ไฟใต้หลังคาตลาดดาว
ตีห้าสิบสองนาที ตลาดดาวยังไม่สว่างเต็มตา หลอดฟลูออเรสเซนต์ใต้หลังคาสังกะสีติด ๆ ดับ ๆ ทิ้งแสงสีเขียวซีดบนแผงผัก เสียงเขียงหมูดังโป๊ก ๆ แข่งกับเสียงรถเข็นล้อฝืด กลิ่นเลือดสดปนกลิ่นขิงจากร้านโจ๊กลอยอยู่ในอากาศเย็นชื้น มะปรางยกหม้อก๋วยเตี๋ยวน้ำใสขึ้นตั้งบนเตา แก้มแดงเพราะไอร้อน แต่ปากยังคาบหนังยางมัดถุงอยู่ ยายส้มตบไหล่หลานสาวเบา ๆ “อย่าทำหน้าจะกัดลูกค้าแต่เช้า เดี๋ยวเส้นก็หดหมด” มะปรางตอบทั้งไม่หัน “ถ้าเส้นหดเพราะหนู ตลาดนี้คงพังไปตั้งแต่หนูปอหนึ่งแล้ว” ยายหัวเราะแห้ง ๆ เสียงหัวเราะไปชนกับเสียงโทรศัพท์สั่นบนถาดช้อน มะปรางหยิบขึ้น หน้าจอขึ้นชื่อ เมฆ พี่ชายที่เมื่อคืนไม่กลับบ้าน เธอกดรับทันที มีแต่เสียงลมหายใจหอบ เสียงโลหะครูดพื้น และเสียงผู้ชายแผ่วเหมือนอยู่ในกล่อง “ปราง…อย่าเชื่อเอกสาร…” สายตัดไปพร้อมไฟหลอดหนึ่งดับพรึบ เหลือควันน้ำซุปขาวลอยผ่านหน้าเธอเหมือนม่านบาง ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!หกโมงสิบห้านาที แสงเช้าไหลเข้ามาทางปากซอยตลาดเป็นเส้นสีทองขุ่น เสียงแม่ค้าเรียกลูกค้าเริ่มทับกันเป็นคลื่น กลิ่นปลาทูทอดจากร้านป้าหวานทำให้ท้องคนเดินตลาดร้อง แต่ตัวมะปรางเย็นลงทั้งที่ยืนหน้าเตา ยายส้มวางชามลวกเส้นดังแก๊ก “โทรกลับสิลูก” มะปรางกดซ้ำจนเครื่องขึ้นว่าไม่สามารถติดต่อได้ เธอกัดริมฝีปาก “เมฆเล่นละครอีกแล้ว เขาชอบทำให้คนเป็นห่วง” ยายส้มนิ่ง มือที่ถือทัพพีสั่นนิดเดียว “พี่เอ็งไม่เคยโทรมาทำเสียงแบบนั้น” ข้างร้าน โอม เด็กหนุ่มร่างผอมที่ขายน้ำเต้าหู้กับแม่ ชะโงกมา “เมฆพกกล้องตัวเล็กไปประชุมเมื่อคืนใช่ไหม” มะปรางหันขวับ “นายรู้ได้ไง” โอมยกมือเหมือนยอมแพ้ “เขาฝากเมมโมรีการ์ดไว้ที่ฉันบ่อย ๆ บอกว่าถ้าเกิดอะไรให้…” มะปรางแทรก “แล้วทำไมไม่พูดตั้งแต่เมื่อคืน!” เสียงเธอดังจนลูกค้าหันมอง โอมเม้มปาก อากาศในตลาดเริ่มร้อนขึ้นเหมือนใครเร่งไฟใต้หลังคา
เจ็ดโมงตรง หน้าแผงก๋วยเตี๋ยวมีแสงแดดส่องเป็นสี่เหลี่ยมบนพื้นปูนเปียก เสียงน้ำแข็งถูกเทลงถังดังซ่า กลิ่นน้ำยาล้างพื้นฉุนจากร้านขายยาใกล้ ๆ ลอยขัดกับกลิ่นกระเทียมเจียว มะปรางถอดผ้ากันเปื้อนโยนให้ยายส้ม “หนูไปหาพี่” ยายคว้าข้อมือ “ตลาดกำลังขายดี คนหายต้องแจ้งตำรวจ ไม่ใช่วิ่งไปกัดคอใครเอง” มะปรางสะบัด “ตำรวจเคยหาอะไรเจอไหม นอกจากใบสั่งรถเข็นล้ำทางเดิน” ภีม ชายหนุ่มใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน ยืนถือแฟ้มหน้าร้านพอดี เขาเป็นเจ้าหน้าที่เขตฝึกงานที่มาเก็บข้อมูลไล่รื้อ “คุณมะปราง ถ้าเกี่ยวกับคุณเมฆ ผมช่วยดูบันทึกกล้องตลาดได้” เธอมองเขาตั้งแต่รองเท้าหนังสะอาดถึงป้ายชื่อ “คนของเขตช่วยคนตลาด? ฟังแล้วเหมือนหมูช่วยล้างเขียง” ภีมหน้าเสียแต่ไม่ถอย “ผมไม่ได้มาทุบหม้อก๋วยเตี๋ยวคุณ” มะปรางก้าวผ่าน ไอร้อนจากเตาไล่หลัง เธอตัดสินใจผิดครั้งแรกด้วยการเลือกไปคนเดียว โดยไม่บอกใครว่าเสียงในโทรศัพท์มีคำว่าเอกสาร
แปดโมงยี่สิบห้า ห้องสำนักงานตลาดอยู่ชั้นลอย เหนือร้านขายเครื่องเทศ แสงจากช่องลมเป็นแถบฝุ่นเต้นช้า ๆ เสียงพัดลมครางเหมือนสัตว์แก่ กลิ่นอบเชย พริกไทย และกระดาษชื้นอัดแน่น อุณหภูมิในห้องร้อนอับจนเหงื่อไหลตามคอ มะปรางใช้กิ๊บติดผมแหย่กุญแจตู้เอกสาร มือสั่นแต่ตาแข็ง “เมฆชอบซ่อนของตรงไหนนะ” เธอพึมพำ ลิ้นชักเปิดดังคลิก ภายในมีแฟ้มสัญญาเช่ากับซองสีน้ำตาลชื่อบริษัทดาวเหนือพัฒนา เธอเพิ่งดึงซองออก เสียงประตูด้านล่างก็เอี๊ยด นพ ยามตลาดวัยห้าสิบกว่า ผู้พูดช้าด้วยลิ้นแข็งจากอุบัติเหตุ เดินขึ้นมา “ใคร…อยู่…” มะปรางตกใจ ถอยชนชั้นไม้ เครื่องคิดเลขตกกระแทกพื้น นพคว้าแขนเธอไว้ “อย่า…ยุ่ง…” เธอผลักเขาแรงเกินไป ชายคนนั้นเซไปชนโต๊ะ แก้วน้ำแตก เลือดซึมที่ฝ่ามือ มะปรางกอดซองเอกสารวิ่งลงบันได เสียงนพเรียกขาด ๆ หาย ๆ ไล่ตามเธอไปท่ามกลางกลิ่นเครื่องเทศที่แสบจมูก
เก้าโมงครึ่ง แดดข้างนอกตลาดแรงจนผ้าใบกันแดดสีแดงสว่างเหมือนถ่านร้อน เสียงรถเมล์เบรกหน้าปากซอยดังจี๊ด กลิ่นควันท่อไอเสียผสมกลิ่นน้ำปลาในถุงแกงที่ห้อยอยู่ มะปรางซ่อนตัวหลังร้านถ่ายเอกสาร อากาศร้อนแห้งจนกระดาษในซองงอ เธอเปิดดูเอกสาร เห็นผังตลาด เส้นสีแดงลากใต้แถวร้านขายของชำไปถึงห้องเย็นร้างหลังตลาด มีตราประทับอนุมัติซ่อมท่อระบายน้ำ แต่ลายเซ็นผู้ตรวจรับเป็นชื่อเมฆ เธอกำหมัด “พี่เซ็นทำไมวะ” โอมโผล่มาพร้อมถุงน้ำเต้าหู้สองถุง หอบเหมือนวิ่งมาไกล “ฉันเห็นเธอผลักลุงนพ เลือดหยดเต็มบันได” “เขาจะจับฉัน” “เขาจะหยุดเธอไม่ให้ขโมยเอกสารต่างหาก” โอมพูดเบาแต่คม มะปรางสวน “นายเลือกข้างลุงนพเหรอ” โอมมองเธอนาน เสียงเครื่องถ่ายเอกสารดังแชะ ๆ ระหว่างความเงียบ “ฉันเลือกข้างเมฆ แต่เมฆไม่เคยสอนให้เราทำร้ายคนที่พูดไม่ทันเรา” คำพูดนั้นเหมือนลมร้อนตบหน้า มะปรางหันหนีทั้งที่มือยังสั่น
