ฤดูฝันใต้ชั้นฟ้า
เสียงหวีดของลมเคลื่อนผ่านช่องไม้เก่าในบ้านไม้สองชั้นริมหน้าผา แพรเอื้อมไปดึงผ้าม่านปิดเบาๆ ดวงตาเธอมองลงเนินเขาในแสงเย็นจาง มุมปากแตะด้วยความกังวล แต่ในดวงตาลึกนั้นฉายร่องรอยของความมุ่งมั่นที่มีไว้ปกป้องตนเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แพร จะทานข้าวมั้ยลูก” เสียงแม่เรียกด้วยโทนเสียงแผ่วบางจากห้องครัว แพรเงียบ ไม่ตอบ เธอชั่งใจระหว่างความอยากอ้อนหาอ้อมแขนของแม่กับกำแพงที่เคยก่อขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง กวาดสายตามองรอบห้องที่ถูกแต้มด้วยเงา เธอก็เดินออกมาอย่างไม่พูดอะไร
ที่โต๊ะกินข้าวมีแม่กับตาคำ นั่งรออยู่ แพรเข็นจานข้าวด้วยท่าทีเฉยชา แม่นั่งจ้อง มือหยุดแกงร้อนที่ตักค้างไว้กลางอากาศ
“ฝันร้ายอีกหรือ” ตาคำเอ่ย ไม่สบตา
แพรเม้มปาก เงียบงัน ตาคำถอนหายใจ ก่อนจะพูดขึ้น “แกรู้ไหม ว่าในหมู่บ้านนี้มีอะไรที่แกยังไม่รู้มากกว่าที่แกคิด—”
แม่รีบขัด “พ่อ! พอเถอะ แกยังเด็ก”
แพรถอนสายตาไปยังหน้าต่าง ลมเย็นกระทบผิวจนขนลุก วินาทีนั้น เธอได้ยินเสียงหวีดแหลมเกินธรรมดา ราวสิ่งใดในภูผาปลุกตื่น
คืนนั้นแพรนอนพลิกตัว เหงื่อซึมกลางหน้าผาก เธอเห็นภาพเงาดำวิ่งไล่ตามในม่านหมอก เห็นสายตาคาอิน เพื่อนสนิทที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย…
“แพร ตื่นได้แล้ว!”
เสียงภูผา เพื่อนร่วมชั้นห้องข้างบ้าน ทุบประตูดังในเช้าวันใหม่ แพรลุกด้วยใบหน้านิ่งงันซ่อนร่องรอยอดนอนที่ขอบตา
“จะไปส่งมั้ยวันนี้” ภูผาส่งเสียงเรียกจากรั้วบ้าน ตอกย้ำความห่างเหินที่มีระหว่างกันตั้งแต่คาอินหายตัว
แพรเดินออกมาด้วยสีหน้าฝืนใจ เธอลดสายตาหลีกเลี่ยงกลุ่มเพื่อนบ้านที่จับกลุ่มนินทาหน้าซุ้มไม้
“ยังฝันถึงคาอินอีกใช่มั้ย” ภูผาเอ่ยอย่างไม่สบตา กระเป๋าสะพายเก่าโยนขึ้นบ่า
แพรหยุดเดินทันที เงียบ วิ่งนิ่ง ภูผาระบายลมหายใจ เหม่อมองหมอกหนาที่คลุมยอดพฤกษ์
“เราต้องหาคาอินให้เจอ” น้ำเสียงภูผาเปี่ยมความหมาย คำพูดนั้นสะเทือนใจแพร เธอพยักหน้าช้า ๆ
เดินไปโรงเรียน วิวหมู่บ้านยอดเขาเปิดกว้าง เบื้องหน้าคือความเหงาและคำถามที่แพรพยายามกดไว้
ในห้องเรียน เสียงหัวเราะกลุ่มเพื่อนเก่าเกินใจเธอรับไหว ทุกอย่างดูห่างเหินหลังคาอินหาย มิตรภาพระหว่างแพรกับภูผาจึงเปลี่ยน ดวงตาของภูผามีแววผิดหวังลึก ๆ เวลาเธอไม่เอ่ยปาก
เย็นวันหนึ่ง ภูผายืนรอริมสระน้ำหลังโรงเรียน ใบหน้าเครียดพลางโยนก้อนหินลงน้ำจนเกิดเป็นระลอกคลื่น
“แพร เธอเคยคิดมั้ย ว่าคาอินหายไปเพราะเราทำอะไรผิด …” ภูผาพูดต่ำ ๆ โลกของทั้งสองเงียบจบในบรรยากาศว่างเปล่า
แพรรู้สึกเหมือนถูกแทงจากประโยคนั้น “เราก็แค่…ทะเลาะกัน …วันนั้นมันแย่เอง” เสียงของเธอสั่น
