ตำนานแห่งฟาเนลลัส: ป่าเรืองแสงและรอยแผลบนดวงจิต
คืนสายน้ำเย็นไหลลูบไล้ตามธารเล็กกลางป่าเรืองแสง ผืนป่าแห่งนี้คือบ้านของผู้คนหมู่บ้านริมน้ำฟาเนลลัสและยังเป็นแดนลึกลับสำหรับผู้ใฝ่หาคำตอบเหนือธรรมชาติ คืนนี้ พระจันทร์เต็มดวงวาดแสงเงาบนหลังใบไม้สีเรืองรองไปทั้งผืน เมื่อแสงกำลังไต่ยอดไม้ ท่อนแขนของจาวินก็สลัวอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ เขาเดินผ่านแนวไม้คริสตัล ผลึกแห่งชีวิตที่งอกงามมาหลายชั่วอายุคน แววตาเขาฉายความกระวนกระวาย กับความผิดพลาดที่ตามหลอกหลอนในใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จาวิน กลับมาเร็วเข้า มันค่ำแล้ว!” เสียงยายกัลปังหาดังออกมาจากกระท่อมบนเชิงเนิน หญิงชราผู้รับหน้าที่เล่านิทานก่อนนอนและปลอบประโลมรอยแผลในใจเด็กชายมาครึ่งชีวิต จาวินชะงัก นิ่งคิดถึงเหตุการณ์คืนนั้น วันที่เขาเสียพ่อกับแม่ให้กับเงาลึกลับของป่าเมื่อเจ็ดปีก่อน ตัวเขารอดกลับมาเพียงผู้เดียวและบางสิ่งที่เกิดขึ้นกลางป่านั้น… เขาเก็บงำไว้ รอยแผลบนต้นแขนยังคงหายไม่สนิทนัก
“จะไปฟังนิทาน?” จาวินเงยมองยายกัลปังหา ยิ้มบาง “คืนนี้ ไม่ฟังหรอกครับ” เขาตอบแบบเดิม ๆ พลางจ้องผิวไม้ที่สะท้อนเงาแสงจันทร์
ในห้องโถงเล็ก ๆ เด็กหลายชีวิตรวมตัวกันใต้แสงผิวผลึก เสียงไฟฟืนแตกกริ๊ก ๆ กลิ่นหอมของเปลือกไม้เก่าแก่แตะจมูก ดวงตาเด็ก ๆ เบิกกว้างขณะยายกัลปังหาเริ่มเล่าตำนาน “สมัยบรรพกาล ที่นี่คือแดนแห่งแสงจิต ทั่วทุกหย่อมหญ้าในฟาเนลลัส ต่างล้วนเจริญด้วยแสงภายในใจ…” จาวินได้ยินผ่านบานหน้าต่าง เขาเบ้หน้า หัวเราะกับตัวเอง เพราะโลกของเขา ณ วันนี้ถูกบดบังด้วยเงาและคำโกหกมากกว่านั้นมาก
คืนถัดมา เมื่อจาวินออกเดินตามกลิ่นชื้นของฟางเปียก เขาไปถึงริมธารฝั่งตะวันออก จุดที่ทั้งหมู่บ้านเชื่อว่ามี ‘ซิเชอรีอา’ สัตว์วิเศษที่ปกป้องป่าทั้งหมดและผู้อยู่ใต้เงาจันทร์ ทุกคืนจันทร์เต็มดวง แสงเรืองรองจะไหลเป็นสายตามดินกลายเป็นร่างสัตว์ลึกลับ ผู้มีรูปกายละม้ายฝูงปลากระเบนบินเหนือผืนน้ำและมีขนละเอียดเรืองแสงราวม่านหยาดฟ้า แต่ผู้ใดจะมองเห็นตัวจริง ต้องมีบาดแผลในหัวใจ สุขใดๆ ก็จะมองเห็นแต่แสงลวง
“เจ้ามาเพื่ออะไร” เสียงบางเบาดังขึ้นในใจจาวินทันทีที่เหยียบย่างเข้าสู่แนวเงาไม้ข้างธาร ร่างโปร่งใสของซิเชอรีอาลอยระเรี่ยมวลอากาศ ปีกบางขนาดใหญ่กระพือเบา ๆ เฉียดใบหน้าเขา กลิ่นหอมจาง ๆ ของมอสส์สุกแผ่ซ่าน
“ข้าแค่อยากรู้ ว่า… พ่อกับแม่ข้า—เกิดอะไรขึ้นกันแน่” จาวินใจเต้นแรง เสียงสั่นเหมือนเด็กน้อยที่เอาชนะไม่ได้ เขามองร่างซิเชอรีอาที่สะท้อนเงาจันทร์ เห็นดวงตากลมโตฉายแววกรุณาและเศร้าลึกล้ำ
“ข้าเฝ้าปกป้องที่นี่มาเนิ่นนาน แสงและเงาของดวงจันทร์จะเลือกให้ใครเห็น หรือไม่เห็น ขึ้นกับรอยแผลในจิตใจเจ้า…เจ้าพร้อมจะเผชิญหน้าความจริงแล้วหรือ?”