สิบเอ็ดโมงสิบ นาทีบริเวณลานกลางตลาดสว่างจ้าจากแผ่นหลังคาใส เสียงประชุมดังผ่านลำโพงเก่าแตกพร่า กลิ่นข้าวมันไก่กับดอกมะลิพวงเล็กหน้าศาลเจ้าปนกัน อากาศร้อนชื้นจนทุกคนใช้ใบปลิวพัดหน้า เสี่ยกอบ เจ้าของสัญญาเช่ารายใหญ่ ยืนบนเก้าอี้พลาสติก เสื้อเชิ้ตลายทางเรียบกริบ “ผมไม่ได้ไล่ใครนะครับ ผมแค่เสนอทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า ตลาดนี้ไฟเก่า ท่อเก่า เด็ก ๆ ควรมีอนาคต” เสียงคนฮือ มะปรางยืนแทรกฝูงชน ยกซองเอกสารขึ้น “แล้วพี่เมฆหายไปไหน ถ้าทุกอย่างปลอดภัย!” เสี่ยกอบยิ้มบาง “หนูมะปราง พี่ชายหนูเป็นคนเซ็นตรวจรับงานเองนะ ถ้าเขาหนีหนี้ก็อย่าลากตลาดมาร้อง” ยายส้มเดินมาดึงแขน “พอเถอะลูก” แต่มะปรางดันยายออก “ลุงนพก็อยู่สำนักงานตอนหนูเจอเอกสาร เขาต้องรู้!” ทุกสายตาหันไปหานพที่พันผ้าขาวฝ่ามือ ชายคนนั้นหน้าซีด พยายามพูด “ไม่…ใช่…” แต่คำของเขาจมหายใต้เสียงซุบซิบ มะปรางเห็นผลลัพธ์ของคำกล่าวหาเมื่อผู้คนถอยห่างจากนพเหมือนเขาเป็นของร้อน
บ่ายโมงสี่สิบ ห้องพักหลังร้านก๋วยเตี๋ยวแคบและเย็นกว่าข้างนอกเพราะผนังอิฐหนา แสงลอดม่านลูกไม้เป็นลายบนโต๊ะไม้ เสียงตู้เย็นคราง กลิ่นกระเทียมดองกับยาหม่องของยายส้มลอยนิ่ง มะปรางนั่งเปิดมือถือฟังเสียงเมฆซ้ำ “อย่าเชื่อเอกสาร…” ยายส้มวางผ้าชุบน้ำบนแผลถลอกที่แขนหลาน “เอ็งรู้ไหม ตอนเมฆสิบขวบ เขาขโมยเงินยายสิบบาทไปซื้อสมุดให้เอ็ง เขากลับมาร้องไห้ก่อนยายรู้เสียอีก” มะปรางขมวดคิ้ว “ยายจะบอกว่าพี่ไม่ผิด?” “ยายจะบอกว่าคนเราไม่ได้มีคำตอบเดียว” ยายพูดช้า ๆ เสียงช้อนชงยาแกว่งในแก้ว “เอ็งมีไฟ แต่ไฟที่ไม่ดูทางมันเผามือคนอื่น” มะปรางเงียบ อากาศเย็นจากพัดลมเก่าเป่าผมหน้าม้าเธอปลิว ภีมเคาะประตูสองที “ผมขอโทษที่มารบกวน กล้องวงจรปิดคืนวานถูกลบ แต่เซิร์ฟเวอร์สำรองอยู่ที่ห้องไฟ ผมเข้าได้ถ้าคุณให้ผมไปด้วย” มะปรางมองแฟ้มในมือเขา ไม่ไว้ใจ แต่เป้าหมายเปลี่ยนจากการตะโกนใส่คน เป็นการหาภาพจริง เธอพยักหน้าสั้น ๆ
บ่ายสามโมง ห้องไฟใต้บันไดหลังตลาดมืดด้วยแสงหลอดไส้สีส้ม เสียงหม้อแปลงฮัมต่ำจนพื้นสั่น กลิ่นสายไฟร้อนกับฝุ่นหนาแสบคอ อากาศอบเหมือนยืนในตู้เหล็ก ภีมคุกเข่าหน้าตู้เซิร์ฟเวอร์ มือสะอาดของเขาเริ่มเปื้อนคราบดำ มะปรางถือไฟฉายส่องผิด ๆ ถูก ๆ “ช้าแบบนี้ ไฟล์คงแก่ตายก่อน” ภีมไม่เงย “ถ้าคุณบ่นอีกคำ ผมจะให้คุณอ่านคู่มือระบบไฟฟ้าฉบับราชการสามร้อยหน้า” โอมที่ตามมาด้วยถอนหายใจ “สองคนนี้ช่วยเกลียดกันเบา ๆ ได้ไหม สายไฟมันแก่กว่ายายฉันอีก” ภีมเสียบฮาร์ดดิสก์ เสียงเครื่องดังติ๊ด หน้าจอขึ้นภาพทางเดินหลังตลาดเมื่อคืน แสงนีออนกระพริบ เมฆเดินเร็ว ถือกล้องจิ๋ว มีเงาคนตามหลัง แต่ก่อนเห็นหน้า ภาพกระตุกเป็นเส้นสีเทา มะปรางทุบโต๊ะ “ใครลบ!” โอมชี้มุมจอ “เดี๋ยว ย้อนสิบวินาที เงานั่นลากเท้าซ้าย” มะปรางนึกถึงนพทันที ภีมมองเธอ “อย่าเพิ่งตัดสินจากเงา” แต่ความดื้อของเธอแข็งขึ้นเหมือนปูนแห้ง
สี่โมงครึ่ง หน้าห้องยามตลาด แสงเย็นตัดผ่านตะแกรงเหล็กเป็นลายกรงบนพื้น เสียงเด็กนักเรียนซื้อขนมหน้าโรงเจดังเจี๊ยวจ๊าว กลิ่นกาแฟโบราณไหม้นิด ๆ จากร้านข้าง ๆ ลอยมา อากาศเริ่มคลายร้อนแต่เหงื่อยังเหนียวตามหลัง มะปรางบุกเข้าไป นพกำลังทายาให้ฝ่ามือ เขาเงยหน้า ตาเหนื่อย “ลุงตามพี่หนูเมื่อคืนใช่ไหม” นพส่ายหน้า “ไม่…ได้…” เธอกางภาพเบลอจากมือถือ “ลากเท้าซ้ายเหมือนลุง ใครสั่งลุง เสี่ยกอบเหรอ” นพพยายามลุก มือปัดสมุดบันทึกตกพื้น ภายในมีรูปวาดประตูห้องเย็นและตัวเลขเวลา มะปรางก้มจะหยิบ นพคว้าก่อน “ของ…เมฆ…” คำนั้นทำให้ทุกอย่างหยุด โอมเข้ามาหอบ “ปราง อย่าเสียงดัง” แต่คนในตลาดเริ่มมุง เสี่ยกอบเดินมาอย่างพอดีเกินไป “มีอะไรหรือครับ” มะปรางชี้นพ “เขามีสมุดพี่เมฆ!” เสี่ยกอบทำหน้าเสียใจงาม ๆ “งั้นคงต้องให้ตำรวจดู” นพถูกพาไปที่ป้อมชั่วคราว ท่ามกลางเสียงกระซิบ มะปรางได้สมุดมา แต่ในอกกลับหนักเหมือนกลืนก้อนหิน นี่คือการตัดสินใจผิดครั้งที่สองของเธอ
