แด่ความเงียบที่เคียงข้าง
เสียงพลิกหน้าหนังสือขณะฝนตกโปรยในห้องสมุดคณะศิลปะ เสียงกีต้าร์เงียบไปนานแล้ว ทว่าเสียงหัวใจในอกโอปอยังดังสะท้อนกับความว่างเปล่า เธอเอียงกายขยับหนีหนุ่มร่างสูงที่นั่งลงข้างกันโดยไม่ขออนุญาต เหงื่อเกาะจางบนหน้าผากอาทิตย์ขับไล่ความมั่นใจในถ้อยคำแรกที่เตรียมไว้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอโทษนะ เรานั่งตรงนี้ได้ไหม… โต๊ะอื่นเต็มหมดเลย”
โอปอกระพริบตาสองครั้ง ตอบเบาๆ ไม่มองตา “…ค่ะ”
บทสนทนาคล้ายจบลงตรงนั้น หน้าฝนเงียบสงัดผิดปกติ สายฟ้าแลบผ่านกระจกหน้าต่างกว้าง เสียงหายใจประหม่าแทรกกลางโต๊ะ โอปอจดบันทึก ปลายปากการะบายหมึกชนแก้วน้ำ กระดาษเปื้อนหมึกจุดดำ อาทิตย์ชำเลืองมอง หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาส่ง
“ใช้มั้ย?”
นิ้วโอปอแตะผ้าเงียบ มือสั่นน้อยๆ
“ขอบคุณค่ะ” เธอตอบเสียงเบา ก้มหน้างุด
เขายักไหล่ “เราไม่ค่อยเห็นเธอพูดกับใครเลย…”
โอปอเงยหน้าขึ้น แล้วนิ่ง ท่าทางลังเลเหมือนป้องกันตัวเอง อาทิตย์ยิ้มรับความกระอักกระอ่วนพวกนั้น เขาเล่นกับปลอกปากกาตัวเอง “เราชื่ออาทิตย์นะ สิงห์ดนตรีห้องสอง เมเจอร์กีต้าร์”
“โอปอ…กราฟิก ปีสามค่ะ” เธอหลบสายตา พูดด้วยเสียงอ่อนเหมือนนกขับขานวันฝนพรำ
อาทิตย์หัวเราะเบาๆ “ดูแข็งแกร่งเหมือนต้นไม้ใหญ่ แต่ทำไมเราว่าเหมือนลูกแมวซ่อนพุ่มไม้มากกว่า”
โอปอยิ้มจางๆ ไม่ตอบ อาทิตย์ขยายยิ้ม แต่ไม่บีบบังคับให้พูด คำถามเรื่องงานกลุ่มหลุดออกมาแทน…
“แล้วงานศิลป์ ต้องส่งเยอะมั้ย? เราว่าแต่ละคนดูขยันกันสุดๆ”
โอปอสะดุ้ง แก้เขินด้วยการวาดเส้นดินสอเล็กๆ ลงสมุด “…เราชอบทำงานเงียบๆ ค่ะ”
“งี้เราคงรบกวนแล้ว…” อาทิตย์เก็บกีต้าร์จิ๋วในซอง เงียบชั่วครู่ “แต่…มีคนอยู่ข้างๆ บ้าง บางทีมันอุ่นดีนะ”
โอปอเงียบ ปล่อยให้ประโยคค่อยๆ ซึม
ฝนข้างนอกหยุดลงพร้อมความอึดอัดระหว่างสองคน เธอไม่ได้คุยกับเขาอีกจนถึงวันพรีเซนต์งานกลุ่ม…
ห้องเรียนศิลปะคลาคล่ำ อาทิตย์นั่งขอบเวที ลูกข่างไม้หมุนวนในมือ เขามองหาโอปอที่ยังแต่งตัวเรียบร้อยเกินใครในห้อง โอปอยืนลับมุม พยายามกลืนกินพื้นห้อง อาทิตย์หยิบโน๊ตเพลงออกมาเดินตรงเข้าไปหา
“มีคนนั่งข้างไหม?” เขาชี้เก้าอี้เปล่า
“ไม่มีค่ะ”
“เราขอนั่งหน่อย” เขาตัดบท หย่อนตัวลง
โอปอส่ายหน้าหวั่นๆ “กลุ่มเราเริ่มกันตอนไหนนะคะ?” เสียงสั่นหน่อยๆ
อาทิตย์อัพโหลดโน้ตเพลงในมือถือ เปิดคลิปเสียงซ้อม “ถ้าเสร็จเร็ว ไปลานน้ำพุกับเราปะ? นั่งฟังเพลงด้วยกัน…”
โอปอยิ้มบางๆ “เราว่า…ขอฟังตรงนี้ดีกว่า…”
เขาเลิกคิ้ว “กลัวฝูงชน?”
