ดาวจางในเงาสะท้อน
แสงสีม่วงหม่นระบายฟ้าเหนือมหานคร ‘อาเทีย’ เมืองลอยฟ้าอันซับซ้อนที่ยึดอำนาจเหนือท้องทะเลหมอก เสียงประกาศอัตโนมัติคลอปนกับจังหวะเครื่องยนต์ลอย เมืองนี้ไม่มีรุ่งอรุณจริง มีแต่แสงสังเคราะห์ที่ถูกวางรหัสให้ล่องไล้ตามกำหนด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!‘ธีธัช’ ในเสื้อโค้ตดำจ่ายเงินกับตู้ขายกาแฟอัตโนมัติ เขามองเงาตัวเองในกระจกคอนกรีตกระจกบานใหญ่ ท่ามกลางรอยแตกร้าว เงาของหญิงสาววัยรุ่นผมยาวคนหนึ่งวาบผ่าน เขาหันไปมอง แต่คนคนนั้นเดินเลี่ยงเหมือนไม่อยากให้ใครเห็น
เขานั่งลงที่ม้านั่งข้างรั้วกระจก เมืองเบื้องล่างเป็นฝุ่นพื้นที่รกร้าง ธีธัชสูดลมหายใจลึก เห็นมือสั่นเล็กน้อย เขาเลียริมฝีปาก — ยังติดภาพวันเก่าที่ ‘แม่’ พาลงไปข้างล่าง ก่อนจะหายตัวไปไม่กลับมา
“เงินกระป๋องหน่อยค่ะ…” เสียงกระซิบเล็กของ ‘ไว้’ เด็กหญิงข้างถนน ผิวคล้ำ ตาสว่าง ธีธัชยื่นเหรียญอย่างเสียไม่ได้
เด็กขอบคุณแล้วรีบเดินหนีไป ธีธัชเพียงมองตาม ร่องรอยว่างเปล่าเติมด้วยเสียงประกาศใหม่ — อาเทีย เขต 11 จะระงับไฟฟ้าชั่วคราวคืนนี้
วันใหม่ ธีธัชไปรับจ๊อบที่ร้านซ่อมอุปกรณ์สมองกลในตรอกลึก นายจ้างวัยกลางคนดีดนิ้วเรียก “อย่าทำหน้ายักษ์ เดี๋ยวลูกค้าหนี เอาของเสียไปซ่อมให้กัญญา เธอฝากไว้ตั้งแต่เมื่อคืน”
ธีธัชหยิบกล่องเหล็ก ใจไม่อยู่กับงาน พอเงยหน้า เห็นข่าวทางจอ — เด็กสาวชื่อ ‘มาย์’ ลูกสาวผู้บริหารระดับสูงหายตัวไปจากบ้านพัก เขต 16 รูปเธอขึ้นป้ายประกาศ
ธีธัชมองนานกว่าเดิม เสี้ยววินาทีที่เธอหายไปนั้นเหมือนภาพในฝัน เครื่องเตือนในกระเป๋าดังขึ้น มีข้อความจาก ‘อรัญ’ เพื่อนสมัยเด็ก “กลับมาหาฉันด้วย อย่าให้ใครจับนายก่อน” ธีธัชขมวดคิ้ว ไปดูที่อยู่ที่แนบมา — ท่าเรือเก่าชั้นล่าง
ท่าเรือเก่านั้นเต็มไปด้วยรถบรรทุกไร้คนขับ ธีธัชฝ่าหมอกไฟฟ้าเข้าไป พบ ‘อรัญ’ ท่าทางระแวงกัดฟัน “แกเห็นข่าวเด็กหายยัง? งานนี้ไม่ธรรมดา มีคนจ้างคนข้างล่างหาตัว ชัดเจนว่าพาไปแอบซ่อน แต่มันไม่ใช่แค่ลักพาตัวธรรมดา”
ธีธัชชะงัก “แกเกี่ยวอะไรกับการหายไปของเด็ก?”