หกโมงเย็น ตลาดดาวเปลี่ยนสีเป็นส้มทอง แสงพระอาทิตย์ลอดช่องหลังคาแตะควันจากกระทะหอยทอด เสียงกระทะฉ่า กลิ่นถ่านเปียกและน้ำจิ้มหวานคละคลุ้ง ลมเย็นจากคลองหลังตลาดพัดผ่านแต่ไม่พอไล่ความอึดอัด มะปรางนั่งกับโอมบนลังน้ำอัดลมหลังร้าน อ่านสมุดของเมฆ ตัวหนังสือเร็วและเอียงเหมือนคนเขียนรีบ หน้าหนึ่งเขียนว่า “ท่อใต้ห้องเย็นไม่ได้ซ่อม มันถูกเปิด” อีกหน้ามีชื่อ นพ พร้อมวงกลมและคำว่า “ไว้ใจได้ แต่พูดลำบาก” โอมเงยหน้าช้า ๆ “เธอทำเขาซวยแล้ว” มะปรางปิดสมุดแรง “ฉันไม่รู้” “ใช่ เธอไม่รู้ แต่เธอพูดเหมือนรู้ตลอด” โอมไม่เคยเสียงแข็งขนาดนี้ แสงเย็นทำให้หน้าเขาดูโตขึ้น “เมฆฝากฉันบอกเธอว่า ถ้าเขาหาย ให้เธอฟังคนอื่นก่อนวิ่ง” มะปรางหันมอง “ทำไมเพิ่งบอก” โอมกลืนน้ำลาย “เพราะฉันกลัวเธอด่าว่าฉันขี้ขลาด” ความเงียบตกลงระหว่างกลิ่นหอยทอด มะปรางอยากขอโทษ แต่คำติดคอเหมือนก้างปลา
หนึ่งทุ่มสิบห้า ศาลเจ้าท้ายตลาดสว่างด้วยหลอดไฟสีแดง เสียงกระดิ่งจากลมคลองดังกรุ๊งกริ๊ง กลิ่นธูปหนาและกลิ่นโคลนเย็นจากน้ำขึ้น อากาศชื้นจนผิวเหนียว ภีมยืนรอใต้รูปดาวไม้เก่าที่แขวนเหนือประตูศาล เขาถือเอกสารเขตม้วนหนึ่ง “ผมตรวจชื่อผู้รับเหมา บริษัทเดียวกับที่เสี่ยกอบเสนอสร้างตลาดใหม่” มะปรางขยับเข้าใกล้ แสงแดงทำให้ดวงตาเธอดูนุ่มลง “แล้วเขตของนายเซ็นให้เขา?” ภีมพยักหน้าเจ็บ ๆ “พ่อผมเป็นคนอนุมัติรอบแรก แต่ผมยังไม่รู้ว่าเขารู้เรื่องท่อไหม” เธอหัวเราะสั้น “ดีเลย ลูกคนอนุมัติมาช่วยลูกคนถูกไล่” ภีมรับคำด้วยรอยยิ้มบาง “ฟังเหมือนละครเย็น แต่ผมไม่ได้เลือกนามสกุลตัวเอง” โอมเดินวนดูพื้นศาล “เมฆเขียนรูปดาวไว้สามดวงในสมุด อาจหมายถึงที่นี่” มะปรางก้มมองฐานรูปดาวไม้ มีรอยขูดใหม่ เธอใช้กุญแจแคะ ช่องเล็กเปิดออก ข้างในมีเมมโมรีการ์ดห่อพลาสติก กลิ่นธูปเหมือนเข้มขึ้น ทุกคนมองของเล็ก ๆ นั้นอย่างระวัง ราวกับมันมีน้ำหนักเท่าทั้งตลาด
สองทุ่ม ห้องฉายหนังเก่าชั้นบนของตลาดถูกใช้เก็บป้ายผ้า แสงจากโปรเจกเตอร์พกพาของโอมยิงใส่ผนังลอก เสียงพัดลมตั้งพื้นดังวืด ๆ กลิ่นผ้าเก่า ฝุ่น และหนูตายจาง ๆ ทำให้ภีมจาม อากาศร้อนนิ่งแม้ด้านนอกเริ่มเย็นลง มะปรางเสียบการ์ด ภาพจากกล้องเมฆปรากฏ เมฆยืนในห้องเย็นร้าง ไฟฉายส่องท่อเหล็กที่มีคราบน้ำมันสีรุ้ง “ถ้าคลิปนี้ไปถึงปราง อย่าด่าใครก่อนฟังนะ” เสียงเมฆในภาพทำให้เธอกัดริมฝีปาก เมฆหันกล้องไปที่เอกสารจริง “ลายเซ็นตรวจรับของฉันถูกปลอม มีคนเอาสารไวไฟซ่อนใต้ตลาด ถ้าเกิดไฟไหม้ เขาจะอ้างว่าตลาดเก่าไม่ปลอดภัย” เสียงประตูในคลิปดังปัง เมฆหัน “ใครน่ะ” ภาพสั่น มีเสียงอีกคน “ส่งกล้องมา เมฆ อย่าทำให้ยายกับน้องเดือดร้อน” เงาในภาพสวมแหวนหัวดาวแบบเดียวกับเสี่ยกอบ แต่ก่อนเห็นหน้า คลิปดับ มะปรางหายใจแรง โอมกระซิบ “เขาไม่ได้หนี” เป้าหมายของมะปรางเปลี่ยนทั้งตัว จากหาคนผิดเพื่อระบายโกรธ เป็นช่วยพี่และหยุดไฟที่อาจเผาทุกชีวิต
สามทุ่มยี่สิบ ทางเดินไปห้องเย็นหลังตลาดมีแสงหลอดนีออนสีน้ำเงินซีด เสียงน้ำหยดจากท่อดังติ๋ง ๆ กลิ่นสนิม ปลาหมัก และสารเคมีจาง ๆ เย็นกว่าด้านหน้าเหมือนมีลมจากใต้ดิน มะปรางจะวิ่งเข้าไป แต่ภีมดึงแขน “เราแจ้งตำรวจและดับเพลิงก่อน” เธอสะบัด “ถ้าพี่ฉันอยู่ข้างใน เขาไม่มีเวลารอหนังสือราชการ” ภีมเสียงต่ำ “นี่ไม่ใช่เรื่องคุณคนเดียว” เธอสวน “นายพูดได้ เพราะพี่นายไม่ได้หาย” โอมยืนกลางทาง “ปราง หายใจ” ความเงียบสั้น ๆ มีเสียงตู้แช่เก่าดังครืนจากความมืด เธอหลับตาหนึ่งจังหวะ แล้วหยิบมือถือโทรหายายส้ม “ยาย หนูเจอคลิป พี่อาจอยู่ห้องเย็น ยายช่วยบอกป้าหวานกับเฮียหมูว่าอย่าให้ใครจุดเตาเพิ่ม” ยายเงียบไปก่อนตอบ “เอ็งกำลังกลัวใช่ไหม” มะปรางกลืน “กลัวมาก” “ดี กลัวแล้วฟังคนอื่นบ้าง” เธอมองภีมกับโอม “โทรตำรวจ โทรดับเพลิง แต่เราจะเข้าไปดูทางออก ไม่เข้าไปลึก” นี่เป็นครั้งแรกในวันนั้นที่เธอไม่วิ่งนำด้วยความโกรธ
สี่ทุ่ม ห้องเย็นร้างเปิดด้วยเสียงเหล็กขูดหู แสงไฟฉายสามดวงตัดผ่านไอเย็นที่ลอยต่ำ กลิ่นเนื้อเก่าและน้ำยาฆ่าเชื้อเกาะเพดาน อุณหภูมิลดจนลมหายใจเป็นไอขาว พื้นเปียกลื่น มะปรางก้าวช้า ๆ มือจับชั้นเหล็ก ภีมใช้ผ้าปิดจมูก โอมถือเชือกผูกกับประตู “ถ้าใครล้ม ฉันไม่แบกนะ ฉันตัวเท่าก้างปลา” เขาพูดเพื่อกลบเสียงสั่น มะปรางเกือบยิ้ม ก่อนเสียงเคาะสามครั้งดังจากผนังด้านใน ปัง ปัง ปัง เธอหยุด “พี่เมฆ?” มีเสียงครูดตอบแผ่ว ๆ จากพื้นใต้ชั้นแช่แข็ง ภีมส่องไฟ พบฝาปิดท่อเหล็กถูกเชื่อมโซ่ไว้ ใหม่กว่าส่วนอื่น มะปรางคุกเข่าดึงจนมือแดง “พี่! ได้ยินไหม!” จากใต้ฝา เสียงผู้ชายแหบดังขึ้น “ปราง…อย่าตัดโซ่…แก๊ส…” ความดีใจกลายเป็นความหนาวลึกกว่าอากาศ เธอถอยทันที ภีมก้มตรวจ “ถ้าเกิดประกายไฟอาจระเบิด” เสียงไซเรนไกล ๆ เริ่มแทรกเข้ามา แต่ยังห่างเกินกว่าจะอุ่นใจ
