ปลายทางของเสียงเงียบ
แสงแดดยามเช้าแทรกผ่านม่านหน้าต่างห้องสมุดกลาง ฝ้ายเดินเข้ามาด้วยท่าทีเรียบร้อย เสื้อมหาวิทยาลัยพับอย่างประณีต แม้จะเป็นเช้าวันจันทร์ที่คึกคัก แต่เธอกลับมองหามุมลับที่ไร้ผู้คน ดวงตาเงียบเหงาซ่อนอะไรไว้ใต้แว่นตาใส ถึงจะอายุยี่สิบ หน้าตาสะสวยแต่อ่อนต่อโลก โครงหน้าเรียบง่าย และรอยยิ้มที่ไม่ได้ส่งให้ใครมานานแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงกดคีย์เปียเนตโทรศัพท์ดังสั้นๆ อยู่ห่างออกไป ซัน หนุ่มมาดเซอร์ผมยุ่งเสื้อยืดยับ สะพายกีตาร์เก่าไว้ข้างหลัง ทรงผมที่เหมือนไม่เคยเข้ากับเสื้อผ้า คำพูดวนเวียนอยู่กับบทเพลงที่ไม่มีใครฟัง “สายเกินไปไหม ถ้าจะเริ่มใหม่?” เขาหันมองไปที่มุมของฝ้าย ราวกับตั้งใจจะหาใครสักคนมาฟังเสียงของเขา
ฝ้ายก้มหน้าตั้งใจอ่านชีท วิชาปรัชญา เสียงกีตาร์จากลำโพงมือถือดังขึ้นเงียบๆ อยู่ใกล้เธอมากขึ้นเรื่อยๆ หญิงสาวเหลือบตาขึ้น เห็นซันนั่งลงโต๊ะเดียวกันแบบไม่ขออนุญาต เขายักคิ้วแล้วยิ้มบาง
“ขอโทษครับ ขอรบกวนซักครู่ คุณชื่ออะไรนะ”
ฝ้ายชะงัก ไม่ตอบทันที ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำ ริมฝีปากขยับเล็กน้อยก่อนหยุด
“ฝ้าย…” เธอพูดเสียงเบาราวกระซิบ
“ดีใจที่รู้จักนะ ฝ้าย ผมชื่อซัน” เขายิ้มกว้างขึ้น “ที่นั่งเต็มแล้ว เลยขอมาซ้อนนิดนึง” มือจับคอกีตาร์พลางเขย่าขาใต้โต๊ะเบา ๆ
ฝ้ายหันไปสนใจชีทต่อ ความจริง เธอสังเกตผู้ชายคนนี้มาก่อน หลายครั้งที่เห็นเขาเล่นดนตรีคนเดียวหลังตึกศิลปกรรม เสียงเพลงเขาเศร้ากว่าคนอื่น ๆ แต่มันไม่ใช่เรื่องของเธอ เธอหลีกเลี่ยงสายตา
“อ่านอะไรอยู่เหรอ” ซันถามพลางเหลือบชีทนิ้วโป้ง ขยี้ผมอย่างเก้อเขิน
“…ปรัชญา” ฝ้ายตอบสั้น ๆ พยายามกั้นตัวเองออกด้วยท่าทีเย็นชา
“หนักไปไหม โอเคไหม เดี๋ยวจะช่วยอ่าน” เขาหัวเราะขำตัวเอง ฝ้ายกลอกตา …ใครขอให้ช่วยกัน
ช่วงสาย บนลานหญ้าใต้ต้นปีบ กลุ่มเพื่อนฝ้ายกำลังวิ่งตามหาว่าวในกิจกรรมชมรม ฝ้ายอยู่ห่าง ๆ ถ่ายวิดีโอรอยยิ้มคนอื่น แต่ไม่ออกกล้องเอง ซันเดินผ่าน เผลอมองตามเธอนานเกินควรก่อนยิ้มให้ รอยยิ้มผ่านแว่นตา ไม่มีคำพูด
