน วีนัสเคลื่อนไหววุ่นวายอยู่ท่ามกลางเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องเสียงดัง ภูผารู้สึกแปลกแยกด้วยอายุและประสบการณ์ต่าง จนบางทีเกือบเผลอตัวถอยห่าง
“ขยับไปขวาหน่อยค่ะพี่ผา แสงมันหาย” วีนัสควบคุมทีมเหมือนมือโปรเจ้ากี้เจ้าการสั่งทุกคนยกเว้นเขา เธอมองเขาชั่วครู่ก่อนหลบตา
หลังงานเสร็จ สายตาวุ่นวายเริ่มเบาบางลง ภูผานั่งพักบนเวทีว่าง วีนัสหยิบขวดน้ำมาให้ ส่งยิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณนะคะที่ช่วย ไม่คิดว่าพี่จะทนพวกหนูได้ขนาดนี้”
“ก็…พี่ทำอะไรที่ไม่ควรหรือเปล่า” ภูผาแกล้งถาม
วีนัสหัวเราะ “เปล่าหรอกค่ะ พี่ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าสำหรับที่นี่ แต่สำหรับพวกหนู อะไรก็ยังดูใหม่ไปหมด”
ฤดูฝนในอำเภอเล็ก ๆ ซัดกระแสลมเข้าเต็มหน้าต่างห้องเช่า ภูผากำลังคัดรูปลงคอมพิวเตอร์ วีนัสทักแชทมา เธอส่งข้อความแบบกึ่งจริงจังกึ่งล้อเล่น
“พี่ผา…แคปชั่นรูปพี่คิดให้หน่อยสิ เอาแบบที่ไม่ซึน”
เขาพิมพ์กลับช้า ๆ “แล้วถ้าพี่คิดแบบซึน ๆ ได้เหรอ”
“ลองดูหน่อย ถ้าไม่ผ่าน หนูจะลบ”
“งั้นเอา… ‘ชีวิตจริงก็เหมือนภาพถ่ายบางภาพ, เราต่างต้องโฟกัสในสิ่งที่ใช่’”
“โห…ฟังดูเหมือนพี่แก่ขึ้นไปอีก”
“ดี!” เขาฝืนพิมพ์ยิ้ม ๆ พลันจะส่งข้อความอะไรไปอีกประโยคก็หยุดคิด เพียงแค่กดแล้วลบทิ้ง
หลังงานถ่ายรูปวีนัสเริ่มหาเรื่องชวนคุย ภูผาก็เถียงกวน ๆ ไปเรื่อย ทุกวันเหมือนได้ปล่อยใจให้ลอยไปตามบทสนทนาแปลก ๆ ในแชท เธอบางทีก็หายไปหายเงียบ ไม่ตอบ ภูผาแอบใจร้อนแต่อ้างเหตุผลกับตัวเองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ครั้งหนึ่งตอนหัวค่ำ เขาถามในแชทว่าทำไมถึงอยากถ่ายรูปนัก วีนัสตอบว่า “บางเรื่องมันพูดยากนะคะ บางทีถ่ายออกมาง่ายกว่า”
เขาพิมพ์ไปว่า “แล้วบางเรื่องที่ไม่ได้ถ่าย จะจัดการยังไง”
‘ก็ปล่อยให้มันเป็นอดีตไงคะ หนูเก็บอดีตไม่ได้ทั้งหมดหรอก’ เธอตอบพร้อมอีโมติคอนใบหน้ายิ้มเศร้า ๆ
คืนวันศุกร์หลังเลิกงาน ภูผาไปร้านเหล้าสังสรรค์กับเพื่อนเก่า ความเงียบด้านหนึ่งของโต๊ะสั่งให้เขาต้องหันไปเช็คมือถือเงียบ ๆ แชทวีนัสยังนิ่ง เขาตัดสินใจโทรหาเธอแต่ก็ไม่รับ
วันต่อมาภูผานอนลุกสาย เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เขาลุกมาเปิดออก วีนัสยืนอยู่หน้าห้องในชุดเดรสขาว ดวงตาบวมช้ำอยู่แล้วแต่เพิ่งจะยิ้มบาง ๆ “พี่ผา… หนู… เอ่อ ขอโทษนะคะ คือ…”
เขาเบิกตาน้อย ๆ “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า วีน…”
“ขอเข้าไปนั่งแป๊บได้มั้ยคะ”
พวกเขานั่งบนพื้นห้อง ภูผาทำชาให้ วีนัสไม่พูดอะไรนาน น้ำตาซึมตกลงบนฝ่ามือ เธอพยายามเช็ดออกไม่ให้เขาเห็น
