เสียงก้องในเรือนพักร้าง
สายลมเย็นจากทางป่าส่งเสียงหวีดหวิวลอดหน้าต่างแตกของเรือนพักร้างหลังใหญ่ เสียงไม้ฝาแกว่งเพราะสนิมเกาะบานพับ ทุกอย่างเหมือนกำลังรอคอยบางสิ่งให้มาถึง ท่ามกลางความเงียบเตรียมกลืนกิน ลำแสงสุดท้ายของวันกำลังโรยลับพุ่มไม้หนา ริน, โอม, แก๊ป, และหลิน เพื่อนสี่คนในแก๊งนักศึกษาที่ชอบสำรวจสถานที่รกร้างและเล่าเรื่องผี กำลังตั้งกล้องตรงหน้าทางเข้าเรือนพัก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอาจริงเหรอวะ?” โอมหลบดวงตาแกว่งๆ ของหลินที่จ้องเขาแน่น หลินเหมือนจะพูดอะไรแต่กลับเงียบ พลางขยับมือกุมกระเป๋ากล้องแน่น “กลับก็ได้ ถ้าไม่ไหว” รินยิ้ม แต่เป็นยิ้มแห้งๆ เธอมองไปที่ตัวบ้าน ประตูไม้สีน้ำตาลทึบปิดสนิทแต่เหมือนมีลมหายใจบางอย่างลอดออกมาจากใน
“ทุกคน…ได้ยินเสียงมั้ย?” แก๊ปกระซิบ เหมือนเสียงฝีเท้าเบาๆ จากด้านในบ้าน “อย่าโม้ดิ” โอมฝืนหัวเราะ แต่เครื่องบันทึกเสียงที่รินถือไว้ติดไฟสีแดงแวบน้อยๆ
ทั้งสี่คนผลักประตูเข้าไป กลิ่นไม้ผุผสมกลิ่นอับชื้น แสงเย็นย้อยลอดหน้าต่างแคบ ภายใน, เฟอร์นิเจอร์เก่าแสดงรอยขีดข่วนและรอยมือเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่น รินหมุนกล้องส่องสำรวจ “รู้ป่าว ที่นี่เคยมีเด็กหายไป…” หลินพูดเสียงแผ่ว ใบหน้าใต้แสงไฟฉายดูซีดกว่าปกติ
โอมรีบหันขวับออกไปนอกหน้าต่าง แต่แล้ว “ดึกแล้วแหละ กลับกัน-” ยังไม่ทันจบประโยค จู่ๆ ประตูหน้าก็ปิดเองเสียงดังสนั่น แนวลมเย็นจัดพัดวูบ พวกเขาต่างเงียบชะงัก กลืนน้ำลายแทบไม่ลง
“เห็นมั้ย มันแค่ลมน่ะ…” แก๊ปกัดริมฝีปาก พยักหน้าส่งสัญญาณให้โอมเดินตามขึ้นชั้นบน โทรศัพท์ของรินสั่นเบาๆ ข้อความจากเบอร์แปลก : ‘อย่าลืมชั้นล่างสุด’ รินขมวดคิ้วแต่ไม่บอกใคร
เสียงพื้นไม้ลั่นเมื่อขาขึ้นบันได เงาของแต่ละคนเหยียบย่างไปตามแสงไฟฉาย เสียงแปลกในบ้าน…เหมือนเด็กหัวเราะเบาๆ แว่วมาไกลๆ โอมหยุดฟัง แต่จับต้นสายเสียงไม่ได้
ชั้นสองเป็นห้องโล่งยาว ฝุ่นจับเป็นกลุ่มก้อน ด้านหนึ่งมีกระจกแตกร้าวและเก้าอี้โยกอยู่กลางห้อง “หลิน ถ่ายคลิปไว้ เราต้องมี Footage ดีๆ แน่คืนนี้” โอมแขวนความหวาดไว้กับความตื่นเต้น หลินเหมือนแค่นยิ้ม เธอมองกล้องแล้วหันหนีไปทางหน้าต่าง