อรัญหัวเราะหยัน “ไม่เกี่ยว ใครๆ ก็มีน้องสาว อยากช่วย ชั้นก็มีแรงจูงใจ…” เขาลูบรูปเด็กหญิงในกระเป๋าสตางค์ “ถ้าแกอยากเจอแม่ ลองสืบเรื่องนี้ดู ฉันรู้ว่าแกยังลืมไม่ได้”
ธีธัชนิ่งงัน ทว่าข้างในกลับปั่นป่วน แม่ของเขาหายตัวไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ไม่มีร่องรอย ซอกหลืบในเมืองนี้มีแต่ความเงียบที่ยังไม่จบ
ตกดึกเสียงฟ้าร้อง กำแพงแก้วไหว ธีธัชนอนกระสับกระส่าย อยู่ดีๆ มีเงาตะคุ่มผ่านประตู เขาคว้าท่อนเหล็ก ก้าวไปดู กลับพบเด็กหญิงคนนั้น — ‘ไว้’ นอนซุกบนบันได น้ำตาเปื้อนหน้า
“ขอโทษค่ะ… แค่หนีมาหลบฝน”
เขาเงียบไปอึดใจ “จะกินข้าวไหม”
ไว้ละสายตา “หนูกลัว ”
“กลัวอะไร” ธีธัชถามเสียงอ่อน
เธอไม่ตอบ เอาแต่กอดตัวเอง เมื่อเขานำข้าววางลง ไว้แค่มอง—ไม่กล้าจับ เขานั่งลงข้างๆ เงียบงันอยู่นาน
วันถัดมา ธีธัชไปหน้าอพาร์ตเมนต์ พบผู้หญิงแปลกหน้าจ้องมองเขา เธอสวมเสื้อคลุมตัวยาว ตาสีเทามีรอยเศร้า “คุณชื่อธีธัชใช่ไหม” เสียงเธอสั่น
“ครับ…”
“ฉันชื่อ ‘วาริสา’ มาย์เป็นลูกสาวฉัน ถ้าอยากได้เบาะแสแม่คุณ… มาช่วยฉันหาลูกก่อน”
ธีธัชลังเล “คุณรู้เรื่องแม่ผม?”
วาริสายิ้มบางๆ “เรามีอดีตร่วมกัน…”
บทสนทนาสั้นมาก ต่างกลั้นใจ ความเงียบเย็นเยียบตกเข้าตรงกลางระหว่างสองคน
ทั้งสองนั่งรถไฟรางลอยฟ้าแทรกผ่านหมอก วาริสาเล่าถึงคืนที่มาย์หาย เธอประสาทสัมผัสไว สังเกตได้ถึงสัญญาณผิดปกติ—เครื่องเซนเซอร์ถูกหยุดชั่วขณะราวกับมีใครสั่งงาน
“เธอเชื่อพลังเหนือธรรมชาติไหม?” วาริสาตั้งคำถาม ท่าทีจริงจังเกินคนยุคนี้
ธีธัชชะงักพรืด “ผมไม่เคย… ไม่กล้าเชื่อแล้ว”
แววตาเธอเหมือนมีบางอย่างขังเธอไว้ในอดีต “บางทีสิ่งที่หายไป… ไม่ใช่เพราะคน ก็ได้”
รถไฟหยุด สุ้มเสียงประกาศแปร่งๆ หยุดกลางทาง ทั้งคู่ออกไปค้นตามกล้องวงจรปิด ธีธัชขอให้เพื่อนสมัยเรียน ‘รวิชญ์’ แฮ็กข้อมูล พบภาพเงาหญิงสาววัยรุ่นในชุดนอนสีเงินเดินออกจากบ้านไปท่ามกลางหมอกหนา ไม่มีใครพบร่องรอย — เหมือนหายเข้าไปในมิติอื่น
ในห้องเก็บข้อมูลใต้ดิน รวิชญ์ปรับเสียงภาพ บางเฟรม เงาขาวเลือนปรากฏครู่เดียว ธีธัชหายใจขาดช่วง
วาริสาเอื้อมมือแตะมือเขา “ถ้าเราค้นให้ลึกพอ บางที… อะไรที่คุณหาอยู่ อาจรอเราอยู่ที่นั่น”
ค่ำวันนั้น ธีธัชอยู่คนเดียว ฝันเห็นแม่ยืนอยู่บนผิวน้ำดำเย็นในเมืองล่าง เธอยิ้มเศร้า ทอดมือข้ามเงาสะท้อนมา “แม่ขอโทษ ของที่ลูกหายไปยังไม่จางในเงานะลูก”
เขาตื่น น้ำตาเปียกหมอน มือควานหาโทรศัพท์ เปิดดูข่าว มาย์ยังหาไม่เจอ
เช้าวันใหม่ วาริสาชวนไปสอบถามเพื่อนสนิทของมาย์ — ‘ซีน’ เด็กสาวหน้าคมพูดหยาบ ตาแข็งกร้าว ซีนเลี่ยงทุกสายตา “มาย์ช่วงหลังไม่คุยกับใคร… เธอเหมือนกลัวผู้ใหญ่บ้าน”
ธิธัชขมวดคิ้ว “กลัวว่าผู้ใหญ่จะจับผิดอะไร?”