บ่ายวันเดียวกัน ฝ้ายเดินไปนั่งข้างน้ำพุ ริมคณะ อากาศร้อน กำลังจะหนีคนไปฟังเพลงคนเดียวผ่านหูฟัง ทันใดนั้นเสียงกีตาร์เพลงเดียวกันจากมือถือซันดังใกล้ตัวขึ้นอีก
“เพลงนี้แต่งเอง…” ซันกล่าวเบา ๆ เหมือนจะเล่าให้ใครก็ได้ฟัง “แต่งตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ยังไม่จบเลย”
ฝ้ายหันมองเล็กน้อย ถอดหูฟังข้างหนึ่ง “…เพราะดี” เธอพูดแค่นั้นแล้วก็เงียบ
“จะฟังจนจบไหม”
“…ถ้ามีท่อนจบเมื่อไหร่ คงได้ฟัง” ฝ้ายพูดติดตลกนิด ๆ
ซันอมยิ้ม วางกีตาร์ลงข้างตัว “บางเพลงจบยากกว่าที่คิดนะ”
เย็นวันศุกร์ หลังเรียน ฝ้ายเจอซันนั่งแต่งเพลงอยู่ริมระเบียงตึกศิลปะ กระดาษโน้ตเต็มพื้น ฝ้ายลังเลแต่ก็เดินไปนั่งใกล้ ๆ เพียงหยิบหนังสืออ่านเงียบ ๆ เงามืดของเย็นวันทอดลงบนทั้งคู่
“คิดว่ากลับบ้านเลยดีไหม หรือจะอ่านหนังสืออีก?” ซันเอ่ยถาม ฝ้ายลังเล ไม่เงยหน้าขึ้น
“ยังไม่อยากกลับ” เสียงเธอเหมือนถือโอกาสนี้เป็นที่หลบซ่อนจากบ้าน
“เหมือนกัน…” ซันหัวเราะแผ่ว “เวลานี้แม่ผมโทรตามตลอด รำคาญแต่ก็กลัวเขาเป็นห่วง”
ทั้งคู่เงียบ ฝ้ายเปลี่ยนหัวข้อ “เพลงที่แต่งไว้ ทำไมไม่จบสักที”
“คงเพราะไม่รู้จะจบยังไง เหมือนชีวิตช่วงนี้ของผม” เขากระซิบเสียงต่ำ ดวงตาชะโงกดูฝ้ายแว่บเดียว
คืนวันเสาร์ ห้องพักเล็ก ๆ ของฝ้าย สะอาด เรียบร้อย แต่โทรศัพท์วางนิ่ง ไม่มีสายจากใคร ฝ้ายเปิดคอมพ์อ่านข้อความค้างเก่า ๆ จากครอบครัว หนึ่งในนั้นคือข้อความว่า “กลับบ้านมากินข้าวบ้างนะลูก” เธอกดข้าม ทอดสายตามองออกหน้าต่างอย่างหม่นหมอง
เช้าวันอาทิตย์ ฝ้ายซ้อนทับอยู่ริมถนนคณะกับซันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ขณะรถติดไฟแดง มือซันถือกระดาษเพลง ขวัญใจคีบอร์ดที่กอดไว้ไม่ห่าง หญิงสาวหันไป “สอบใกล้จะถึงแล้วนะ”
ซันถอนหายใจ “สงสัยต้องทิ้งดนตรีไว้สักพัก… ปิดเทอมที่บ้านคงไม่ให้เล่นเลย”
“กลัวไหมที่ต้องหยุดสิ่งที่ชอบ” ฝ้ายถามเบาๆ
ซันนิ่ง ริมฝีปากขยับเกือบตอบ ก่อนเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจื่อน ๆ “กลัว…แต่เจอบ่อยจนชิน”
คำพูดตรงนั้น ทำให้ฝ้ายจ้องหยุดอยู่กับสายตาของซัน ทำไมเขาดูไร้เดียงสาแต่ก็เข้มแข็งในเวลาเดียวกัน