“หนูอยากหนีออกจากบ้านเมื่อคืน แต่พอถึงประตู มันก็กลับไปไม่ได้ หนูกลัว…” เธอเสียงเบา
ภูผานิ่งนานก่อนพูด “กลัวอะไร…”
“กลัวว่าคนที่บ้านจะไม่เข้าใจ กลัวจะเป็นตัวเองไม่ได้”
เสียงเงียบเข้ามาปกคลุมระหว่างทั้งสอง ภูผาวางมือไว้บนโต๊ะ เธอมองมือเขาแต่ไม่เอื้อมไปจับ
เขามองหน้าเธอนิ่ง “ถ้าหนีไม่ได้ อย่างน้อยก็อยู่กับความรู้สึกตัวเองให้ได้ก่อนนะ”
หลังวันนั้นวีนัสหายหน้าไปจากชุมชน อ้างว่าติดเรียนหนัก ภูผาพยายามติดต่อแต่เธอไม่ค่อยตอบ ด้วยความรู้สึกไม่แน่ใจตัวเอง เขายืดชีวิตไปอย่างไม่มีจุดหมาย จัดรูปภาพขึ้นโซเชียลบ้าง เธอกดไลก์แต่ไม่ทักบ่อย กว่าที่จะได้เจอกันอีกครั้ง ฝนก็เปลี่ยนฤดูเป็นแดดร้อนของต้นปีใหม่
ช่วงปีใหม่ เขาไปถ่ายรูปงานวัดประจำปี วีนัสเดินเข้ามายืนข้าง ๆ ในชุดกางเกงยีนส์สีกลางกับเสื้อฮู้ดสีฟ้าหม่น ดวงตากลับมามีความสดใสบ้าง แต่เหมือนหลบเลี่ยงการสบตาเขา
“นานเลยนะที่ไม่ได้คุย” เธอพูดก่อน
เขาเดินถ่ายรูปต่อพลางพูด “ก็คิดว่าจะหายไปทั้งปีซะแล้ว”
เธอหัวเราะกลั้ว ๆ “หนูแค่… อยู่กับอะไรหลายอย่างน่ะค่ะ แล้วพี่ล่ะ ได้อะไรจากการอยู่แบบเดิม ๆ หรือยัง”
เขานิ่งไป ก่อนตอบ “รู้ตัวว่าบางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องคนอื่นหรอกที่เรากลัว…แต่กลัวตัวเองจะผิดพลาดอะไรซ้ำ ๆ”
วีนัสสบตาเขานิ่ง ๆ “เรื่องเดิม ๆ ที่ยังไม่ยอมปล่อย วนอยู่ในใจพี่หรือเปล่า”
“บางที…”
ทั้งสองยืนข้างกันในความเงียบ ห่างแค่ฝ่ามือเดียวแต่กลับรู้สึกไกล
จากวันนั้นสายสัมพันธ์ทั้งสองเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเหมือนสายใยบอบบาง อยู่ใกล้กวนกัน รำคาญกัน ห่างกัน แล้วก็คิดถึงกันตลอดเวลา ภูผาถ่ายรูปวีนัสโดยไม่ให้เธอรู้บ้าง ยามเธอยืนเหม่อ ยามเธอสั่งเพื่อน ยามเธอแอบเช็ดน้ำตา
วันเวลาพาทั้งคู่ไกลกันมากขึ้น วีนัสฝันอยากไปเรียนต่อเมืองใหญ่ เธอสมัครทุนแลกเปลี่ยน ภูผาค่อย ๆ รับรู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจต้องปล่อยให้เธอไป
เย็นวันหนึ่ง พวกเขานั่งบนสะพานไม้ดูพระอาทิตย์ตก เธอพูดเบา ๆ “ถ้าหนูจะไปปีหน้า พี่… จะคิดถึงหนูมั้ย”
“จะเป็นบทสนทนาแบบนั้นจริงเหรอ”
“ก็… มันยากที่จะพูดอย่างอื่นนี่คะ” วีนัสเจื่อน
เขายิ้มเศร้า “ถ้าพี่บอกจะคิดถึง มันช่วยอะไรได้ไหม”
“ไม่รู้สิ แต่หนูแค่อยากได้ยินความจริง… สักครั้งจากคนที่พี่เองก็ไม่ได้กล้าพูดความในใจ”
ภูผาเงียบไป แล้วพูดเบา ๆ “ก็คิดถึงมาก… แต่บางเรื่องมันก็บอกไม่ได้”
วีนัสยิ้มร้อน ๆ “พี่กลัวอะไรคะ”
เขาตอบช้า ๆ “กลัวว่าตัวเองจะดีไม่พอสำหรับอนาคตหนู… กลัวว่าตัวเองจะเหงา กอดอดีตไว้แทนที่จะ move on”