“…ไม่ชอบคนเยอะค่ะ”
“แล้วเราน่ากลัวมั้ย?”
เธอเหลือบตา หน้าซีดแต่ยิ้ม “ไม่น่ากลัวค่ะ”
เขาหัวเราะ “แต่ดูเหมือนไม่กล้าไว้ใจเราเลยเนอะ…”
“เปล่าค่ะ” แต่แววตาซื่อซ่อนอะไรบางอย่างไว้
มิตรภาพเล็กๆ เริ่มก่อตัวใต้ความอึดอัด เมื่อเสียงหัวเราะบางเบากลบเสียงกังวลในใจ
สัปดาห์ต่อมา อาทิตย์เดินผ่านสนามหญ้ามหาลัย เห็นโอปอกระโดดหลบฝนอยู่ใต้ต้นเหลืองอินเดีย หญิงสาวกำลังวาดเงาต้นไม้ซ้ำบนสเกตช์บุ๊ค เขานั่งลงข้างกันโดยไม่พูดอะไร
โอปอกอดสมุด ถามเบาๆ “ชอบอยู่กลางฝนเหรอคะ?”
“เปล่า แต่เราชอบดูคนกลัวฝน”
“เรากลัวสายฟ้า”
เขายิ้มอ่อน “เราเคยกลัวเวที เคยเป็นมนุษย์หลังห้อง…จนมีคนบอกให้ลองเดินไปข้างหน้า”
เธอมองนิ่ง ไม่เอื้อนเอ่ย
เขาเงียบ ลูบแผลเป็นที่นิ้วโป้งขวา “ตอนขึ้นเล่นดนตรีวันแรก มือเราสั่นจนเกือบตกเวที เราร้องผิดคีย์ คนหัวเราะทั้งหอ…”
“แล้วทำไมหัวเราะได้ตอนนี้คะ?”
“เพราะเรารู้ว่าสุดท้ายมันก็แค่เวทีเดียว…ไม่ใช่ทั้งชีวิต”
แววตาโอปอสั่น เธอลูบกระดาษ ลบรอยดินสอไปมา
“ถ้ามีเวทีสำหรับคนเงียบได้…เราจะกล้าก้าวมั้ยนะ”
เขายิ้ม…แต่ไม่ตอบ
เวลาผ่านไป อาทิตย์กับโอปอใช้เวลาหลายวันนั่งอ่าน ฟังเพลง ร่างสเก็ตช์ ฝึกกีต้าร์ใต้ต้นไม้ เงียบสลับเสียงหัวเราะทีละน้อยๆ โอปอยิ้มมากขึ้น รอยแทนที่ความเศร้าบนดวงหน้า
จนถึงวันที่ทั้งคู่โดนจับคู่ส่งผลงานนิทรรศการศิลป์เพื่อจบหลักสูตร
อาทิตย์เอื้อมส่งกีต้าร์มาให้โอปอ “ลองเขียนอะไรบนตัวกีต้าร์เราได้ไหม? ทำให้มันเป็นของเธอบ้าง”
เธอรับไว้ แล้วยิ้มจางลง
“กลัวพังค่ะ”
“ถ้าใครทำให้มันไม่เหมือนเดิม นั่นแหละคือศิลปะ”
เงียบไปพักหนึ่ง “เราไม่เคยเปลี่ยนตัวเอง กลัวว่าถ้าเปลี่ยนแล้ว…จะไม่มีใครจำเราได้เลย”
อาทิตย์นิ่ง “อยากให้ใครจำ?”
เธอลังเล “…ไม่รู้ค่ะ”
“ไม่ว่าใคร เราก็ยังเป็นเราไม่ใช่เหรอ?”
