คืนลวงที่สตูดิโอศิลปะ
สายลมเย็นระเรื่อยผ่านหน้าต่างไม้บานเก่าของสตูดิโอศิลปะชั้นสอง อาคารสี่เหลี่ยมอิฐเปลือยกลางย่านเมืองเก่ากรุงเทพฯ ค่ำนี้เต็มไปด้วยกลิ่นสีอะคริลิก กระป๋องกาแฟเย็นครึ่งแก้ว และสายตาอ่อนล้านับสิบคู่ ปัตตาเด็กสาววัยยี่สิบผู้สวมเสื้อยืดขาวเปรอะสี หอบผมยาวหลุดระเบียบมัดเส้นยางเก่า ๆ เธอหยุดวาดภาพ ดวงตากวาดมองเพื่อนร่วมกลุ่มที่ยังขะมักเขม้นกับงานศิลป์ใต้แสงสลัว ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ข้างกำแพงด้านหนึ่ง ลายเส้นขีด ๆ ลงบนผืนผ้าใบสีดำฉายแววขัดแย้งระหว่างความฝันกับความหวาดกลัว ตำแหน่งนั้นคือที่นั่งประจำของดาวฤกษ์ ศิลปินดาวรุ่งขวัญใจเพื่อน ๆ ที่คืนนี้กลับหายหน้าไปทั้งที่ประชุมกลุ่มกำลังดำเนินต่อ เธอกับเพื่อน ๆ ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ตรง ๆ บนโต๊ะเสียงหัวเราะยังคละเคล้า เสียงหมุนพู่กันในแก้วเซรามิกกลบความเงียบประหลาด
ริค เพื่อนชายอินดี้ของกลุ่ม ยกดินสอกดขึ้นมาเล่นกับนิ้วบ่อย ๆ รอยสักเส้นหนาบนแขนขาวมองเห็นชัดอยู่ในแสงไฟสลัว ริคส่งสายตามองปัตตาเหมือนมีเรื่องอยากถามแต่ลังเลใจก่อนเปลี่ยนไปหันซุบซิบกับมินท์ เด็กสาวผู้มีเสียงหัวเราะใส ๆ ที่ปกติไม่เคยขาดสีสันในค่ำคืนแบบนี้
ปัตตาเหลือบมองหาโทรศัพท์ของดาวฤกษ์อย่างเงียบ ๆ บนโต๊ะมุมหนึ่ง มีเครื่องโทรศัพท์วางไว้ หน้าจอฉายแสงเป็นลาง ๆ เธอลังเล ก่อนตัดสินใจลุกไปหยิบขึ้นมาดู มีข้อความค้างอยู่ — “คืนนี้เจอกัน ที่เดิม อย่าลืมของ” ข้อความสั้นที่ไม่บอกว่าใครส่งมา ให้ความรู้สึกอึดอัดเข้ากระดูก
“ดาวฤกษ์จะกลับมามั้ยเนี่ย?” มินท์เอ่ยขึ้นในที่สุด เสียงเธอเบาหวิว ดวงตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงทั้งที่พยายามกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม
“เขาอาจจะหยิบของข้างล่าง ไม่ก็ไปดื่มกาแฟ” ริควางมือบนไหล่มินท์ จังหวะนั้นประตูไม้ลั่นเคร้งเหมือนมีคนเปิดใกล้ ๆ อีกห้อง เงาดำพาดผ่านหน้ากระจกชั่ววูบ เพื่อนทั้งสามเงียบกริบ มองหน้ากันด้วยความสงสัยและหวาดกลัวที่ไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ
“ปัตตา มาดูนี่สิ” เสียงเบสของไอซ์ ศิลปินหนุ่มร่างใหญ่ประจำกลุ่มเรียกจากมุมประตูกระจกฝั่งตรงข้าม ปัตตาขมวดคิ้ว เดินตามไป ไอซ์ชี้ให้ดูเส้นรอยเปื้อนคล้ายคราบสีดำที่ลากยาวจากประตูหายลงไประหว่างพื้นไม้
“มันคงเป็นรอยสีที่ดาวฤกษ์ทำหล่นไว้เมื่อคืน” ไอซ์พึมพำเหมือนแก้ตัว แต่เนื้อเสียงแฝงแววประหม่า ริคเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ หมอบลงเอาปลายนิ้วแตะ เขายิ้มกลบเกลื่อน “กลิ่นแปลก ๆ ว่ะ เหม็นคาว แบบ —”
“อย่าแตะสิ ริค — แล้วถ้าดาวฤกษ์กลับมาไม่ได้จริง ๆ ล่ะ?” ปัตตาถามเสียงเครียด มินท์เม้มปาก น้ำเสียงเธอสั่นไหว “ถ้าต้องแจ้งตำรวจหรือ หาให้ทั่วก่อนดีไหม?”