จู่ๆ แสงไฟฉายของแก๊ปกระพริบ ชั่วขณะที่ไฟดับลง ทุกคนเห็นเงาตะคุ่มตัดผ่านประตูหลัง “ใครอยู่ตรงนั้น!” รินตะโกน แต่เสียงตัวเองกลับสั่นกว่าเดิม กลิ่นคาวบางอย่างลอยคลุ้งมา ไม่มีใครกล้าขยับเท้าตาม
“เราควรจะลงไปข้างล่าง เช็กประตู” แก๊ปพูด ท่าทางลังเล รินเดินนำช้าๆ แต่สะดุ้งเมื่อเงาตรงระเบียงค่อยๆ สูงขึ้นตามแสงจันทร์ พลันเสียงเด็กหัวเราะแว่วมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดขึ้น ทุกคนหยุดฟัง มันดังขึ้น…ใกล้ขึ้น
“ได้ยินใช่มั้ย…” หลินกระซิบ น้ำเสียงหวาดผวา เธอหลบตาทุกคน โอมหันหาวิทยุสื่อสารในกระเป๋าแต่เจอแค่เสียงซ่าๆ ดังลั่น
ขณะเดินลงบันไดแล้วแสงไฟส่องตรงรอยแตกพื้นไม้ กลุ่มเห็นภาษาแปลกๆ ขีดข่วนบนไม้ “อะไรเนี่ย” แก๊ปก้มลงอ่านไม่ได้ความ รินหยิบกล้องไปส่องใกล้ๆ ขณะนั้นเสียงเคาะจากใต้บ้านดังตึง!
บรรยากาศกลืนกินจนรินตัวเย็นเยียบ หลินกระซิบ “เมื่อสิบปีที่แล้ว…มีเด็กหายไปที่นี่” โอมขมวดคิ้ว “คนในหมู่บ้านเคยมาเจออะไรไหม?” “ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้บ้านนี้หลังพระอาทิตย์ตก” แก๊ปอดไม่ได้แทรก มันมีความลังเลแฝงในน้ำเสียง
จู่ๆ โทรศัพท์ของรินดังขึ้นเอง สายจากเบอร์เดิม ไม่มีเสียงตอบรับ มีแต่เสียงลมหายใจแผ่วเบา เสียงฝีเท้าลึกลับเริ่มวนเวียนไปมาในบ้าน เหงื่อของรินไหลซึมที่ขมับ
“เราต้องกลับไหม?” หลินพูด แต่เสียงประสานในความเงียบมีอะไรบางอย่างฝืดฝาดโก่งคอร้องอยู่ในมุมมืด แสงจากโทรศัพท์ของรินจับเงาภาพเด็กตัวเล็กวูบหนึ่งที่กำแพง ทุกคนก้าวถอยกรูดพร้อมกัน
โอมหอบหายใจแรงและเงียบ มีแต่เสียงเครื่องบันทึกที่จู่ๆ เล่นซ้ำเสียงเดิม: “ออกไป…แต่ก่อนนั้น…” เสียงคล้ายเด็กแต่เต็มไปด้วยแววเงา
แก๊ปวิ่งไปตรงหน้าต่าง หวังเปิดทางหนีแต่หน้าต่างล็อกแน่นผิดปกติ กลอนสนิมเต็มโครงเหล็ก “ไม่ใช่แค่เราอยู่ที่นี่” รินพูด นิ่งสงัดจนเสียงเครื่องบันทึกยังดังก้องในความมืด
ช่วงเวลานั้น พวกเขาเริ่มไม่ไว้ใจกันเอง หลินเมินไม่สบตาทุกคน “พูดมาเถอะ ว่าเราแต่ละคนมากันทำไม?” โอมหยุดหายใจชั่วครู่ เหลือบมองหลินกับริน “ฉัน…ฉันต้องรู้อะไรบางอย่าง” หลินตอบปัด แก๊ปยืนนิ่ง ใจสั่น
รินเดินแยกไปห้องน้ำหลังบ้าน พบประตูห้องน้ำล็อกแต่มีเสียงเด็กกระซิบ อาบน้ำ…อาบน้ำ… รินลังเลแต่มือกลับดันบานประตู เสียงหยดน้ำดังแต่ไม่มีน้ำไหล เพดานขึ้นราเป็นรูปมือเด็กตัวเล็กๆ