ห้าทุ่มสิบ ลานหลังตลาดถูกไฟฉุกเฉินของรถดับเพลิงย้อมเป็นแดงสลับน้ำเงิน เสียงวิทยุสื่อสารแตกพร่า กลิ่นควันบุหรี่ของคนมุงกับกลิ่นสารเคมีจากช่องท่อทำให้คอแห้ง อากาศกลางคืนเย็นแต่พื้นปูนยังคายความร้อน เจ้าหน้าที่กั้นเชือก มะปรางยืนหน้าซีด ยายส้มกอดไหล่เธอแน่น นพถูกตำรวจพามาจากป้อม เพราะสมุดเป็นหลักฐาน เขายกมือที่พันผ้าชี้ไปที่ฝาท่อ “วาล์ว…อีก…ทาง” ตำรวจหนุ่มทำหน้าไม่เข้าใจ “ลุงพูดช้า ๆ” เสี่ยกอบปรากฏตรงขอบวง คนของเขาถือแฟ้ม “ผมเป็นผู้ดูแลพื้นที่ ต้องขอให้หยุดทำลายทรัพย์สิน” มะปรางพุ่งจะไปหา แต่ยายดึงไว้ “อย่าให้เขาใช้ไฟเอ็ง” ภีมเดินไปเผชิญหน้าเสี่ยกอบ “มีคนติดอยู่ใต้ตลาด และมีสารไวไฟ คุณจะรับผิดชอบไหม” เสี่ยกอบยิ้มแข็ง “เด็กฝึกงานอย่าพูดเกินตำแหน่ง” พ่อของภีมมาถึงในรถเขต แสงไฟสะท้อนแว่นเขา “ภีม กลับบ้าน” ภีมมองพ่อ มองมะปราง แล้วตอบเสียงสั่นแต่ชัด “ผมยังทำงานอยู่ครับ”
เที่ยงคืนยี่สิบนาที ในห้องประชุมเล็กของสำนักงานตลาด แสงหลอดยาวขาวจัดทำให้ทุกหน้าดูเหนื่อย เสียงพัดลมเพดานดังแกร๊ก ๆ กลิ่นกาแฟซองกับผ้าพันแผลใหม่ปนกัน อากาศอับจากคนแน่นห้อง มะปรางวางคลิปของเมฆบนโต๊ะ ตำรวจหญิงชื่อรสสุคนธ์กดดูซ้ำ เธอเป็นคนพูดสั้น ๆ ตรง ๆ “หลักฐานพอให้สั่งค้นเพิ่ม แต่ยังจับใครไม่ได้ถ้าไม่มีตัวคนสั่ง” มะปรางชี้เสี่ยกอบที่ยืนกอดอก “แหวนเขาไง” รสสุคนธ์เงยหน้า “แหวนไม่ใช่กุญแจมือ” เสี่ยกอบถอนหายใจ “ผมเห็นใจเด็กนะครับ แต่พี่ชายเธออาจทำผิดแล้วสร้างเรื่อง” มะปรางตบโต๊ะ “อย่าพูดถึงพี่ฉัน!” นพพยายามยื่นกระดาษให้ตำรวจ แต่คำเขียนอ่านยาก โอมช่วยอ่าน “วาล์วระบายอยู่ใต้ร้านขายผ้าของป้าละมุน” ป้าละมุนที่นั่งฟังอยู่สะดุ้ง “ใต้ร้านฉัน? ทำไมฉันไม่รู้” พ่อภีมหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย มะปรางเห็น แต่แทนที่จะระเบิด เธอจับจังหวะนั้นไว้ในใจ เป็นหลักฐานเงียบที่ต้องตามต่อ
ตีหนึ่งสิบห้า ร้านขายผ้าของป้าละมุนมืดและหอมกลิ่นผ้าพับใหม่ผสมลูกเหม็น แสงไฟฉายไล้ผ่านม้วนผ้าสีสดเหมือนงูหลับ เสียงพื้นไม้ลั่นทุกก้าว อากาศเย็นจากคลองลอดช่องพื้นขึ้นมา ป้าละมุนเดินนำอย่างหวงของ “อย่าเหยียบผ้าไหมนะ แพงกว่าค่าหัวพวกเธอรวมกัน” โอมกระซิบ “ป้าด่าแล้วอบอุ่นแปลก ๆ” มะปรางก้มเคาะพื้น พบแผ่นไม้เสียงกลวง ภีมใช้ไขควงงัดอย่างระวัง ใต้พื้นมีวาล์วเหล็กกับกล่องดำกันน้ำ มะปรางเอื้อมจะหยิบ แต่ภีมจับข้อมือ “ถ่ายรูปก่อน อย่าให้ใครว่าเรายัดของ” เธอชะงัก นี่เป็นบทเรียนเล็ก ๆ ที่มือเธอยอมฟัง รสสุคนธ์สวมถุงมือเปิดกล่อง พบแฟลชไดรฟ์และโทรศัพท์รุ่นเก่า หน้าจอมีข้อความล่าสุดจากชื่อ “ต.” ว่า “เด็กผู้หญิงเริ่มขุด อย่าปล่อยถึงเช้า” มะปรางหนาววาบ “ต. คือใคร” เสียงหลังร้านดังแกรก ทุกคนหัน ไฟฉายจับต้น ชายหนุ่มนักจัดกิจกรรมตลาดที่เคยช่วยทำโปสเตอร์ไล่รื้อ เขายกมือยิ้มเจื่อน “ผมแค่ได้ยินเสียง”
ตีสองครึ่ง ตรอกข้างร้านผ้าแคบจนไหล่เกือบชนกำแพง แสงจากไฟฉายส่ายไปบนคราบตะไคร่ เสียงแมวคุ้ยถังขยะดังกรอบแกรบ กลิ่นน้ำคลองเน่าและพริกแห้งจากโกดังแสบจมูก อากาศเย็นชื้นทำให้พื้นลื่น ต้นเดินถอยเมื่อมะปรางถาม “พี่รู้เรื่องข้อความไหม” เขายิ้มแบบคนเคยใช้คำหวานขายความหวัง “ปราง ใจเย็น พี่ช่วยทำเพจให้ตลาดมาตลอดนะ” มะปรางจับแฟ้มแน่น เธอเคยเชื่อเขาเพราะเขาพูดเก่งและด่าเสี่ยกอบดังที่สุด โอมมองต้นด้วยตาแข็ง “ถ้าช่วย ทำไมอยู่ตรงนี้ตอนตีสอง” ต้นถอนหายใจ “ฉันตามดูพวกเธอเพราะกลัวเด็กทำเรื่องใหญ่พัง พรุ่งนี้มีสื่อมา ฉันจัดไว้” มะปรางเผลอคิดว่าเขาอาจช่วยขยายคลิป จึงตัดสินใจผิดครั้งที่สาม เธอดึงเมมโมรีการ์ดสำรองออกจากกระเป๋า “งั้นพี่เอาคลิปปล่อยเลย อย่าให้ใครปิดข่าว” ภีมร้อง “ปราง เดี๋ยว!” แต่ต้นคว้าไปเร็วเกินคาด รอยยิ้มเขาหาย เขาถอยเข้าความมืด ป้าละมุนตะโกนด่าตาม เสียงฝีเท้าวิ่งห่างไปพร้อมหลักฐานสำคัญ