เสียงนาฬิกาเรือนเก่าจากชั้นล่างดังกลบความเงียบ ไอซ์สบตาปัตตาเหมือนจะถามให้แน่ใจว่าควรทำอย่างไร ปัตตาก้มหน้า ท่าทางเครียด ริมฝีปากขมวดแน่น ภาพความทรงจำเลือนรางถึงเหตุการณ์ที่เคยทำให้เธอสูญเสียใครบางคนผลุบวาบขึ้นมา — เธอไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ระหว่างที่เพื่อน ๆ ยังลังเลกัน เสียงแหลม ๆ ของกระจกแตกร้าวดังมาจากมุมห้อง มินท์หันขวับ สีหน้าตื่นตระหนก “เกิดอะไรขึ้น…ใครทำกระจกน่ะ!”
ริคกับไอซ์รีบพุ่งไปดู หน้าต่างบานใหญ่ตรงผนังเยื้องกับที่วางโทรศัพท์เผยให้เห็นรอยร้าวขนาดฝ่ามือตรงกลางบาน ท่ามกลางเงาแสงของไฟถนนนอกหน้าต่าง มีบางอย่างคล้ายเงาคนแว่ววับผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ปัตตากำมือแน่น ลมหายใจติดขัดชั่วครู่ เธอพยายามรวบรวมสติ ก่อนเดินเยื้องไปเปิดหน้าต่างหลังห้อง ลมกลางคืนปะทะใบหน้าจนรู้สึกวาบ เย็นลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ
ด้านนอกไม่มีใคร มีเพียงแสงไฟถนนสีส้ม สายไฟระโยงระยาง และเสียงจักจั่นกลางคืน พื้นถนนไร้ร่องรอย ปัตตาค่อย ๆ ปิดหน้าต่าง หัวใจเต้นแรง ใจหนึ่งอยากโทรแจ้งตำรวจ อีกใจก็กลัวว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ชีวิตในกลุ่มเปลี่ยนไปตลอดกาล
“ขอโทษนะ ที่เมื่อคืนเราเถียงกับดาวฤกษ์แรงไป” ปัตตาเอ่ยขึ้นเบา ๆ เพื่อน ๆ เงียบ ริคขมวดคิ้ว “เรื่องนั้นมันก็…” ปัตตากัดฟันอึดอัด สีหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลของความผิดในอดีต ที่เธอยังไม่เคยยอมรับจริง ๆ
มินท์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พยายามโทรหาดาวฤกษ์ แต่ปลายสายเงียบงัน เสียงหวีดเบา ๆ ดังขึ้นจากลำโพง ราวกับสัญญาณถูกรบกวน ทุกคนต่างตกใจ ประสานสายตาอย่างระแวดระวัง ในขณะที่เสียงเท้าบางอย่างบนพื้นไม้ดังแว่วมาไกล ๆ จากชั้นล่าง
“เมื่อกี้…ใครก็ได้ ไปดูข้างล่างไหม” ไอซ์ถามเสียงแผ่ว ปัตตาสูดหายใจลึก ประสานสายตาเพื่อนอย่างประหม่า แม้ริมฝีปากจะเบี้ยวด้วยความกลัวสุดขีด เธอกลั้นใจ “เราไปเอง” เสียงนั้นสั่น เงียบลงทุกการเคลื่อนไหว
ปัตตาเดินนำลงบันไดไม้ ตัวแสงไฟจากดวงเดียวตรงหัวบันไดพาดเงาเธอยาวเหยียดบนผนัง เสียงสะท้อนเท้าเคล้ากับเสียงหัวใจตัวเอง เมื่อถึงโถงชั้นล่าง เงาดำของใครบางคนหลบหลังประตูห้องเก็บของ ปัตตาชะงัก เธอลังเลจะเดินต่อ ร่างกดไหล่แน่น ก่อนตัดสินใจผลักประตูเข้าไป