จาวินลังเล ใจหนึ่งอยากหนี อีกใจคิดอยากเรียนรู้เพื่อคลายพันธนาการ ทว่าเขารู้สึกกลัวว่าความจริงจะทำร้ายซ้ำ เขาตอบเพียงสั้น ๆ “ข้ากลัว”
ซิเชอรีอานิ่งงันก่อนพูดช้า ๆ “ทุกแสงเงาต่างมีที่มาของมัน…เจ้าต้องเดินทางไปถึงใจกลางป่า แม่น้ำแห่งความทรงจำ ถ้าเจ้าทำได้ เจ้าอาจรู้จักตนเองแท้จริงมากกว่าคำตอบใด”
คืนนั้น จาวินนอนกอดเข่ามองแสงคริสตัลสั่นสะท้าน เขานึกถึงวันเก่า วันที่ได้กอดแม่แน่น สายตาของพ่อที่เปี่ยมด้วยความหวัง เขาเกลียดตัวเองที่วิ่งหนีในวันที่สำคัญที่สุด เขากลัวว่าตนเองคือคนเดียวที่น่าจะโทษหากพ่อแม่ตาย
เมื่อแสงสางมาวันใหม่ จาวินตัดสินใจเตรียมตัวเดินทาง ด้วยข้าวโอ๊ตผสมน้ำผึ้งและน้ำเพียงกระบอกเดียว เขาเดินเข้าสู่ป่าเรืองแสงทั้งที่ขาแข้งยังสั่น เมื่อเข้าแนวป่าลึก กลุ่มผีเสื้อแสงเงินบินวนรอบศีรษะ ปีกโปร่งแสงทักทายเขาดั่งผู้กล้าเข้าพิธีชำระจิต เพื่อนคนแรกที่เขาพบระหว่างทาง คือ ‘จีนู’ เด็กหญิงชาวหมู่บ้านใกล้เขาผมยุ่งและขี้โวยวาย เธอพกขลุ่ยไม้อันเก่าเพราะเชื่อว่ามันช่วยไล่กลิ่นเงา
“จะไปไหนคนเดียว? ป่าแห่งนี้ไม่รับผู้รักโดดเดี่ยวหรอกนะ” เธอถามยิ้มเยาะ
“ข้ามีเรื่องต้องสะสาง เจ้าไม่เกี่ยว”
“โกหก! ข้ามองเห็นรอยแผลในตาเจ้า” จีนูล้วงเอาก้อนดินเหนียวมาปั้นเล่น “อยากมีเพื่อนร่วมทางไหมล่ะ?”