สัปดาห์ต่อมา ห้องประชุมชมรมศิลปะมีโครงการแสดงนิทรรศการภาพถ่าย ฝ้ายอาสาถ่ายเบื้องหลัง แต่ไม่กล้าส่งรูปตัวเองเข้าร่วม ซันเข้ามาดูภาพเงียบ ๆ ก่อนเอ่ยเบาๆ “รูปนี้…เหมือนเธอมองผ่านกระจกสองบาน”
“มันสะท้อนหลายอย่างเกินไป” ฝ้ายตอบ ลมหายใจสะดุด
“บางอย่าง ถ้าเลือกจะซ่อนไว้ตลอด คงไม่มีใครรู้ความจริง” ซันยิ้มจาง “แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจเราจริง ๆ เหมือนกันนะ”
ฝ้ายเม้มปาก ฝืนยิ้ม
บรรยากาศคลายลง จนกระทั่งมีเรื่องวุ่นวายในชมรม ลูกพี่ประธานตำหนิผลงานที่ไม่ถูกใจ กลุ่มเพื่อนฝ้ายกัดเซาะกันเอง ฝ้ายพยายามไกล่เกลี่ย แต่เสียงตะโกนดังขึ้น ซันยืนข้าง ๆ พูดนุ่ม “ปล่อยมัน… ไม่ใช่ความผิดเธอ”
“หนีมันไม่ได้ตลอด” ฝ้ายกัดฟัน
“อย่างน้อย…วันนี้ผมยังอยู่”
ค่ำนั้น ฝ้ายเดินเลียบถนนคนเดียวหลังปะทะกับหัวหน้าชมรม น้ำตาคลอเบ้า หยุดที่ร้านสะดวกซื้อ ซันเดินตามมา หยิบโค้กเย็นยื่นให้
ไม่มีคำพูดสักคำ ฝ้ายรับไว้ นั่งที่ขอบฟุตบาทด้วยกัน เสียงจราจรวนเวียน ซันถามเบาๆ “เหนื่อยไหม”
เธอพยักหน้า น้ำตาไหลพราก รีบเช็ด ปากสั่น
“บางความรู้สึก…เราไม่ต้องพูดมันออกมาก็ได้” ซันกระซิบ มือซ้ายยื่นไปวางบนหลังมือเธอช้าๆ ก่อนชักกลับเมื่อเห็นเธอเกร็ง
หลังจากนั้นทั้งคู่ห่างกันไป ฝ้ายหมกตัวอยู่แต่ในห้อง ซันไม่มาตาม ฝ้ายเพิ่งรู้ว่าเขาต้องไปฝึกงานที่ต่างจังหวัดสองสัปดาห์ ไม่ได้บอกลาสักคำ เธออ่านแชตที่ไม่มีการตอบ
ช่วงที่ทั้งสองห่างกัน ฝ้ายเริ่มเข้าใจถึงความว่างเปล่าที่ซันเคยพูด เขียนข้อความหลายฉบับ แต่ไม่เคยกล้าส่ง ทุกการลองพิมพ์จบด้วยคำว่า “ขอโทษ…”
ระหว่างนั้น ซันฝึกงานกับวงดนตรีท้องถิ่น ถูกดูถูกจากหัวหน้า คำวิจารณ์แรง “คนอย่างแกไม่มีวันแต่งเพลงดีได้” ซันซ่อนความรู้สึก โยนสมุดโน้ตทิ้ง ขึ้นรถเมล์กลับที่พัก ฟังเพลงเก่า ๆ ของตัวเองจนหลับไป
ค่ำคืนก่อนวันกลับ ซันเปิดมือถือ พบภาพถ่ายฝ้ายที่ฝ้ายเคยแอบถ่ายให้ กล้องจับรอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็น เขาหารูปอีกครั้งแต่ไม่ได้รับคำตอบใดจากอีกฝ่าย ซันเห็นแต่ความเงียบ
วันเปิดเทอม ฝ้ายเจอซันอีกครั้งในตึกศิลปะ เขาไม่สบตา “สวัสดี… กลับมาแล้วเหรอ” เธอพูดเสียงแผ่ว ซันเก็บของเงียบๆ