แสงไฟห้องเก็บของพร่าเลือน ภายในมีแต่กล่องสี สเปรย์ฝุ่นและผ้าใบเก่า ๆ ไม่มีใคร เธอถอนหายใจ เหงื่อไหลซึมที่ขมับ ขณะกำลังจะหมุนตัวกลับ สายตาเธอเหลือบเห็นบางสิ่งตกอยู่ใต้โต๊ะเตี้ย ๆ ผ้าใบขนาดเล็กที่ถูกฉีกขาด กระจัดกระจาย เปรอะคราบแดงคล้ำรูปมือ ปัตตาเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมา มือไม้สั่นเทา เธอจ้องสิ่งนั้นยาวนานโดยไร้ถ้อยคำ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากชั้นบนอย่างรวดเร็ว ไอซ์วิ่งลงมาก่อน “มีคนวิ่งบนหลังคา…” หน้าไอซ์ซีดเผือกปนตื่นตระหนก ริคกับมินท์กรูกันลงตามมา สีหน้าทุกคนเคร่งเครียด
ปัตตายื่นผ้าใบให้เพื่อน ๆ ทุกคนจ้องคราบแดงที่คล้ายคราบเลือดบนผ้าใบด้วยสายตาสยอง “ดาวฤกษ์…เขาอาจ—” มินท์เสียงสั่น ริคพยายามควบคุมสติ “อย่าด่วนสรุปของแบบนี้ บางทีอาจแค่สีสเปรย์…”
“แต่กลิ่นมันเหมือน…เลือด” ไอซ์บ่นเบา ๆ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ปัตตาเม้มปากแน่น ภาพคราบในมือสะท้อนอดีตอันขมขื่น — มีบางอย่างกำลังรุกล้ำเข้ามาในความสงบของที่นี่
ขณะกลุ่มกำลังปรึกษาว่าจะแจ้งความดีหรือไม่ ไฟในสตูดิโอก็กระพริบติด ๆ ดับ ๆ ฝ้าเพดานส่งเสียงลั่น แสงไฟจางลงอย่างผิดปกติ เสียงเครื่องเล่นวิทยุเก่าติด ๆ ดับ ๆ ดังแทรกเพลงคลื่นซ่า ทุกคนตื่นตระหนก ต่างเกาะกลุ่มกันแน่น
ไฟดับสนิท เงียบงันที่สุดในชีวิต มีเพียงแสงจันทร์ส่องลอดเข้ามาเป็นเส้นบาง ๆ
ท่ามกลางความเงียบ ริคถอนหายใจ “หรืออะไรกำลังเล่นงานเราอยู่?” ปัตตาไม่ตอบ สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ไม่มีตัวตน เธอเดินดุ่มกลับขึ้นไปชั้นบนอีกครั้ง ในหัวใจเต็มไปด้วยความสับสน ชิงชัง และอารมณ์ผิดที่ยันคืนเข้าสู่ห้วงหลับไม่ลงในใจเธอมานาน
เมื่อผ่านผนังรูปดาวฤกษ์ที่เคยช่วยเพื่อนวาดไป เธอหยุดอยู่หน้ารูปนั้น สีหน้าลังเล จ้องสายตาสีเข้มในรูปเหมือนรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง “ขอโทษจริง ๆ…” เธอเปรยเบา ๆ น้ำตาคลอเบ้า เพื่อน ๆ สำรวมเงียบ เคียงข้างปล่อยให้เธออยู่กับความรู้สึกนั้น
จังหวะหนึ่ง ริคเดินเข้ามาโอบไหล่ “เราจะหาดาวฤกษ์ให้เจอ ไม่ว่ายังไง” เสียงเขาแหบแห้ง พยายามแข็งแกร่งปกป้องเพื่อน แม้มินท์และไอซ์จะดูไม่มีความมั่นใจเท่าไร