จาวินลังเล แต่เสียงเป่าขลุ่ยของจีนูดังขึ้นกังวานไล่ผีเสื้อออกห่าง รอบป่ากลับมาเงียบสงบเหมือนตั้งใจรับฟังการเริ่มต้นของบางอย่างใหม่ พวกเขาจึงเดินไปด้วยกัน ทีแรกด้วยความอึดอัด คำพูดน้อย จีนูบ่นเรื่องชีวิตในหมู่บ้านและความยากจน แต่จาวินไม่พูดถึงหัวใจของตนสักคำ
สองเด็กเดินลึกเข้าไปจนถึงโขดหินสูง ชานป่าแห่งสัตว์วิเศษที่ชาวบ้านกล่าวขานว่าเป็นแดนต้องห้าม ที่นั่นมีหมู่ ‘เมธาตื้น’ สัตว์วิเศษคล้ายกระต่ายตัวจิ๋วแต่ขนเหมือนใยเปลือกไม้ แก้มมีลายจางเปล่งแสงฟูมฟักความฝันของผู้ผ่านทาง หากใครสัมผัสจะได้รับฝันแปลกประหลาดตามปณิธานใจ
จีนูใช้นิ้วแหย่ ๆ หนึ่งในนั้น มันพุ่งมาติดเสื้อเธอทันที “อยากนอนฝันไม่?” เธอแกล้งแหย่จาวิน
“ไม่ เจ้าจ้องจะวางกับดักฝันให้ข้าแน่ ๆ” เขาตอบพร้อมหัวเราะคลายออกเล็กน้อย ความเก้อเขินของสองเด็กสลายไปทีละน้อยเมื่อสัตว์น้อยซุกข้างขา ป่าในยามสายจึงชวนให้เผชิญหน้าอะไรก็ตามอย่างน้อยก็ไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป
เมื่อเดินลึกขึ้นไป แสงของผลึกตามขอนไม้เริ่มหม่น ฝูงเมธาตื้นหลบหายไปทันใด อากาศพลิกแปร่ง ปรากฏเงาร่างหญิงชราร่างสั้นหลังงอ ภายใต้ผ้าคลุมปักลายเงาจันทร์ เธอคือ ‘แม่หมอทิโซ’ แห่งป่ากลางหมอก เคยเป็นผู้นำพิธีกรรมบูชาแสงของคนรุ่นเก่า
“ฝันเจ้าจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ หัวใจที่ไม่อภัยตัวเองจะกลายเป็นเงาที่กัดกินทุกสิ่ง” เสียงแม่หมอพร่ำ เธอส่งลูกแก้วใสให้จาวิน “จงเก็บสิ่งนี้ มันช่วยส่องเงาในจิตเจ้าเมื่อต้องเลือกทางที่ท้ายที่สุด”
สองเด็กขอบคุณก่อนเดินต่อ ภายหลังแม่หมอทิ้งรอยยิ้มจาง ๆ กับเงาที่คืบคลาน เธอเป็นคนเดียวที่เคยพบซิเชอรีอาเช่นกันเมื่อยังเด็ก และเคยสูญเสียบางสิ่งเหมือนกัน
เมื่อเดินเข้าสู่ใจกลางป่า การเดินทางช้าลง ฝูงต้นไม้ ‘วานาลี’ ที่คดงอราวกับมีลมหายใจเอง แผ่กิ่งกันทางเดิน ใบใหญ่เป็นเงาใหญ่มหึมาคลุมสายแสงหมดสิ้น เด็กทั้งสองปีนข้ามรากไม้และขอนไม้สูงลึก ความเงียบเย็นและกลิ่นชื้นสร้างความกลัวขึ้นใหม่
“ทำไมป่านี้ถึงเยือกเย็นนัก?” จีนุถามแผ่ว ๆ
“อาจเพราะหัวใจเรามาไม่พร้อม” จาวินตอบ ความกลัวคลายลงในใจเมื่อมีเพื่อนเดินเคียง พวกเขาช่วยกันผลักกิ่งไม้จนไปถึงระเบียงธารน้ำเย็น ซึ่งไหลเบา ๆ รอบทั้งสองฟาก แม่น้ำแห่งความทรงจำที่ตำนานกล่าวว่าหากใครสะท้อนเงาตัวเองในยามแสงจันทร์จะได้เห็นอดีตชัดเจนดั่งใจหวัง
