แสงนิรันดร์แห่งหอสมุดใต้ดิน
เสียงกริ่งของสถานีแจ้งเตือนเวลาสี่ทุ่มดังสะท้อนทั่วอุโมงค์ใต้ดิน เภตราเปลี่ยนหนังสือเล่มเก่าหนาเตอะอยู่บนตัก ในห้องสมุดใต้ดินของเมืองโกลาหล—เมืองที่ผู้คนดำรงชีวิตท่ามกลางเงามืด เพราะมีเพียงแสงเทียนหรือโคมไฟขนาดเล็กที่ประหยัดพลังงานเท่านั้น ก่อนฟ้าจะมืดสนิทและทั้งเมืองเงียบชาต่ออีกสิบชั่วโมงข้างหน้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เภตรา…เธอจะกลับบ้านเลยไหม” เสียงของกะทิ หนุ่มน้อยเจ้าหน้าที่ห้องสมุดผู้มักทำอะไรงุ่มง่ามดังขึ้น เขาถือกล่องสุ่มหนังสือที่จะคืนเข้าชั้น มือสั่นเล็กน้อย “ฉันได้ยินมาว่าคืนนี้มีเสียงแปลก ๆ มาจากแถวชั้นหนังสือด้านในสุด”
เภตรานิ่งงัน ดวงตาโตมองไล่ตามแสงเงาที่ไหววูบ เธอยิ้มบางอย่างประหม่า “ถ้ามีจริง เราก็มีไฟฉายตั้งสองกระบอก อย่างมากก็เจอหนังสือปีศาจน่ะสิ” เสียงหัวเราะแผ่ว แต่น้ำเสียงฟังกลัวปิดไม่มิด
ขณะทั้งสองเตะเอื้อมเข้าไปในโซนห้ามเข้า ประตูลับทำด้วยไม้เก่ามีผงฝุ่นหนาปกคลุม เมฆิณ เพื่อนเก่าสมัยเด็กของเภตราโผล่มาพอดี สวมเสื้อโค้ทยาวเกินตัวและรอยแผลเป็นเก่าบนคิ้วซ้าย “อย่านะ เภตรา อย่าเดินเข้าไป ถึงใครจะพูดยังไง แกก็กลัวความมืด…” น้ำเสียงเรียบแต่ดวงตาสั่นไหว
เภตราหยุด เธอเกือบปล่อยไฟฉายหล่น ก่อนถอนใจลึก “จะกลัวไปจนแก่เหรอเมฆิณ? ฉันอยากรู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ หรือฉันจะปล่อยให้ความกลัวปกครองชีวิตแบบนี้ไปตลอด”
ประตูส่งเสียงดังเอี๊ยดขณะสามคนค่อย ๆ ย่างไปข้างใน เวลากระชั้นเข้าทุกขณะ เพราะข่าวเมืองลือว่ามี “แสงนิรันดร์” ถูกซ่อนในห้องสมุดลึกใต้พื้นดิน ใครครอบครองจะไม่มีวันหวาดกลัวความมืดอีก
เดินผ่านชั้นที่เงียบงันจนใจหาย เสียงหายใจและเท้าเหยียบพื้นดังสะท้อนไปทั่ว เภตรายังคงจะเดินนำหน้า เมฆิณผลักเข้ามาขวางเป็นพัก ๆ กะทิถือไฟฉายมือเหมือนเตรียมเผ่นได้ตลอดเวลา
“ใครบอกว่าความมืดต้องน่ากลัว?” กะทิเอ่ยแผ่ว “บางที ความจริง…เงียบ ๆ มันอบอุ่นกว่าการอยู่กับคนที่ไม่ได้รักเราด้วยซ้ำ” เมฆิณมองกะทิแล้วหันหน้าหนี ราวกับมีอดีตขมขื่นในใจ
เสียงกระซิบลึกลับข้างหลังชั้นหนังสือทำให้ทั้งสามหยุดกึก ไฟฉายส่องผ่านฝุ่นล่องลอยไปเจอประตูซ่อนที่คล้ายช่องลับในนิทาน เภตราเข้าไปเปิดมัน เสียงเหมือนลมหายใจเก่าแก่เป่าออกมา
ในห้องลับ แสงแปลกตาสาดพราวออกมาจากกลางวงกลมบนพื้น ผนังเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนคล้ายบันทึก เศร้าและคลุ้มคลั่ง “พวกเราไม่ควร…” เมฆิณกำลังจะถอย แต่เภตราขยับเข้าไปหยุด เขาวางมือลงบนบ่าของเมฆิณ “ฉันไม่ถอยจนกว่าจะรู้ความจริง—มันเกี่ยวข้องกับคนที่หายไปเมื่อสิบปีก่อนใช่ไหม?”