โอปอสบตา รอยยิ้มนั้นวาบแล้วดับไป
เสียงเพื่อนๆ หัวเราะหยอกล้อดังมา กลุ่มวิชาดนตรีเดินผ่านหน้าลาน โอปอหดตัว กลัวคนเยอะ อาทิตย์จับมือเธอให้ลุกขึ้น
“ไปดูซ้อมดนตรีมั้ย? ไม่ต้องพูดอะไร แค่นั่งข้างกัน”
เธอลังเล “เรา…”
“แค่แป๊บเดียว เราสัญญา”
เขาจูงมือเธอเดินไปกลางสนาม ในขณะที่สายลมปลิวว่อน เสียงร้องเพลงประสานดังขึ้น โอปอนั่งอยู่ข้างเขา ค่อยๆ หายใจลึก
“ขอบคุณที่ไม่ฝืนอะไรเรา”
“เราแค่อยากรู้ว่า เธอจะสบายใจแค่ไหนถ้ามีคนอยู่ข้างๆ”
วันที่ฟ้าครึ้ม แววตาเธอดูสว่างขึ้นครั้งแรก
วันนิทรรศการมาถึง กลุ่มงานศิลป์ทุกกลุ่มทยอยจัดบูธ อาทิตย์ตั้งวงเล่นเพลงหน้าภาพวาดของโอปอ เขาเชิญโอปอขึ้นพูดถึงผลงาน เธอเม้มปาก ละสายตาหนี
“เล่าแทนเรามั้ย?” เธอกระซิบ
“แต่ทุกคนอยากฟังเสียงเธอ” เขายิ้มให้กำลังใจ
โอปอสั่น เธอสูดลมหายใจลึก ตัดสินใจถือไมค์ไว้
“รูปพวกนี้…ไม่ได้เล่าความสุข แต่เล่าเวลาที่เราอยู่กับความเงียบ…”
คนดูเงียบ อาทิตย์ยิ้มให้ สายตาเธอสบกับเขา
“เราเคยคิดว่าความเงียบคือผนังสูงที่กั้นเราไว้…แต่มีคนหนึ่งบอกว่าความเงียบก็คือเพลงอีกแบบหนึ่ง”
เสียงมือปรบช้าๆ แทนความชื่นชม อาทิตย์เล่นท่อนเดียวของเพลงโปรดให้เธอฟัง แล้วส่งยิ้ม “มาทำเพลงนี้ด้วยกันวันไหนก็ได้”
หลังงานจบ ทั้งคู่เดินกลับพร้อมกันใต้ไฟถนนสายเปียกฝน
“เราขอบคุณที่เธอกล้าออกมาตรงนี้”
โอปอก้มหน้า “ถ้าไม่มีเธอ วันนั้นเราคงยังติดอยู่ในห้องเงียบๆ”
เขาทำท่ายักไหล่ “แต่วันนี้เรายังไม่ได้กินไอติมเลย…เราไปกินกันมั้ย?”
เธอมองเขานาน “เรา…ไม่ค่อยชอบที่วุ่นวาย”
เขาหัวเราะ “งั้นกินที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ดีไหม?”
ใบไม้ร่วงลงมาบนหัวทั้งคู่
“ได้ค่ะ…”
เวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้น พวกเขาเจอกันเกือบทุกวันหลังเลิกเรียน อาทิตย์ชวนออกไปข้างนอกเสมอ โอปอเริ่มเปิดใจฟังเรื่องราวในอดีตของอาทิตย์ที่เคยล้มเหลวบนเวทีใหญ่ เขาเคยถูกโห่ไล่จนกลัวการแสดง แต่ตัดสินใจไม่ยอมแพ้ เธอยิ้มเอ็นดูเวลาฟังเรื่องโง่ๆ ที่เขาเล่า
เขาบอกความฝันอยากเป็นนักแต่งเพลงมีชื่อเสียง โอปอยิ้มบางๆ “คนเก่งมักกลัวการแพ้สินะ”
“คนเก่งมักกลัวไม่เหลือใครเวลาพลาดมากกว่า” เขาตอบนิ่ง
ต่างคนต่างเปิดแผลให้อีกฝ่ายเห็นโดยไม่ได้พูดตรงๆ
จนเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปีการศึกษา กิจกรรมเพิ่มขึ้น งานศิลป์ส่งจบพร้อมกัน โอปอต้องเตรียมพรีเซนต์โปรเจกต์ต่อหน้าห้องใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอกลัวที่สุด อาทิตย์สมัครใจช่วยติวให้ มักพาเธอไปบนดาดฟ้า ตึกเรียนแสงจันทร์สาด เธอหลับตา สูดลมหายใจลึกๆ
“กลัวอะไร?” เขาถามข้างหู
“กลัวพลาดมากกว่ากลัวคนดู…” เธอกระซิบ เสียงสั่น
“ต่อให้พลาด เธอก็ยังเป็นโอปออยู่ดี”
เธอขำออกมา น้ำตาซึม “ขอบคุณนะ…”
แล้ววันโชว์ก็มาถึง ห้องประชุมใหญ่ ไฟส่องจ้าโอปอก้าวขึ้นเวที เหงื่อผุดทั่วร่าง อาทิตย์ส่งยิ้มจากแถวหน้า เธอก้มถือแผ่นชีท กลืนน้ำลาย ฝ่ามรสุมในใจ
“งานของเรา…พูดแทนเสียงที่คนฟังไม่ออก…เพราะบางครั้งการไม่มีเสียงคือสิ่งที่เราอยากได้ยิน”
เสียงปรบมือกับรอยยิ้มเต็มตาเธอจากเขา
หลังเวที โอปอเจออาทิตย์รออยู่ เขาเดินเข้าไปใกล้ ซับเหงื่อให้เธอ เงียบไปนาน
“ถ้าเราอยากฟังเพลงใหม่ที่มีแต่ความเงียบ…เราอยากให้ใครร่วมด้วย?”