ตีสามห้านาที ตลาดดาวที่เคยเสียงดังทั้งวันเหลือเพียงเสียงไซเรนไกล ๆ กับเสียงลมหอบผ่านหลังคา แสงไฟฉุกเฉินกะพริบเป็นจังหวะบนแผงว่าง กลิ่นควันธูปเก่าปนกลิ่นโลหะเย็น อากาศหนาวจนมะปรางกอดแขนตัวเอง แต่ความเย็นในอกหนักกว่า เธอนั่งบนพื้นหน้าร้านยายส้ม น้ำตาไหลเงียบ ๆ ยายวางแก้วน้ำอุ่นขิงลง “ร้องก็ร้อง อย่าทำเป็นตู้เหล็ก” มะปรางเสียงแตก “หนูทำพัง หนูทำลุงนพโดนจับ หนูให้คลิปคนผิด หนูเกือบเผาพี่เพราะจะตัดโซ่” โอมทรุดนั่งข้าง ๆ ไม่ประชด “ใช่ เธอทำพังหลายอย่าง” เธอสะอึก หันไปมองเขา “ขอบใจที่ปลอบ” “ยังพูดไม่จบ” โอมยื่นโทรศัพท์ “แต่ฉันสำรองคลิปตอนเราดูในห้องฉายไว้ครึ่งหนึ่ง เสียงพอชัด เห็นแหวนไม่เต็ม” ภีมเดินมาพร้อมรอยถลอกที่แขน “โทรศัพท์ในกล่องมีประวัติส่งข้อมูลไปเครื่องต้น เราตามตำแหน่งได้ถ้าพ่อผมเซ็นคำสั่งด่วน” มะปรางเงยหน้า “แล้วพ่อนายจะเซ็นไหม” ภีมมองไปทางสำนักงาน “ถ้าผมกล้าพูดความจริงกับเขา”
ตีสี่สิบนาที ห้องทำงานเขตชั่วคราวถูกจัดในร้านกาแฟโบราณ แสงหลอดกลมสีเหลืองส่องถ้วยกาแฟเรียงเป็นแถว เสียงช้อนคนแก้วดังเบา ๆ กลิ่นกาแฟคั่วแก่กับนมข้นหวานอบอวล อากาศก่อนเช้าเย็นลงจนกระจกมีฝ้า พ่อภีมนั่งตัวตรง เอกสารกองหน้าเขาเหมือนกำแพง ภีมยืน opposite มือกำแน่น “พ่อรู้ไหมว่าท่อถูกเปิด” ชายวัยกลางคนถอดแว่น “คำถามนี้ทำร้ายคนที่เลี้ยงแกมา” ภีมเสียงสั่น “คำตอบของพ่ออาจช่วยคนที่ติดอยู่ใต้ตลาด” มะปรางยืนข้างประตู ไม่พูดแทรก แม้ในอกอยากตะโกน พ่อภีมหลับตา “ฉันเซ็นตามรายงานของผู้รับเหมา เสี่ยกอบบอกว่าเมฆตรวจแล้ว ฉัน…ไม่ได้ลงพื้นที่เอง” ความเงียบหนักเท่าตู้เหล็ก ภีมวางโทรศัพท์ในกล่องบนโต๊ะ “งั้นเซ็นคำสั่งค้นเครื่องต้นและระงับพื้นที่เสี่ยกอบ พ่อยังเลือกได้” พ่อมองลายเซ็นตัวเองบนเอกสารเก่าเหมือนมองแผล เขาหยิบปากกา มือสั่นเล็กน้อย “ถ้าฉันเซ็น ฉันก็ต้องถูกสอบ” ภีมตอบเบา “ครับ แต่ถ้าไม่เซ็น เราจะเสียมากกว่างาน” ปากกากดลงบนกระดาษ เสียงคลิกเล็ก ๆ เปลี่ยนทิศทางทั้งคืน
ตีห้าครึ่ง ฟ้าเหนือปากซอยเริ่มเป็นสีเทาเงิน แสงเช้าใหม่แตะยอดหลังคาตลาด เสียงนกกระจอกแย่งเศษขนมดังจิ๊บ ๆ กลิ่นน้ำซุปแรกของยายส้มเริ่มเดือดอีกครั้งปนกลิ่นสายไฟร้อนจากห้องเย็น อากาศเย็นสบายแต่ทุกคนไม่มีใครง่วง ตำรวจแกะตำแหน่งโทรศัพท์ของต้นไปถึงโรงหนังเก่าฝั่งตรงข้ามตลาด อาคารปิดมานาน แสงในล็อบบี้มืดทึบ เสียงป้ายสังกะสีแกว่งเอี๊ยด กลิ่นเบาะผุและฉี่แมวลอยออกมา มะปรางจะก้าวนำ รสสุคนธ์ยกมือห้าม “คราวนี้เธออยู่ข้างหลัง” มะปรางเม้มปาก “ค่ะ” คำเดียวสั้นแต่ยาก โอมกระซิบ “โตขึ้นสามมิล” เธอศอกใส่เขาเบา ๆ ภีมถือไฟฉายอีกดวง เดินระวังเศษกระจก ต้นถูกพบหลังเคาน์เตอร์ขายตั๋วเก่า กำลังเสียบแฟลชไดรฟ์กับเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา เขาหน้าซีดเมื่อเห็นตำรวจ “ผมแค่จะอัปโหลด” รสสุคนธ์ดึงสายออก “อัปโหลดไปไหน” หน้าจอค้างบนโปรแกรมลบไฟล์ถาวร มะปรางกำมือจนเล็บจิกฝ่ามือ แต่เธอไม่พุ่งเข้าใส่ เธอปล่อยให้กฎหมายทำงานครั้งแรก
หกโมงยี่สิบ ในโถงโรงหนังเก่า แสงเช้าลอดรูหลังคาเป็นลำฝุ่น เสียงตำรวจอ่านสิทธิ์ให้ต้นดังสะท้อนผนังลอก กลิ่นเชื้อราและกระดาษตั๋วเก่าทำให้หายใจติด ๆ อากาศข้างในเย็นกว่าข้างนอก ต้นนั่งบนเก้าอี้พับ มือถูกล็อก เขามองมะปราง “พี่ไม่ได้อยากทำร้ายเมฆ เสี่ยกอบแค่ให้พี่จับตา เขาบอกจะสร้างตลาดใหม่ มีพื้นที่ให้ทุกคน” มะปรางตอบเสียงแห้ง “แล้วเงินที่เขาให้ล่ะ” ต้นหลุบตา “แม่พี่ต้องผ่าตัด” โอมพึมพำ “ทุกคนมีเหตุผล แต่ไม่ใช่ทุกเหตุผลจะกลายเป็นมีดได้” ต้นหัวเราะขื่น “พูดเก่งขึ้นนะ โอม” ภีมถาม “เสี่ยกอบจะทำอะไรเช้านี้” ต้นเงียบ รสสุคนธ์วางโทรศัพท์ในกล่องต่อหน้า “ข้อความว่าอย่าปล่อยถึงเช้า หมายถึงอะไร” ต้นกลืนน้ำลาย แสงฝุ่นตัดผ่านหน้าเขา “คืนนี้…ไม่สิ ตอนเจ็ดโมง เขาจะให้คนจุดไฟเล็ก ๆ ที่ร้านเก่าท้ายตลาด มีสื่อมาเห็นพอดี แล้วสารใต้ท่อจะทำให้มันไม่เล็ก” มะปรางรู้สึกเหมือนพื้นโรงหนังเอียง “พี่เมฆอยู่ใต้ท่อนั่น” ต้นหลับตา “ผมรู้”
หกโมงห้าสิบห้า ตลาดดาวกลับมามีคนเพราะข่าวลือวิ่งเร็วกว่ารถเข็น แสงเช้าขาวสะท้อนหลังคา เสียงแม่ค้าถามกันดังวุ่น กลิ่นน้ำมันร้อนเริ่มขึ้นจากร้านทอด แม้อากาศยังเย็น ตำรวจและดับเพลิงสั่งปิดเตา แต่บางร้านไม่ยอม เฮียหมูเจ้าของร้านข้าวหมูแดงตะโกน “ถ้าปิดวันนี้ ลูกน้องฉันกินอะไร” ป้าหวานสวน “ถ้าไฟไหม้ ลูกน้องแกกินควัน!” มะปรางปีนขึ้นลังน้ำอัดลม มือถือคลิปของเมฆเชื่อมกับลำโพงตลาดเก่า เสียงไมค์หอนแหลมจนทุกคนอุดหู เธอหายใจเข้าลึก กลิ่นน้ำซุปยายส้มลอยมาจากด้านหลังเหมือนมือดันให้ยืน “ทุกคน ฟังหนูหน่อย” เสียงเธอสั่น คนบางคนยังซุบซิบเรื่องที่เธอกล่าวหานพ “หนูเคยพูดมั่ว หนูทำให้ลุงนพเดือดร้อน หนูขอโทษต่อหน้าทุกคน” นพยืนข้างรถดับเพลิง ตาแดง เธอก้มศีรษะ “แต่ตอนนี้พี่เมฆอยู่ใต้ตลาด และเสี่ยกอบจะจุดไฟให้เรากลายเป็นข่าว หนูไม่ขอให้เชื่อหนูเพราะหนูเสียงดัง ขอให้เชื่อหลักฐาน” เธอเปิดเสียงเมฆผ่านลำโพง ตลาดทั้งตลาดเงียบลงทีละแผง