ขณะนั้น โอมหยิบของบางอย่างในกระเป๋าส่งให้แก๊ป เป็นรูปถ่ายเก่า “ภาพนี้…มันคือเด็กที่บ้านนี้ใช่มั้ย?” โอมถามเบาๆ “ฉันเคยได้ยิน…ว่าเค้ามองเห็นเราถ่ายคลิปที่ไหนก็จะตามไป” แก๊ปกลืนน้ำลาย เหงื่อผุดพรายตามคอ
เสียงฝีเท้าตามบันได ใครบางคนเดินวนรอบๆ โถงกลาง เหมือนจะวนไม่จากไปทั้งคืน รินเดินออกมากระซิบทุกคนเงียบๆ “มีบางอย่างในบ้านไม่ต้องการให้เราออกไป” แก๊ปกลั้นหายใจ พยายามไม่สบตาวงกระจกแตกในโถงกลาง
เสียงเรียกแผ่วจากชั้นล่างสุด ใครบางคนกระซิบ ‘กลับบ้าน’ ราวลากเสียงยาวจนเศร้า ทุกคนเริ่มรู้สึกถึงกระแสความหนาวที่แพร่ไปในกระดูก
โอมเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว “เด็กที่นี่…ไม่มีใครได้เจอศพใช่ไหม?” หลินเสริม “เขาหายไป…เพราะอะไรบางอย่างในบ้านนี้ซ่อนเอาไว้” รินมองไปที่กำแพง…รอยมือเด็กดำโผล่ขึ้นใหม่ทีละรอย, ดวงตาเล็กจ้องทุกคนอย่างโหยหา
ในเงาของโถง มีแสงเรืองรองใต้ประตูห้องใต้ดิน พวกเขามองหน้ากัน, ทั้งขวัญหนีและลังเล โอมตัดสินใจเปิดประตูเสียงฝืดและกลิ่นอับคลุ้งขึ้นยิ่งกว่าเดิม ข้างล่างมืดสนิท เหลือแค่เสียงลมหายใจของแต่ละคนในความมืด
ทางเดินสั้นๆ กว้างได้แค่คนเดียว ห้องใต้ดินเต็มไปด้วยกล่องไม้เก่า รอยมือเด็กน้อยพาดบนฝาผนัง หลินสบตาริน แก๊ปส่องไฟฉายเจอสมุดภาพขาดแหว่ง ภาพเด็กผู้ชายขีดเขียนหน้าตัวเองทับด้วยหมึกดำ เสียงหัวเราะของเด็กแทรกเข้าระหว่างเสียงไฟฉายช็อตๆ
โอมหันไปมองหลัง เห็นเงาดำพาดผ่านรอบกล่องไม้ ทุกคนหนีออกมาไม่ได้ ประตูข้างบนปิดผนึก เสียงโทรศัพท์รินดังอีกครั้ง คราวนี้ข้อความขึ้นว่า ‘คืนของฉัน…คืนมาของฉัน’
ละอองฝุ่นหมุนวนตามเงาในห้องใต้ดิน ทุกคนกระซิบชื่อกันเองด้วยเสียงหวาด “ที่นี่…เคยเป็นบ้านเด็กกำพร้าเก่ามาก่อน” หลินพูดเบาๆ “ห้ะ…แก๊ป นายรู้เรื่องนี้มาก่อนใช่ไหม?” รินหันไปจ้อง แก๊ปเงียบ
“ที่นี่เขาว่าพ่อบ้านเป็นคนบ้า…” โอมพูด ฝืนเสียงให้หนักแน่น แสงไฟในห้องใต้ดินกระพริบอีกครั้ง ในความมืด ใครบางคนยืนอยู่ข้างหลังริน ใบหน้าเด็กขาวซีดในกระจกโบราณดูเหมือนไม่เคยจากไป
รอยขีดเขียนใหม่โผล่บนผนัง เขียนเป็นชื่อของทั้งสี่คน ทันที แสงไฟดับสนิท เสียงหัวเราะของเด็กชายดังลามไปทั่วบ้าน ทั้งสี่คนต่างพยายามเรียกหากันในความมืดแต่เจอแค่เงาของตัวเองสะท้อนกลับ
แก๊ปสารภาพเสียงสั่น “ฉันโกหก…ฉันเคยมาเมื่อสิบปีก่อน ฉันไม่ช่วยเด็กที่ร้องขอในบ้านหลังนี้” หลินมองด้วยสายตาช็อก รินน้ำตาคลอ โอมเงียบ