ซีนกระซิบ “มาย์มีเพื่อนลับ เป็นจักรกลเถื่อน – แต่เธอไม่ยอมพูดกับใครบนโลกออนไลน์ มันเหมือนเธอสื่อสารกับใครผ่านกระจก”
ร่องรอยใหม่พาไปยัง ‘ศูนย์ซ่อมกระจกเวท’ กลางย่านเสื่อมโทรม ที่นี่วัตถุกระจกมีรอยขีดข่วน รูปกายสะท้อนลางๆ ธีธัชได้พบชายชราตาบอดข้างเดียว “ถ้าอยากมองอะไรให้ลึก ต้องกล้าส่องในเงามืดของใจตัวเอง”
สายลมกราดผ่านหน้าต่างร้าว ธีธัชชะงัก เงาในกระจกเหมือนมีมือไขว้คว้าจากอีกฟาก ความกลัวอดีตที่ตนปล่อยมือไม่ได้ลอยกลับมา เขาหันขวับ ลมเย็นตีฝาอกวูบ
คืนต่อมา ไว้เอาเครื่องบันทึกเสียงเก่ามาให้ “หนูเจอนี่ใต้สะพาน ที่มันมีเสียง… เหมือนเสียงร้องผู้หญิง”
ธีธัชหมุนฟัง — เป็นเสียงมาย์ร้องสะอื้นในความมืด “แม่… ใคร…ช่วยด้วย…”
เครื่องหยุดหมุน เสียงกระซิบเบาแทรก “เฝ้ามองเราในกระจกทุกคืน…”
จู่ๆ ไฟดับทั้งเมือง แสงสังเคราะห์สั่นกระเพื่อม วาริสาวิ่งเข้ามา “ต้องไปที่บ้านของเรา มันเริ่มแล้ว!”
บ้านมาย์อยู่ปลายลานสูงเหนือสุด ข้างในมีแต่ความสลัว วาริสากวาดตาเจ็บปวด “มาย์เดินเข้าไปในกระจกค่ำคืนนั้น”
ธีธัชจับมือเธอ ทั้งสองเห็นเงาขาวเคลื่อนไหวในกระจกบานใหญ่ เงานั้นค่อยๆ สะท้อนความทรงจำแต่ละอย่าง — การทะเลาะของวาริสากับสามี, รอยน้ำตาของมาย์, ความสิ้นหวังที่เธออยากหายไปจากโลก
เสียงมาย์ก้องในหัว “ไม่มีใครฟังหนูเลย… โลกที่ไม่มีใครเข้าใจเราอยู่ในเงาสะท้อน”
ธีธัชประสานมือวาริสาแน่น “ผมเองก็กลัวอดีต กลัวว่าจะไม่มีวันได้พบแม่… แต่ถ้าเรากล้ายืนตรงนี้กับกันและกัน เราอาจเติมเต็มช่องว่างนั้น”
วาริสาน้ำตาไหล เธอสัมผัสกระจก เงาของมาย์เอื้อมมือกลับมา ชั่วขณะนั้น กระจกแตกราวกับทะลุระหว่างสองโลก
มาย์ลืมตาตื่นกลางพรมแสงอุ่น เธอนอนกอดแม่ วาริสาสะอื้นปนโล่งใจ ธีธัชยิ้มประหลาดใจ ในความเงียบนั้น ทั้งสามคนแตกต่างแต่จมอยู่ในอดีตของตัวเอง ต่างได้ข้ามเส้นแบ่งเงาและแสงด้วยกัน
ไม่ใช่การพบเจอแบบเดิมๆ — ธีธัชไม่มีคำตอบว่าแม่ยังมีชีวิตไหม เขารู้เพียงตอนนี้ เขากล้าที่จะเผชิญหน้ากับอดีตตัวเองและให้โอกาสหัวใจอีกครั้ง วาริสาสวมกอดลูกแน่น เงาที่สองแม่ลูกเคลื่อนไปในแสงจางนั้น ไม่ใช่เพียงความกลัว แต่เป็นการให้อภัยตัวเอง
ไว้อยู่ตรงข้างบันได มองดูเงาสะท้อนแล้วเมินหน้าเดินหายเข้าแสงสังเคราะห์ ราวกับเธอมีความลับเป็นของตัวเอง ธีธัชยืนอยู่ตรงนั้น ใจเบาหวิว พลางนึกถึงเสียงแม่ที่ดังในความทรงจำ “ในเงาสะท้อนถึงจะจาง… แต่ไม่เคยหาย”
เหนือมหานครอาเทีย แสงอุ่นจางแต่พอให้ใจเริ่มต้นใหม่ รอยแผลเก่าค่อยๆ สมาน ท่ามกลางความจริงที่ยังไม่มีคำตอบ เขาและคนรอบข้างกล้าที่จะออกเดินไปสู่วันใหม่