ภูผาค่อย ๆ หันมามองตา “แล้วถ้าเราหาเขาไม่เจอล่ะ”
แพรนิ่ง ลมหายใจสะดุด มองเงาสะท้อนในน้ำที่คล้ายฝันร้าย เงาหนึ่งของคาอินฉายวาบในใจ
คืนนั้น แพรฝันเห็นคาอินโบกมือขอความช่วยเหลือในป่ารก รอยยิ้มเศร้าเลือนหายไปในเงาลึก เธอตื่นมาพร้อมก้อนน้ำตาในหัวใจ
รุ่งเช้า เธอกล้าเอ่ยปากบอกภูผา “เราอยากไปตามหาคาอินในป่า”
ภูผาชะงัก กลายเป็นแววกลัวและลังเลปรากฏในแววตา “เธอแน่ใจเหรอ มันอาจมีอันตราย …เขาอาจไม่—”
แพรประสานสายตา “แล้วถ้าเขาต้องการเราล่ะ” เสียงสั่นน้อย ๆ และภูผาก็ตัดสินใจ
ทั้งสองเตรียมของกลางคืนก่อนออกเดิน แพรเลือกผ้าพันคอคาอินจัดให้นานมาแล้ว หยิบใส่เป้ ภูผาเขียนจดหมายสั้น ๆ ทิ้งไว้ใต้หมอนแม่
เช้าตรู่ หมอกหนายังลอยต่ำ สองคนเดินลัดเข้าป่าผ่านเส้นทางดินแดงเก่าแก่ เสียงกิ่งไม้และกลิ่นดิบของพงป่าย้ำให้รู้ว่า พวกเขาย่างเข้าสู่เขตแดนที่มองไม่เห็นในตำนาน
ระหว่างเดินลึกเข้า เสียงนกป่าเงียบงันจนผิดปกติ ภูผาพยายามกลบความกลัวด้วยเรื่องตลกเบา ๆ แพรอมยิ้มหวิว ๆ แต่ความตึงเครียดยังคงอยู่
เมื่อแสงพระอาทิตย์โผล่พ้นยอดไม้ บึงน้ำลึกแห่งหนึ่งเปิดเผยต่อหน้า น้ำในบึงนิ่งสนิทจนเหมือนบางอย่างกำลังมองลอดใต้น้ำ
ภูผาทำท่าจะเดินข้ามแต่แพรดึงไว้ “รอ— เราควรระวัง” เสียงของเธอเบาแต่มั่นคง
ทั้งสองหยุดฟัง พบเสียงฝีเท้าบางอย่างกรอบแกรบอยู่อีกฝั่ง ภูผาเม้มปากเงียบ เงามืดกลางบึงเหมือนจะเผยอะไรบางอย่าง …สิ่งนั้นกลับกลืนเข้าเงาพงหญ้า
เดินต่อไปจนถึงกระท่อมร้างกลางป่าในเวลาสาย กระท่อมนี้เป็นที่ร่ำลือของชาวบ้านเรื่องภูตเฝ้าโลง แพรลังเล มือเย็นเฉียบแต่ยังเดินนำเข้าไป ภูผามองรอบตัวอย่างระวัง
ในกระท่อม มีกล่องเหล็กเก่าใต้เตียง เมื่อเปิดออก พวกเขาพบกล่องที่ใส่จดหมายฉบับหนึ่ง เขียนด้วยลายมือของคาอิน
ภูผาอ่านออกเสียงเบา ๆ “ถ้าใครเจอจดหมายนี้ แปลว่าเรารู้แล้วว่า…คุณตาคำกับพวกผู้ใหญ่ปิดบังความลับบางอย่าง” แพรหน้าเสีย เงาของความสงสัยแผ่รอบห้อง
“นี่มัน—คาอินอยู่ที่นี่จริงเหรอ” ภูผาพึมพำ
“เราควรกลับไปรวบรวมข้อมูลจากตาคำก่อน” แพรหนักแน่น
ทั้งสองเหงื่อซึม กลับออกจากป่า ท้องฟ้าเริ่มหม่น ลมพัดแรง เสียงฟ้าร้องเบา ๆ ดังห่าง ๆ คล้ายเตือนภัยเงียบ
กลับถึงบ้าน แพรเงียบเดินเข้าหาตาคำ ยื่นจดหมายให้ ท่านชายชรานิ่งงันไปครู่ใหญ่ มือสั่นในขณะถือจดหมาย
“มันถึงเวลาพูดความจริงแล้วสินะ” ตาคำพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ
ค่ำคืนมาถึงพร้อมความหนักอึ้งแห่งความลับ แพร ภูผา และแม่รวมตัวอยู่ในห้องรับแขก แสงตะเกียงสว่างเพียงนิดสร้างเงาบนผนังบ้านไม้
“ในอดีต หมู่บ้านนี้เคยมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น มีคนพยายามทำพิธีขับไล่วิญญาณ…แต่ผิดพลาด คาอินก็เกี่ยวข้องในคืนวันนั้น” ตาคำเอ่ย อ้อมแอ้ม