เสียงกระซิบใกล้เข้ามา คำสาปของบ้าน…คือการสะสมบาปของคนที่เคยผ่านเข้ามาและไม่เคยช่วยเหลือ เสียงเด็กถามเบาๆ ว่า “ช่วยฉันหน่อย…” รินพยายามล้วงสมุดภาพออกมาเห็นภาพสุดท้าย เป็นเด็กทุกคนที่เข้ามาในบ้านนี้ – หน้าตาถูกขีดฆ่า เพียงเด็กชายคนเดิมที่ยังคงยิ้มอยู่ในภาพ
เสียงประตูเปิด แสงสว่างวาบ ทุกคนหนีขึ้นข้างบน แต่บ้านเหมือนบิดตัวไปมา ทางออกทั้งหมดปิดแน่น มีเพียงเสียงสะท้อน บางสิ่งคืบคลานใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
หลินดูเหมือนคลุ้มคลั่ง เธอร้องไห้สารภาพว่าเด็กชายในบ้านคือเพื่อนสมัยเรียนของเธอที่ถูกทิ้งไว้ที่นี่ เธอเป็นต้นเหตุที่ไม่บอกใคร รินกอดหลินไว้แน่น, โอมล้มลงเคาะกับพื้นบ้านหวังปลุกความจริง แต่เสียงเด็กไม่หยุด รอยมือดำกระจายบนผนังทุกซอกทุกมุม
แก๊ปหยิบกล้องวิดีโอมาส่อง ภาพที่บันทึกไว้ไม่ได้มีแค่คนในกลุ่ม แต่มีเด็กชายเดินตามหลังอยู่ตลอด คลิปวนซ้ำ เสียงร้องขอความช่วยเหลือขาดเป็นห้วงๆ
เสียงจังหวะถี่ของเท้าสี่คู่วิ่งวนในบ้านที่กลายเป็นเขาวงกต เสียงกระซิบของเด็กชายก้องมากขึ้น ‘ช่วยด้วย ช่วยด้วย’ รินเริ่มหมดแรง โอมหัวใจเต้นดังจนได้ยินชัดในความเงียบ
กลุ่มหยุดตรงโถงกลาง ทั้งหมดเงียบ พลันไฟในบ้านเปิดหวีดอีกครั้ง ทุกคนยืนในแสงจ้าผิดปกติ เด็กชายยืนอยู่กลางโถง ซากภาพเด็กวัยเดียวกันไหลเป็นเงาดำรอบตัวเขา ไม่มีใครกล้าขยับ
เสียงเด็กชายบรรจงพูดทีละคำ “ใครอยากรอด…ช่วยฉันก่อน” เงาของเขาทาบทับริน หลินกรีดร้อง รินตัดสินใจวิ่งเข้าไปโอบเด็กชาย แม้กลัวจนมือสั่น
ภาพทุกอย่างในบ้านหยุดนิ่ง เสียงหัวเราะหยุดลง เงาดำค่อยๆ เกลี่ยเป็นฝุ่นจาง รอยมือเด็กบนผนังละลายไปพร้อมเสียงร้องไห้ รินมองลงที่อ้อมแขน เหลือแต่ควันเย็นๆ
ประตูบ้านเปิดออกเอง, แสงเช้าส่องเข้ามา ทุกคนโซเซออกจากบ้าน เหลือบมองกลับไป ชายคนนั้นยังยืนอยู่ในบ้าน รอยยิ้มเศร้ารับดวงตาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
“เราไม่ได้ช่วยใครเลยหรือเปล่า…” รินพึมพำ หลินร้องไห้ น้ำตาไหลทับความเงียบ ทุกคนเดินออกจากบ้านแต่รู้ว่าคำสาปจะไม่จางหาย ทั้งเสียงกระซิบยังคงก้องอยู่หลังบ้านร้างหลังนั้น…
เมื่อกล้องถูกเปิดดูอีกครั้งในหอพัก กลับเห็นเด็กชายยืนข้างหลังในคลิปสุดท้าย พร้อมเสียงกระซิบเอื่อยเฉื่อย “คืนของฉัน…คืนมาของฉัน…” ตลอดไป