จาวินนั่งลงข้างแท่นหิน คนทั้งคู่เฝ้ามองแสงผลึกสั่นไหวบนผิวน้ำ แต่แล้วเงาร่างบาง ๆ ของซิเชอรีอาลอยออกมาจากละอองน้ำ “ถึงเวลาสะท้อนแผลในใจแล้ว” มันเอ่ย ดวงตาคล้ายเศร้าสลด
เงาของพ่อกับแม่ปรากฏในน้ำ พ่อเรียกชื่อเขาอย่างอ่อนโยน สายตาของแม่เต็มไปด้วยความกังวลและอบอุ่น เสียงซิเชอรีอาดังทรงพลัง “เจ้าหนีวันนั้น เพราะไม่มีใครสอนให้เจ้ารู้จักอภัย ความกลัวคือเงาครอบงำ หากเจ้ามองข้ามความกลัว เจ้าจะรู้ว่าพ่อกับแม่รักเจ้าตลอดไป”
จาวินเบิกตาโต น้ำตาหยดออกมาอย่างเงียบงัน เขากำหมัดจนเจ็บ รู้สึกว่าภาระแห่งความผิดสลายไปทีละน้อย จีนูลูบหลังเขาอย่างเงียบ ๆ ไม่พูดแทรก
เงาใต้น้ำพลันแตกกระจาย เฮือกหนึ่งเกิดพายุลมพัดกรรโชก ฝูงเมธาตื้นหลบตะลึง เงาของป่าเปลี่ยน ผืนแสงกลายเป็นโทนมืดทึบ ผืนป่าโหมกลืนกินแสงไว้กับตัว เสียงร้องของสัตว์ป่าส่งผ่านข้ามต้นไม้ใหญ่
“เจ้าปลุกเงาโบราณขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว” ซิเชอรีอาเตือน “คำสาปที่จมลึกในป่านี้คือทุกวิญญาณที่โทษตัวเองจะกลายเป็นเงาร้าย ทำลายแสงเจริญในหมู่บ้าน”
จาวินมองบนฟ้าสลัว ขอร้องซิเชอรีอา “งั้นข้าจะแก้คำสาปเอง ไม่อยากเห็นใครต้องอยู่กับความกลัวเหมือนข้าอีก”
“เจ้าต้องเสียสละบางอย่างเพื่อปลดปล่อยแสงในตัวเอง” ซิเชอรีอาเอ่ยพร้อมปรายตาหมายถึงลูกแก้วใสที่แม่หมอให้มา
ช่วงเวลาสุดท้ายก่อนฟ้าสาง จาวินโยนลูกแก้วลงธารน้ำ เขาตัดสินใจให้อภัยตนเองและให้ความรักต่อเงาแห่งอดีตที่ตามหลอกหลอนจิตใจ ขณะเงาและแสงปะทะกันกลางป่า เด็กชายยืดอกกล่าวต่อซิเชอรีอา “ข้าพร้อมเผชิญกับความสูญเสีย แลกกับแสงใหม่ในหัวใจ”
คลื่นแสงระเบิดออกจากธาร แม่น้ำกลายเป็นสายเงินเย็บรอยแผลในผืนป่า อากาศจางลง เงาร้ายทั้งหลายปะทุแล้วกลายเป็นแสงจาง ๆ สว่างไสวซึมเข้าดินและต้นไม้
จาวินทรุดตัวลงกับพื้น รู้สึกเบาสบายอย่างไม่เคยเป็นมา เสียงซิเชอรีอาดังขึ้นใกล้หู “บัดนี้ เจ้าได้คืนแสงแก่ฟาเนลลัส เดินทางต่อด้วยหัวใจที่สมบูรณ์”
เด็กทั้งสองกลับสู่หมู่บ้าน ในคืนแสงพระจันทร์มืดสนิทบ้านเมืองไม่ตื่นกลัว แสงเรืองรองคืนกลับ ฝูงเมธาตื้นเต้นระบำรอบกระท่อม ไออุ่นของมวลชนประชิดใกล้
ยายกัลปังหากล่าวกับชาวบ้านว่า “ทุกบาดแผลของเราคือทางสู่แสงใหม่ได้เสมอ หากเราเลือกอภัยตัวเอง และรักคนรอบข้าง”
วันเวลาผ่านไป จาวินและจีนูเติบโตมาพร้อมความทรงจำในเงาและแสง ป่าเรืองแสงไม่เคยสิ้นมนตร์ขลัง ชาวฟาเนลลัสนำเรื่องราวอภัยและการเติบโตนี้ส่งต่อให้ลูกหลาน ไม่มีใครลืมตำนานคืนรอยแผลบนจิตวิญญาณที่กลายเป็นแสงสว่างให้โลกใบนี้อีกครั้ง