กลางดึกนั้น ในขณะที่พวกเขากำลังจะตัดสินใจโทรแจ้งตำรวจ ประตูไม้จากชั้นล่างพลันลั่นเสียงดัง ปัตตาหันขวับตรงไป รีบวิ่งลงไปข้างล่างพร้อมเพื่อน ๆ ครั้งนี้ไม่มีใครลังเล
ที่ห้องโถง ประตูไม้ถูกเปิดค้าง เหมือนมีคนเพิ่งออกไป ข้างนอกไม่มีใคร สิ่งเดียวที่เหลือคือสมุดสเก็ตช์ของดาวฤกษ์ตกอยู่หน้าโถง ปกรูปขนนกฉลุคราบแดงจาง ๆ ท่ามกลางกลิ่นอายเหนือธรรมชาติที่อบอวล
ไฟสว่างขึ้นอีกครั้ง ทุกคนก้มลงเก็บสมุดมาเปิดดู จำนวนหน้ากว่า 10 หน้าเต็มไปด้วยภาพคนคุกเข่าในเงามืด สิ่งที่ดูเหมือนรอยน้ำตาไหลจากใบหน้าแต่ละหน้ามาซ้อนกันจนน่าสะพรึง
มินท์เอ่ยเสียงแผ่ว พยายามหยุดน้ำตา “เราควรพูดความจริงกันเถอะ เรื่องที่เราเจอมันไม่ปกติ ดาวฤกษ์คงทิ้งข้อความอะไรไว้”
ปัตตาคิดชั่วครู่ ก่อนตัดสินใจสารภาพ “เราเคยทะเลาะกับดาวฤกษ์เมื่อคืน พูดอะไรแรงไป…เขาโกรธเรามาก อาจจะเพราะเราเห็นแก่ตัวกับงานประกวด” เสียงเธอวาบพร่า ดวงตาหลบสายตาเพื่อน มินท์เดินมากอดปัตตาแรง ๆ
ไอซ์ถอนหายใจ “เราทุกคนก็มีส่วนผิดเพราะกดดันดาวฤกษ์มากไป…” ริคพึมพำ เจือความรู้สึกผิดเข้มข้น ปัตตาเม้มปากน้ำตาคลอ เคยเชื่อว่าผูกพันในกลุ่มแน่นแฟ้น แต่จริง ๆ แล้วความต่าง กดดัน และบาดแผลจากอดีตไม่เคยถูกเยียวยา
รุ่งสาง กลุ่มเดินกลับขึ้นมาชั้นบนอีกครั้ง พบว่าห้องวาดที่เคยนั่งกันประจำมีกระดาษพับรูปลูกนกตกอยู่หน้าประตู ปัตตาก้มเก็บขึ้นมาเปิดดู ด้านในเขียนว่า “ขอโทษ — รักทุกคน” ลายมือเหมือนของดาวฤกษ์
เสียงรถยนต์ดังขึ้นหน้าสตูดิโอในขณะที่ทุกคนยังงุนงง ตำรวจสองนายมาถึง ก้าวเข้ามาสอบถามอย่างเป็นทางการ กลุ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด กึ่งสับสนกึ่งหวาดระแวง
ขณะตรวจสอบซอกมุม ตำรวจสังเกตผ้าใบและสมุดภาพที่เปรอะคราบแดงก็ให้ความเห็นว่าเป็นสีมากกว่าเลือด แม้จะยังไม่ปักใจเชื่อ ทุกคนยังคงเฝ้ารอข่าวของดาวฤกษ์อย่างใจจดใจจ่อ
ค่ำวันเดียวกัน ปัตตานั่งอยู่ลำพังหน้าภาพวาดรูปดาวฤกษ์ เสียงหัวใจเต้นแรง เธอกระซิบขอโทษกับรูปเหมือนคืนสุดท้าย เชื่อในใจว่าดาวฤกษ์ยังมีชีวิตอยู่ไหนสักแห่ง ท่ามกลางความมืดมัวของศิลปะและความผิดพลาดที่เธอแบกรับ
ก่อนออกจากสตูดิโอ เธอเดินไปเปิดหน้าต่างอีกครั้ง สายลมกลางคืนเย็นเฉียบปะทะหน้า ท่ามกลางความเงียบสงบ เสียงแว่วหัวเราะอ่อน ๆ ของใครบางคนลอยมาตามลม ฝุ่นสีบนพื้นสะท้อนแสงจันทร์วาววับเหมือนเป็นคำขอโทษสุดท้ายจากเพื่อนที่หายไป