วีนัสมองเขานิ่ง ๆ “แล้วพี่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ เหรอ”
พวกเขาเงียบกันอีกครั้ง มีเพียงเสียงแมลงกลางค่ำคืนดังแทรกเข้ามา
ฤดูเปลี่ยนอีกครั้ง วีนัสสอบติดทุน ต้องย้ายขึ้นกรุงเทพฯ ภูผาไปรับส่งเธอที่สถานีรถ แม้ใจจะแทบพูดไม่ออก วีนัสหัวเราะเบา ๆ ทั้งน้ำตา ยื่นมือมากุมมือเขาไว้แน่น ๆ
“ถ้าวันหนึ่งพี่กล้าพอที่จะก้าวผ่านอดีต หนู…จะรอที่ปลายทาง”
ประตูรถปิด ภูผายืนมองรถไฟลับสายตา วันเวลาผ่านไป เธอส่งภาพดอกไม้ ภาพท้องฟ้า ภาพบรรยากาศกรุงเทพฯ มาให้เขาทางแชท เขาตอบกลับด้วยภาพทุ่งนา แสงแดดรุ่งเช้า รูปแมวหน้าวัด ภาพจากกล้องฟิล์มของเขา เรื่องราวบางเรื่องเริ่มบรรจบกันในโลกออนไลน์ แต่ชีวิตจริงกลับเหินห่างออกทุกวัน
ระยะทางทำให้บทสนทนาของทั้งคู่เปลี่ยนความถี่จากทุกวันเหลือสัปดาห์ละครั้ง เขาตื่นมาตอนตีหนึ่งแล้วพบว่า เธอไม่ได้อ่านข้อความล่าสุดของเขา เสียงแจ้งเตือนไม่ดังขึ้นอีก เขานั่งทบทวนในเงียบ ๆ ว่าเคยบอกกับเธอไปหรือยังว่าตัวเองรักเธอ
ค่ำคืนหนึ่ง ขณะนั่งมองพระจันทร์ลอยต่ำ ภูผาพิมพ์ “วีนัส คิดถึงนะ” แล้วลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนกดส่ง จากนั้นเงียบไปอีกหลายวัน
ฤดูฝนปีถัดมาวีนัสกลับบ้าน แต่ไม่โทรหาเขา ออกไปเจอเพื่อนเก่า กลับห้องเงียบ ๆ คืนหนึ่งภูผาเห็นเธอนั่งเหม่ออยู่หน้าวัด ก็เดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ
เธอพูดขึ้น “พี่คิดว่าเรายังเหมือนเดิมมั้ยคะ”
“ขึ้นอยู่กับว่า ‘เหมือนเดิม’ คืออะไรสำหรับหนู”
“สำหรับหนู…คือยังอยากเจอกัน พูดอะไรแปลก ๆ รำคาญกันนิด ๆ แต่ยังไม่กลัวที่จะบอกความในใจ”
ภูผาหัวเราะ “สำหรับพี่… ‘เหมือนเดิม’ คือยังหยุดคิดถึงไม่ได้”
ทั้งสองนั่งนิ่ง เสียงลมหายใจเคล้าเสียงแมลงกลางคืน ต่างฝ่ายต่างรู้ว่ากำลังจะเติบโตเป็นคนใหม่ในเส้นทางที่ต่างกัน
ก่อนกลับกรุงเทพฯ วีนัสส่งข้อความสุดท้าย “ขอบคุณที่ทำให้หนูเชื่อว่าความรู้สึกจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาเสมอไป”
ภูผาตอบกลับ “ขอบคุณที่สอนให้พี่กล้าพูด แม้จะสายไปหน่อย”
เธอหายไปจากชีวิตเขาอีกครั้ง เหลือทิ้งไว้แต่ภาพถ่ายในความทรงจำ บางภาพเลือนลาง แต่บางภาพชัดเจนเสมอ
เดือนเวลาผ่านไปในอำเภอเล็ก ๆ แห่งนั้น มีชายหนุ่มถ่ายรูปทุ่งนาอยู่คนเดียว เขายิ้มเมื่อแสงยามเช้าตกกระทบใบหน้า บางครั้งก็มีข้อความสั้น ๆ จากวีนัสส่งมาว่า “ที่นี่ฟ้ายังสวยเหมือนเคย พี่สบายดีไหม”
และคำตอบของเขาไม่เคยเปลี่ยน “สบายดี…และรอวันที่จะบังเอิญเจอกันจริง ๆ อีกครั้งในโลกความจริง”