เจ็ดโมงห้านาที เสียงเมฆจากลำโพงแตกพร่าแต่ชัดพอให้คนจำได้ แสงแดดไต่ขึ้นบนหน้าคนฟัง กลิ่นแก๊สจาง ๆ เริ่มลอยจากท้ายตลาดเหมือนกลิ่นไข่เน่า อากาศอุ่นขึ้นเร็วผิดปกติ รสสุคนธ์สั่ง “อพยพฝั่งตะวันตกก่อน!” เสี่ยกอบปรากฏจากประตูด้านข้าง เสื้อสูทสีเทาเรียบเหมือนยังเชื่อว่าความเรียบร้อยช่วยปิดไฟได้ “หยุดการแสดงเถอะครับ คลิปตัดต่อทำลายชื่อเสียงผม” มะปรางลงจากลัง เผชิญหน้าเขา ห่างกันแค่สองช่วงแขน “พี่เมฆอยู่ใต้ท่อ คุณขังเขาไว้” เสี่ยกอบยิ้มไม่ถึงตา “เด็กน้อย บ้านเธอเป็นแผงก๋วยเตี๋ยวเล็ก ๆ อย่าคิดว่าตลาดทั้งตลาดเป็นของเธอ” ยายส้มเดินมาข้างหลาน “ก็เพราะไม่ใช่ของมันคนเดียวไง ทุกคนถึงยืนอยู่ตรงนี้” คนขายปลา คนขายผ้า เฮียหมู ป้าหวาน เริ่มช่วยกันปิดวาล์วแก๊สร้านตัวเอง โอมพาเด็ก ๆ ออกทางคลอง ภีมส่งเอกสารคำสั่งระงับให้ตำรวจ เสี่ยกอบหันหนี โทรศัพท์ในมือสั่น มะปรางเห็นข้อความแวบเดียวว่า “จุดแล้ว” จากท้ายตลาด เสียงระเบิดเล็ก ๆ ดังปุ ตามด้วยควันดำพุ่งขึ้น
เจ็ดโมงสิบสอง นาทีท้ายตลาดกลายเป็นภาพสั่นไหว แสงไฟสีส้มลามใต้กันสาดร้านเก่า เสียงคนร้อง เสียงถังดับเพลิงฉีดฟู่ กลิ่นพลาสติกไหม้และสารเคมีเผาจมูก อากาศร้อนตบหน้าเหมือนเปิดเตาอบ มะปรางวิ่งไปพร้อมเจ้าหน้าที่ แต่หยุดที่เชือกกั้นเมื่อเห็นควันไหลลงช่องท่อที่เมฆติดอยู่ รสสุคนธ์ตะโกน “ถอย! ทีมดับเพลิงเข้า!” นพวิ่งกะเผลกไปที่ร้านผ้า ชี้วาล์วใต้พื้น “ปิด…สอง…รอบ!” ป้าละมุนโยนผ้าเปียกให้เขา “เอ้า พูดน้อยแต่สั่งยากจริง!” มะปรางเห็นเสี่ยกอบพยายามออกทางซอยพร้อมกระเป๋าเอกสาร เธอจะวิ่งตาม ความโกรธพุ่งขึ้นร้อนกว่าไฟ แต่เสียงเคาะสามครั้งจากท่อดังผ่านแผ่นเหล็ก ปัง ปัง ปัง เธอชะงัก พี่ชายยังหายใจอยู่ ภีมจับไหล่เธอ “ตำรวจจับเขาได้ ถ้าเธอช่วยเปิดทางให้ทีมกู้ภัย เราอาจช่วยเมฆได้” การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้นเผาทุกนิสัยเก่าของเธอ มะปรางหันหลังให้เสี่ยกอบ แล้วคว้าถังทรายลากไปเทกันไฟที่ปากช่องท่อ
เจ็ดโมงยี่สิบห้า ไฟลามช้าลงแต่ควันหนาจนแสงเช้ากลายเป็นสีทองหม่น เสียงหายใจผ่านหน้ากากของนักดับเพลิงดังฟืด ๆ กลิ่นไหม้ติดลิ้น อุณหภูมิใกล้พื้นสูงจนรองเท้ามะปรางร้อน เธอกับโอมช่วยส่งถังทรายเป็นแถว คนในตลาดต่อคิวจากคลองมาถึงท้ายตลาด มือเปื้อนโคลนและเขม่า ยายส้มตะโกนด่าคนที่แตกแถว “อยากตายก็ไปตายหลังส่งถัง!” เฮียหมูหัวเราะทั้งไอ “ยายดุจนไฟกลัวแล้ว!” ภีมช่วยรสสุคนธ์กางแผนผังที่เมฆวาด “ถ้าเปิดวาล์วนี้ ควันจะออกปล่องหลังศาล แต่ต้องมีคนหมุนจากใต้ร้านผ้า” นพยกมือ “ผม…” มะปรางจับมือเขาแน่น “หนูไปด้วย ลุงรู้ทาง หนูแรงเยอะ” นพมองเธอนาน ก่อนพูดช้า ๆ “ฟัง…นะ” เธอพยักหน้า “ค่ะ หนูฟัง” ทั้งสองคลานเข้าใต้ร้านผ้า แสงไฟฉายสั่นบนคานไม้ กลิ่นดินเย็นปนแก๊สแสบจมูก เสียงหัวใจมะปรางดังในหู แต่ครั้งนี้เธอเดินตาม ไม่ใช่วิ่งนำ
เจ็ดโมงสามสิบหก ใต้พื้นร้านผ้าแคบและมืด แสงไฟฉายของนพเป็นวงเล็กบนท่อเหล็กสนิม เสียงไฟข้างนอกคำรามทึบ ๆ กลิ่นแก๊สทำให้น้ำตาไหล อากาศร้อนสลับเย็นจากช่องลมจนผิวขนลุก นพชี้วาล์วสองตัว “อัน…ซ้าย…ช้า…อันขวา…ห้าม” มะปรางเอาผ้าเปียกพันมือ หมุนวาล์วซ้ายทีละน้อย เหล็กฝืดจนข้อมือปวด “มันไม่ขยับ” นพเอื้อมมาช่วย มือที่มีแผลเลือดซึม “พร้อม…หนึ่ง…สอง” ทั้งคู่หมุนพร้อมกัน เสียงเหล็กครางดังลึก ควันด้านนอกเปลี่ยนทิศ เสียงเจ้าหน้าที่ตะโกน “ได้ผล!” แต่วาล์วสะดุด มะปรางกัดฟัน นึกถึงวันที่เธอผลักมือคู่นี้จนเลือดออก “ลุง หนูขอโทษ” นพไม่มองเธอ แต่ยิ้มมุมปาก “ค่อย…ขอโทษ…ตอน…รอด” พวกเขาออกแรงอีกครั้ง วาล์วหมุนครบ เสียงลมพุ่งผ่านท่อเหมือนสัตว์ใหญ่ถอนหายใจ ตลาดทั้งตลาดเหมือนได้อากาศคืน