“คาอินเจออะไรกันแน่” ภูผาถามเสียงสั่น
ตาคำน้ำตาไหล “เราพยายามช่วยแต่ไม่ทัน—ทุกคนกลัวความจริง”
แพรมือเย็น สัมผัสท้ายจดหมายอีกครั้ง พบร่องรอยเล็ก ๆ ของผอบผูกด้ายแดง
“เราจะหาคาอินให้เจอ ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร!” เสียงแพรแน่วแน่ ภูผามองเธอด้วยสายตาใหม่ เห็นในแววตาแพรเต็มไปด้วยความกล้าหาญและความกลัวในเวลาเดียวกัน
เย็นวันถัดมา ทั้งสองขอร้องให้แม่ช่วยเตรียมเสบียงเพื่อออกตามหาคาอินอีกครั้ง แม่ลังเลอยู่หลายวินาที
“แพร ลูกกลัวใช่มั้ย” แม่ถามเบา ๆ ขณะช่วยผูกเชือกกระเป๋า
แพรนิ่งไป หันไปสบตาแม่ หัวใจเธอสั่น “กลัว…แต่ถ้าเราไม่เผชิญหน้า คาอินจะไม่กลับมาแน่”
แม่เอื้อมมากอดลูกแน่น “อย่าลืมว่าเราเป็นลูกแม่ จะเผชิญอะไรก็ไม่ต้องลำพัง”
ภูผารออยู่นอกบ้าน ใบหน้าเครียดแต่แฝงรอยยิ้มบาง ๆ “พร้อมรึยัง”
ดวงอาทิตย์ใกล้ตก ใต้แสงรำไรของยอดเขา พวกเขาเดินเข้าป่าลึก เป้าหมายชัดเจนยิ่งขึ้น
เมื่อถึงตาน้ำศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางหมอกขาว พบรอยเท้าคนและผมหยิกของคาอินตกอยู่ แพรย่อตัวมอง หัวใจเต้นแรง ปากสั่น
“เราเจอร่องรอยเขาแล้ว” เสียงเธอสั่น
ขณะนั้น เงามืดเคลื่อนปกคลุมยอดไม้ อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว ภูผาหยิบผอบด้ายแดง ปักไว้กลางตาน้ำ เงาคนบางๆ ปรากฏขึ้น ท่ามกลางรูปร่างของคาอินที่ซีดจางกว่าปกติ
แพรน้ำตาซึม พยายามเอื้อมไปหาเพื่อน แต่คาอินส่ายหน้า น้ำเสียงเศร้า “มันไม่ใช่ความผิดของเธอ…ให้อภัยตัวเองเถอะ”
แพรสะอื้น หันไปซบไหล่ภูผา น้ำตาเธอไหลริน อ้อมแขนภูผากอดเธอแน่น
คาอินยิ้มจาง ๆ ก่อนร่างจะจางหายไปในม่านหมอก เงียบงัน
ทุกอย่างเงียบสงัด แพรได้แต่ยืนพิงร่างภูผา ช่วงเวลานั้นเธอสำนึกกับความผิดพลาดในอดีต ปลดปล่อยความรู้สึกผิดและความหวาดกลัว ปล่อยวางอดีตและให้อภัยตัวเอง
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้าน แพรมีใบหน้าเปลี่ยนไป กล้าเผชิญหน้ากับแม่และตาคำ เธอพูดกับแม่ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้น “เราขอโทษที่เคยปิดใจ”
แม่ยิ้ม น้ำตาไหลกอดแพรแน่น ตาคำเอื้อมมือมากุมมือลูกหลานไว้
ในท้ายที่สุด ท้องฟ้าบนภูเขาเปล่งแสงสว่างจาง ๆ แพรเดินกับภูผาไปริมหน้าผา มองขอบฟ้าไกล
ภูผายิ้มส่งท้ายพูด “ต่อจากนี้ เธอจะไม่ต้องเดินคนเดียวแล้วนะ”
แพรหัวเราะทั้งน้ำตา ใต้ชั้นฟ้าที่โอบกอดหมู่บ้าน อายุสิบเจ็ดวันนี้ เธอได้เติบโต รู้จักความรัก ความสูญเสีย และการให้อภัยตัวเองอย่างแท้จริง
แสงสุดท้ายของวันหลอมรวมกับรอยยิ้มใหม่บนใบหน้าของนักเดินทางผู้เคยกลัวฝัน…