เสียงหัวเราะแผ่วดังลอดจากเงาในห้อง “เด็กซน กล้าขนาดเข้ามางั้นเหรอ?” ร่างเล็กหัวหงอกโผล่ออกมาจากมุมห้อง เขาคือ ลุงเหลียน ผู้เฝ้าหอสมุดซึ่งว่ากันว่าหายตัวไปตามหาดวงไฟนิรันดร์เมื่อสิบปีที่แล้ว
“ลุง…ลุงเหลียนจริง ๆ เหรอ?” กะทิสั่น รอยแผลเก่าของลุงเหลียนปริขึ้นเมื่อยิ้ม “แสงนิรันดร์มันไม่มีจริงหรอกเด็ก ๆ มีแต่แสงจากในใจ กลัวแต่เจ้าตัวเองก็เท่านั้น”
เภตราสูดลมหายใจลึก ความกลัวความมืดเก่า ๆ กำลังโจมตีจิตใจ สองมือกำไฟฉายแน่นแต่น้ำเสียงมั่นคง “ทุกคนหายไปเพราะกลัว หรือเพราะแสงลวงให้เดินต่อไม่ถูก?”
ห้องเต็มไปด้วยแสงนวลที่เริ่มค่อย ๆ เปลี่ยนสี เงาทั้งหลายบนกำแพงขยายใหญ่โต แม้แต่เสียงหัวใจของแต่ละคนยังดังแข่งกับความเงียบ เภตราสบตากับเมฆิณและกะทิ แตกต่างจากแต่ก่อน ที่ทุกคนมัวแต่เดินหนีปัญหา
ลุงเหลียนส่ายหน้า “ข้าหลงอยู่ในห้องนี้ตั้งนาน…ทุกคนที่กลัวความมืดยิ่งเดินลึก ก็ยิ่งพบแต่เงาของตัวเอง ไม่มีแสงไหนปลอบใจเราได้นอกจากใจตัวเอง”
เมฆิณก้มหน้า เสียงสั่น “ผมหายพ่อไปก็เพราะอยู่ในนี้…ผมโทษใจตัวเองตลอด ไม่กล้าออกไป…แต่เมื่อเห็นเพื่อนกล้าเดินต่อ ผมก็อยากเชื่อเหมือนกัน — ว่าความกลัวมันจะจบถ้าเราเผชิญกับมัน”
แสงประหลาดริบหรี่ลง มืดมิดล้อมรอบแต่พลังใจในกลุ่มเหมือนจะจุดไฟบางอย่างขึ้นมา เภตราวางไฟฉายลงบนพื้นกลางห้อง กลั้นหายใจ “ถ้าเราเชื่อกันจริง ๆ เราออกไปด้วยกันเถอะ”
เสียงฝีเท้าก้องในห้องขณะทุกคนเดินจูงกันออกมา เมฆิณน้ำตาคลอเมื่อกอดเข่ากับพื้นหน้าประตู เขาผงกหัวให้เภตรา “ขอบใจนะ เพื่อน ฉันคงยังติดอยู่ในนั้นถ้าไม่มีเธอ” กะทิสบตามองโล่งอก
ทางเดินขากลับสว่างขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่แสงนิรันดร์ แต่เป็นเพราะความกลัวที่ละลายไปทีละน้อย
เช้าวันใหม่ เภตรานั่งที่โต๊ะสมุดเดิม เปิดสมุดจดบันทึกหน้าใหม่ เธอยิ้มกับลุงเหลียนที่มาเป็นสมาชิกลับ ๆ ของห้องสมุดอีกครั้ง เมฆิณเริ่มพูดถึงการออกตามหาความฝันที่กลัวมาตลอด กะทิอมยิ้มถือกาแฟร้อนทำท่ายื่นสำหรับทุกคน
เงาและแสงบนผนังห้องสมุดไม่มีใครกลัวอีกต่อไป ทุกคนยังคงต้องเจอปัญหาส่วนตัว แต่อีกครั้ง…พวกเขาเลือกจะเดินต่อด้วยกัน พวกเขารู้ว่าความกลัวจะค่อย ๆ จางไปทุกครั้งเมื่อมีเพื่อนร่วมสู้ และตอนนี้ “แสงนิรันดร์” ก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากใจดวงเดิมที่ได้เรียนรู้การเผชิญกับความมืด