เจ็ดโมงสี่สิบแปด ฝาท่อห้องเย็นถูกทีมกู้ภัยเปิดด้วยเครื่องมือไร้ประกาย แสงไฟขาวส่องลงไปในความมืด เสียงเครื่องดูดควันคำราม กลิ่นโลหะไหม้ยังแรงแต่แก๊สเบาลง อากาศร้อนชื้นทำให้ทุกคนเหงื่อท่วม มะปรางยืนหลังเส้นกั้น มือจับเชือกจนข้อนิ้วขาว นักกู้ภัยคนหนึ่งตะโกน “พบผู้บาดเจ็บหนึ่ง ยังรู้สึกตัว!” โลกของเธอหยุดหนึ่งจังหวะ เมฆถูกยกขึ้นมา ใบหน้าซีด ริมฝีปากแตก เสื้อเปื้อนสนิม เขาไอแรง ๆ เมื่อหน้ากากออก มะปรางพุ่งเข้าไปคุกเข่าข้างเปล “พี่ พี่ได้ยินหนูไหม” เมฆลืมตา ฝืนยิ้ม “ได้ยินตั้งแต่ไมค์หอน…เสียงยังแสบเหมือนเดิม” เธอร้องไห้ทั้งหัวเราะ “พี่บ้า ทำไมไม่กลับบ้าน” เมฆยกมือแตะหน้าผากเธอเบา ๆ “เพราะมีคนล็อกประตูไง น้องโง่” ยายส้มตีแขนเขาเบา ๆ “รอดมาก็ปากเสียเลยนะ” รอบตัว เสียงคนตลาดโห่โล่งใจดังขึ้นเหมือนคลื่น แต่มะปรางยังจับมือพี่ไว้แน่น รู้สึกถึงชีพจรอ่อน ๆ ที่ยืนยันว่าเธอยังมีโอกาสแก้ตัว
แปดโมงสิบห้า หน้าโรงหนังเก่า เสี่ยกอบถูกตำรวจคุมตัว แสงเช้าชัดเจนจนไม่มีเงาสวยให้เขาซ่อน เสียงนักข่าวที่มาถึงช้ากว่าควันถามรัว กลิ่นเขม่าติดผมทุกคน อากาศร้อนขึ้นตามวันใหม่ เสี่ยกอบยังยิ้มให้กล้อง “ผมถูกใส่ร้ายโดยเด็กและเจ้าหน้าที่ที่ต้องการชื่อเสียง” รสสุคนธ์วางโทรศัพท์ของต้น เอกสารปลอม และบันทึกการโอนเงินลงในถุงหลักฐาน ภีมยืนข้างพ่อที่หน้าซีด พ่อเขาพูดกับนักข่าวเสียงต่ำ “ผมอนุมัติจากเอกสารที่ไม่ตรวจสอบเอง และจะให้ความร่วมมือทุกขั้นตอน” ภีมหันมองพ่อ เหมือนเพิ่งเห็นผู้ใหญ่คนหนึ่งยอมเล็กลงเพื่อความจริง มะปรางเดินไปหานพต่อหน้าคนตลาด เธอก้มศีรษะลึก “หนูขอโทษที่กล่าวหาลุง ขอโทษที่ทำให้เลือดออก ขอโทษที่ไม่ฟัง” เสียงตลาดเงียบ นพยกมือแตะไหล่เธอ “จำ…ไว้…คนพูดช้า…ไม่ได้…โกหก” โอมพึมพำ “ประโยคนี้ควรติดป้ายหน้าตลาด” ป้าละมุนตอบทันที “ติดได้ แต่ห้ามใช้ผ้าฉัน ฟรีไม่มีในโลก” เสียงหัวเราะแรกของเช้าวันนั้นดังผ่านควันบาง ๆ
เก้าโมงครึ่ง โรงพยาบาลชุมชนใกล้ตลาดมีแสงขาวสะอาดสะท้อนพื้นกระเบื้อง เสียงรถเข็นกับเสียงประกาศเรียกคิวดังเป็นระยะ กลิ่นแอลกอฮอล์และข้าวต้มโรงพยาบาลปะทะกัน อากาศเย็นจากแอร์ทำให้มะปรางที่ยังเปื้อนเขม่าสั่น เมฆนอนบนเตียงสังเกตอาการ มีสายน้ำเกลือที่แขน เขาหันไปมองโอม “ขอบใจที่สำรองคลิป ไอ้เด็กกลัวผีแต่ไม่กลัวไฟล์หาย” โอมยืดอก “ผมกลัวคนโง่ลบไฟล์มากกว่าผี” มะปรางนั่งข้างเตียง ไม่กล้าสบตาพี่นาน “หนูด่าคนไปทั่ว” เมฆพยักหน้า “รู้ ได้ยินจากพยาบาลสองคนแล้ว ข่าวไวมาก” เธอทำหน้าจะร้อง เมฆถอนหายใจ “ปราง พี่ก็ผิด พี่แอบสืบคนเดียวเพราะคิดว่าปกป้องทุกคนได้ ทั้งที่ควรบอกยาย บอกนพ บอกโอม” ยายส้มที่ปอกส้มอยู่ปลายเตียงพูด “บ้านนี้เก่งแต่แบกโลก แข่งกันเป็นควาย” ภีมที่ยืนถือแก้วน้ำหลุดหัวเราะ มะปรางมองเขา รอยยิ้มเล็ก ๆ เกิดขึ้นช้า ๆ ไม่ใช่รักรวดเร็ว แต่เป็นความไว้ใจที่เพิ่งงอกในที่ไหม้เกรียม
สิบเอ็ดโมงยี่สิบ ตลาดดาวยังปิดครึ่งหนึ่ง แสงสายส่องผ่านรูหลังคาที่ดำเขม่า เสียงไม้กวาดขูดพื้นปูนดังครืด ๆ กลิ่นควันค้างติดกับกลิ่นน้ำสบู่ อากาศร้อนอบเพราะไฟฟ้าบางจุดยังตัด คนในตลาดช่วยกันล้างแผงของกันและกัน เฮียหมูยกถังน้ำให้ป้าหวาน ทั้งที่ปกติเถียงเรื่องที่จอดรถทุกเช้า ป้าละมุนตากผ้าเปื้อนเขม่าบนราวชั่วคราวแล้วบ่น “ใครทำสีตกใส่ผ้าฉัน ฉันสาปให้กินก๋วยเตี๋ยวไม่เจอตับ” มะปรางถือแปรงขัดพื้นหน้าห้องยาม นพนั่งเปลี่ยนผ้าพันแผล เธอไม่ได้พูดมาก แค่ขัดคราบเลือดเก่าบนขั้นบันไดออกทีละวง โอมเดินมาพร้อมน้ำเต้าหู้ “เธอจะไปสอบทุนภาพยนตร์บ่ายนี้ไหม” มะปรางชะงัก เธอเคยอยากใช้ทุนนี้หนีตลาด “ไม่รู้สิ ตลาดยังเละ” โอมวางถุงน้ำข้างเธอ “เมฆบอกว่าอยากให้เธอไป แต่ฉันบอกก่อน เธอถ่ายหนังเกี่ยวกับตลาดได้ห่วยถ้ายังเกลียดมันอยู่” เธอมองแผงที่ไหม้ครึ่งหนึ่ง เห็นยายส้มด่าคนขนหม้อผิด เห็นภีมช่วยติดป้ายห้ามเข้า เธอพูดเบา “งั้นคงต้องเรียนรู้มันก่อนถ่าย”
บ่ายสองโมง ห้องสอบทุนอยู่ในศูนย์เยาวชนใกล้คลอง แสงแดดผ่านหน้าต่างบานเกล็ดเป็นเส้นบนโต๊ะพลาสติก เสียงเรือหางยาวข้างนอกดังป๊อก ๆ กลิ่นกระดาษใหม่กับโคลนคลองหลังน้ำลดลอยเข้ามา อากาศร้อนแต่พัดลมเพดานช่วยไล่เหงื่อ มะปรางนั่งต่อหน้ากรรมการสามคน เสื้อยืดของเธอยังมีคราบเขม่าจาง ๆ กรรมการหญิงถาม “ทำไมถึงอยากได้ทุนทำหนัง” คำตอบเดิมของเธอคืออยากออกไปจากที่เดิม แต่ภาพตลาดเช้านี้ติดอยู่ในตา เธอวางมือถือที่มีคลิปเสียงเมฆบนโต๊ะ “หนูเคยคิดว่ากล้องคือทางหนีค่ะ ถ้าหนูถ่ายให้สวยพอ หนูจะไม่ต้องเป็นเด็กตลาดอีก” เธอหยุด เสียงเรือข้างนอกค่อย ๆ ห่าง “แต่เมื่อคืนหนูเห็นว่าถ้าไม่มีใครถ่ายความจริง คนที่พูดช้าจะถูกกล่าวหา คนที่มีเงินจะเขียนเรื่องแทนเรา หนูอยากทำหนังที่ไม่รีบตัดสินคน เหมือนที่หนูเคยทำผิด” กรรมการชายเอนหลัง “แล้วถ้าไม่ได้ทุน” มะปรางยิ้มเหนื่อย “หนูก็จะถ่ายอยู่ดีค่ะ แค่อาจต้องขายก๋วยเตี๋ยวซื้อเมมโมรีการ์ดนานหน่อย” ครั้งนี้เธอไม่ได้พูดเพื่อชนะใคร แต่เพื่อยอมรับตัวเอง