เธอลังเลแบบคนเจ็บปวด “เราต้องไปต่างประเทศฝึกงาน…อีกสองเดือน”
เขานิ่ง รอยยิ้มจางลง แต่พยายามไม่ให้เธอรู้
“ฝันเธอคืออะไรกันแน่?”
“อยากเป็นอิสระ อยากรู้ว่าเราจะอยู่ได้ไหม ถ้าไม่ซ่อนอยู่หลังผนังเงียบๆ อีก”
เขาถอนใจลึก “แล้วเรา…จะรอได้ไหมนะ”
“ไม่รู้…” เธอยิ้มเศร้า
ช่วงสุดท้ายก่อนลา อาทิตย์เริ่มห่างออก โอปอคิดถึงเขามากแต่ก็ไม่กล้ารั้งไว้ เกิดความเข้าใจผิดสองฝ่าย เธอเห็นเขาสนิทกับเพื่อนนักร้องหญิงในชมรมดนตรี เขากลัวว่าเธอลืมเขาแล้ว เริ่มพูดคุยน้อยลง ทุกอย่างเหมือนย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นความเงียบ ทั้งที่ใจต้องการคนข้างกัน
คืนก่อนเดินทาง โอปอมายืนที่ลานน้ำพุ under the moonlight อาทิตย์เดินเข้ามาเงียบๆ ต่างมองแสงไฟเล่นกับผิวน้ำไม่มีใครพูด
“คิดถึงเธอ” เขาพูดเสียงแผ่ว
“เราก็เหมือนกัน” เธอหลบสายตา
“กลัวเธอจะไม่กลับมา”
โอปอร้องไห้เบาๆ “เรากลัวเธอจะไม่รอเรา”
ความเงียบซ่อนคำพูดเป็นพันแสน สองใจยืนอยู่ใกล้กันแต่เหมือนห่างไกล อาทิตย์เบือนหน้าหนี น้ำตาคลอ
“ไม่รู้ต้องรอนานแค่ไหน…”
“เรา…บอกไม่ได้” โอปอกระซิบ คล้ายขอความมั่นใจจากเขา
“แต่จะมีเพลงหนึ่งที่เรารอฟังพร้อมกันได้ใช่ไหม?”
เธอพยักหน้าช้าๆ อาทิตย์ยื่นหูฟังข้างหนึ่งให้ เสียงดนตรีเบาๆ ไหลคลอระหว่างทั้งคู่
“ถ้าวันไหนเธอกลับมา พร้อมเล่าเรื่องใหม่ เราจะอยู่ตรงนี้”
โอปอไม่พูดอะไร แต่สายตาชัดเจนกว่าคำใด โลกเงียบลงเหลือเพียงเส้นเสียงที่พวกเขาสร้างร่วมกัน
ฤดูฝนปีต่อมา โอปอกลับมาถึงมหาวิทยาลัยในวันที่ฝนตกหนัก ลานน้ำพุว่างเปล่า เธอหยิบสมุดสเก็ตช์ใบเดิมวาดรูปต้นไม้ เดินไปที่ชมรมดนตรี เสียงกีต้าร์อาทิตย์ยังเหมือนเดิม เขาหันมาเห็นเธอ ยิ้มทั้งน้ำตา
เงียบอยู่นาน “ตอนนี้เธอเป็นโอปอที่อยู่นอกผนังเงียบๆ แล้วใช่ไหม?”
“แต่ก็ยังอยากอยู่ข้างคนเดิม” เธอยิ้มทั้งน้ำตา
เขาส่งกีต้าร์ให้เธอวางบนตัก เธอลูบลายเส้นที่เธอวาดไว้บนตัวมันเมื่อปีก่อน แล้วร้องไห้อีกรอบ
อาทิตย์โอบเธอเงียบๆ “คราวนี้…เราขอพาเธอไปฟังเพลงใต้ต้นไม้ได้ไหม?”
โอปอพยักหน้า ยิ้มตาเปียกฝน
และกลางลานเปียกปอนสองคนฟังเพลงร่วมกันอีกครั้ง เงียบอย่างเข้าใจกันทั้งน้ำตา ปล่อยให้ความเงียบของหัวใจเป็นบทเพลงสุดท้าย ไม่ต้องใช้คำ