“คิดถึงเสียงเธอ…” ซันเอ่ยสั้นๆ
ฝ้ายเงียบไป หัวใจเต้นแรงแต่ไม่ตอบ โอกาสหลุดลอย
ช่วงสัปดาห์ต่อมา ฝ้ายกลายเป็นคนเงียบมากกว่าเดิม เข้าร่วมกิจกรรมแต่ไม่พูดกับใคร ซันพยายามเข้าหาแต่เหมือนไม่สำเร็จ ต่างฝ่ายต่างมีความเงียบเป็นกำแพง
งานประกวดเพลงของมหาวิทยาลัยใกล้เข้ามา ซันแต่งเพลงไม่ลง เนื้อหาท่อนจบยังว่างเปล่า เขานึกถึงใบหน้าฝ้ายนั่งข้างเขาใต้ต้นปีบวันนั้น
กลางคืน ฝ้ายเดินเล่นริมคลองเล็กๆ เธอหยุดที่สะพาน ซันตามมาเงียบๆ นั่งข้างๆ
“ขอโทษ…ที่หายไปโดยไม่บอก” ซันพูดขึ้นก่อน
ฝ้ายเหลือบตามอง มือสั่น
“ฉันเอง…ก็ขอโทษที่ไม่เคยบอกความรู้สึกจริงๆ ออกไป” เธอเหมือนจะกลั้นน้ำตาไว้
ซันยิ้มเศร้า “ทุกครั้งที่พยายามจบเพลงนี้ ผมนึกถึงเธอ แต่มันเต็มไปด้วยคำที่ไม่กล้าพูดออกมา”
ฝ้ายพูดเบา ๆ “บางที ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ต้องมีคำจบ”
ซันนิ่ง มองผืนน้ำ เงาสะท้อนระหว่างพวกเขา
วันงานประกวด ซันขึ้นเวที กีตาร์ในมือสั่น เขาเปิดเพลงที่ยังไม่มีคำจบ มองไปหาฝ้ายในฝูงชนเหมือนขออนุญาต
ก่อนขึ้นเสียงสุดท้าย เขาหยุดกะทันหัน มองบนเวที ความเงียบกดดันทุกคน
ในห้องเงียบสนิท ฝ้ายลุกขึ้นเดินออกจากฝูงชน เดินขึ้นเวทีข้างซัน นั่งลงข้างๆ ซันส่งสายตาถาม เหมือนขอความกล้าครั้งสุดท้าย
เธอจับไมค์พูดเสียงสั่น “ถ้ามันไม่มีจบ ก็ขอให้เป็นจุดเริ่มต้น”
เสียงปรบมือดังขึ้น ซันเล่นกีตาร์ต่อ รอยยิ้มใหม่ของเขาชัดเจน
ทั้งสองหันมองกัน แววตาเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความหวัง ฝ้ายเอื้อมมือวางทาบลงบนแขนซัน ไม่ต้องพูดอะไรต่อ เนื้อเพลงที่ไม่สมบูรณ์ถูกปล่อยไปในอากาศ พร้อมใจที่พวกเขากล้าจะฟังกันและกันในที่สุด
หลังเวที ซันถอนหายใจแรง “ขอบคุณที่กล้าขึ้นมา”
ฝ้ายพยักหน้า น้ำตาซึมแต่ยิ้มเศร้า “ถ้าไม่รีบขึ้น ฉันคงเสียใจไปอีกนาน”
“เพลงนี้…” ซันลังเล “จะยังต่อไปเรื่อยๆ ได้ไหม”
เธอหัวเราะเบา “ถ้าเธอไม่หยุดเล่น ฉันจะไม่หยุดฟัง”
บทเพลงของเสียงเงียบจบลงด้วยความกล้าหาญใหม่ในหัวใจสองดวง ที่เลือกจะยอมรับอดีต ยอมรับข้อผิดพลาด และไม่กลัวจะเริ่มต้นอะไรด้วยกันอีกครั้ง