สี่โมงเย็น ที่ท่าน้ำหลังตลาด แสงแดดอ่อนลงเป็นสีทองบนผิวน้ำ เสียงพายเรือขายผลไม้เคาะกราบดังต๊อก ๆ กลิ่นกล้วยปิ้งจากฝั่งตรงข้ามกับกลิ่นโคลนชื้นลอยมา อากาศอุ่นสบายหลังวันที่ร้อนจัด ภีมนั่งบนขอบปูน ขากางเกงพับขึ้น มือถือแฟ้มเอกสารชื้น มะปรางยืนข้าง ๆ ถือถุงน้ำแข็งกดรอยช้ำ “พ่อนายเป็นไง” ภีมมองน้ำ “ถูกพักงานระหว่างสอบ เขาบอกว่าบ้านเงียบกว่าเดิม” “นายโกรธเขาไหม” “โกรธ แต่ก็สงสาร แล้วก็โกรธตัวเองที่สงสาร” เขาหัวเราะแห้ง มะปรางพยักหน้า “ความรู้สึกมันชอบมากันเป็นตลาดนัด” ภีมหันมายิ้ม “คุณพูดดีได้ด้วย” “อย่าชิน” เธอเตะเศษใบไม้ลงน้ำ เบา ๆ ภีมยื่นกระดาษหนึ่งแผ่น “คำสั่งซ่อมตลาดแบบชั่วคราว ชุมชนต้องเสนอแผนเอง ถ้าคุณกับเมฆช่วยทำข้อมูล ผมจะ…” เขาหยุด “ผมอยากช่วยต่อ ถึงฝึกงานจะจบ” มะปรางมองเขานาน เสียงเรือห่างออกไป “ช่วยได้ แต่ถ้าใส่รองเท้าหนังลงพื้นที่อีก ฉันจะถ่ายรูปประจาน” ภีมหัวเราะ ครั้งนี้เสียงไม่เกร็งเหมือนวันแรก
หกโมงครึ่ง ตลาดดาวเปิดไฟบางแถวได้อีกครั้ง แสงหลอดใหม่ปนหลอดเก่าสร้างสีไม่เท่ากันบนพื้นเปียก เสียงคนยกโต๊ะสำหรับกินข้าวร่วมกันดังโครมคราม กลิ่นแกงจืด น้ำพริก และผงซักฟอกที่ล้างพื้นยังปนอยู่ อากาศค่ำเย็นลง มีลมคลองพัดผ่านช่องหลังคาไหม้เป็นรู เมฆนั่งรถเข็นที่โรงพยาบาลอนุญาตให้ออกมาชั่วคราว ยายส้มบังคับให้คลุมผ้าห่มลายเป็ด “อายไหม” ยายถาม เมฆถอนหายใจ “อายผ้าห่มมากกว่าโดนขังอีก” คนตลาดหัวเราะ มะปรางตั้งกล้องมือถือบนลังน้ำอัดลม กดบันทึก โอมยกถ้วยน้ำเต้าหู้ชนกับแก้วกาแฟภีม “เพื่อไฟล์สำรองทุกไฟล์ในโลก” ป้าละมุนชี้กล้อง “ถ่ายฉันด้านซ้าย หน้าเรียวกว่า” นพเดินช้า ๆ มานั่งข้างเมฆ ทั้งสองชนแก้วน้ำเปล่า เมฆพูด “ขอบคุณที่เก็บสมุด” นพตอบ “คราว…หน้า…เขียน…ตัวใหญ่” มะปรางหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา บนโต๊ะยาวไม่มีใครพูดว่าทุกอย่างจบ เพราะคราบไหม้ยังอยู่ หนี้ยังอยู่ คดีเพิ่งเริ่ม แต่มีชามข้าววางเพิ่มให้ทุกคนที่ช่วยกันรอด
สามทุ่มสิบห้า หลังเก็บโต๊ะ ตลาดเงียบลง เหลือแสงดาวจริง ๆ ผ่านรูหลังคาที่ไฟไหม้ เสียงน้ำหยดจากสายยางดังติ๋ง ๆ กลิ่นพื้นปูนเปียกและควันจาง ๆ ยังติดอากาศ อุณหภูมิเย็นจนมะปรางต้องกอดอก เธอกับยายส้มนั่งหน้าร้านก๋วยเตี๋ยว เตายังไม่จุด ยายยื่นสมุดบัญชีให้ “พรุ่งนี้เราต้องเริ่มใหม่ เส้น ค่าแก๊ส ค่าซ่อมโต๊ะ” มะปรางรับมา “หนูจะช่วยทำบัญชี” ยายเลิกคิ้ว “เอ็งเนี่ยนะ เมื่อก่อนเห็นตัวเลขแล้วเหมือนเห็นผี” “ผีตัวเลขน่ากลัวน้อยกว่าเอกสารปลอม” เธอเปิดหน้าแรก ลายมือยายเป็นระเบียบจนเธอแปลกใจ เมฆในรถเข็นใกล้ ๆ พูด “ปราง” เธอเงย “หือ” “ถ้าได้ทุน ไปเรียนเถอะ แต่กลับมาถ่ายตลาดบ้าง อย่าถ่ายให้มันน่าสงสารอย่างเดียว ตลาดนี้มีคนปากมากเยอะ ควรบันทึกไว้เป็นภัยสังคม” ยายส้มปาส้มเปลือกใส่เขา มะปรางหัวเราะ แสงดาวบนรูหลังคาเล็กมาก แต่ชัดพอให้เห็นว่าใต้หลังคาที่เสียหาย ยังมีฟ้าอยู่จริง
เช้าวันถัดมา หกโมงตรง ตลาดดาวเริ่มต้นด้วยเสียงตะหลิวของยายส้มกระทบหม้อ แสงอาทิตย์สีอ่อนเข้าทางช่องหลังคาที่รอซ่อมเป็นลำ ๆ กลิ่นน้ำซุปใหม่ กลิ่นปูนเปียก และกลิ่นดอกมะลิหน้าศาลเจ้าลอยรวมกัน อากาศเย็นสดหลังคืนยาว มะปรางผูกผ้ากันเปื้อนแน่นกว่าเดิม โอมเข็นถังน้ำเต้าหู้มาใกล้ “ข่าวดีหรือข่าวร้ายก่อน” เธอหัน “ถ้าข่าวร้ายคือหน้านาย ฉันเห็นแล้ว” โอมเบ้ปาก “ทุนโทรมา เธอผ่านรอบแรก ต้องส่งหนังสั้นในสิบวัน” มือมะปรางหยุดเหนือหม้อ เสียงน้ำซุปเดือดปุด ๆ เหมือนนับเวลา ยายส้มแกล้งพูดดัง “ใครจะลวกเส้น ถ้าผู้กำกับหนีไปถือกล้อง” เมฆนั่งพิงเก้าอี้ตอบ “ให้ภีมลวกสิ ฝึกงานภาคสนาม” ภีมที่เพิ่งมาถึงถือหมวกนิรภัยทำหน้าตกใจ “ผมแยกเส้นเล็กเส้นใหญ่ยังไม่ออก” มะปรางมองทุกคน แล้วมองตลาดที่ยังมีรอยดำ เธอยกมือถือขึ้นถ่ายภาพแรกของหนังสั้น เสียงตัวเองอยู่หลังกล้อง “ฉากหนึ่ง ตลาดดาว เวลาเช้า แสงรั่วจากหลังคา เสียงคนยังไม่ยอมแพ้” ยายส้มตะโกน “ถ่ายเสร็จมาลวกเส้น!” มะปรางยิ้มกว้าง กดบันทึกต่อ ภาพสุดท้ายไม่ใช่ตลาดที่สมบูรณ์ แต่เป็นมือหลายคู่ช่วยกันยกหม้อเดือดขึ้นเตา ไอน้ำลอยสู่ช่องฟ้า เหมือนคำสัญญาที่ไม่ต้องพูดดังอีกต่อไป