การแสดงครั้งสุดท้ายของชมรมที่ไม่มีงบ
เสียงก้อนไม้กระแทกเสียงดังในหอประชุมเล็กของมหาวิทยาลัย ท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ และเก้าอี้พลาสติกที่วางห่างกันแบบไม่มีแบบแผน ชมรมละครเวที ‘งวดหน้า’ กำลังซ้อมฉากเปิดของการแสดงสั้นซึ่งยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มินทร์ — หยุด! เสียงเขาเจือด้วยความร้อนรุ่ม
กุ้ง — (มองรอบ) ซ้อมไปสามรอบแล้วนะ มินทร์ ใครจะจำท่าเท่าไหร่ก็ได้
มินทร์ — ไม่ใช่เรื่องท่า แต่มัน… เราไม่มีโคมไฟสำรอง ถ้าไฟเฟดผิดจังหวะ ฉากจะพังทั้งหมด
พัช — (แผ่ว) แล้วงบล่ะ แล้วทุนล่ะ
เอิร์ธ — (ยกมือ) เงินพวกเราก็หมดตั้งแต่ซื้อเทปกาวสองม้วน เหลือแค่ลูกโป่งเดียวสำหรับฉากจบ
กุ้ง — ลูกโป่งอีกแล้วเหรอ พัช ฉากจบนี่ต้องอลังการกว่านี้นะ ฉันตั้งใจจะร้องไห้จริงๆ
มินทร์ยืนมองกล่องเครื่องประกอบฉากเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเทป ตุ๊กตาตัวเล็ก และโคมไฟดัดแปลงจากแก้วน้ำพลาสติก เขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนสมดุลระหว่างความฝันของเพื่อนๆ กับความจริงที่ไม่มีเงินสนับสนุน
มินทร์ — เราต้องหาทุน เขาพูดเหมือนคำสั่ง แต่ในใจคือคำขอ
พัช — หาทุนจากไหนล่ะ มหาวิทยาลัยมีงบให้ชมรมไม่เยอะ และงานเทศกาลก็อีกสองสัปดาห์
เอิร์ธ — (มองมินทร์) แล้วนายมินทร์ นายรู้จักใครในคณะกรรมการทุนไหม นายเคยบอกว่านายรู้จัก ‘ที่ปรึกษา’ คนหนึ่ง
มินทร์ — (หน้าแดงเล็กน้อย) อ้อ… นั่นไง
กุ้ง — บอกมานะ เราต้องทำอะไรเพื่อได้เงิน ถ้าต้องแสดงในตลาดนัดฉันก็จะเต้น
มินทร์นึกถึงเวลาที่เขาพูดกับพัชตอนงานรับน้อง เมื่อไม่อยากให้เพื่อนล้มเหลว เขาพูดปากเปล่าแซวว่าเขาเคยทำโปรเจกต์กับ ‘อาจารย์พีระเทพ’ ผู้กำกับละครเวทีชื่อดังของมหา’ลัยคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่แทบไม่เคยคุยกับคนคณะนั้นเลย แต่คำพูดนั้นกลับกลายเป็นความจริงในแบบที่เขาไม่ตั้งใจ
มินทร์ — ถ้า… ถ้าฉันบอกว่าสามารถขอคำแนะนำและจดหมายรับรองจากที่ปรึกษาคนนั้นได้ล่ะ
เอิร์ธ — (เลิกคิ้ว) นายบอกว่าได้งานกับเขาจริงเหรอ
มินทร์ — ก็นิดหน่อย… ก็แค่… เขาเคยเล่าประสบการณ์ให้ฉันฟังตอนงานเลี้ยงคนคณะคราวก่อน — ฉันจึงคิดไว้เผื่อ
พัช — (เสียงไม่เชื่อ) เผื่อเหรอ แล้วทำไมไม่บอกก่อน
มินทร์ — (รีบ) ก็ไม่ได้คิดจริงๆ ว่าต้องใช้ แต่ถ้าเขียนจดหมายรับรองให้เรา ชมรมเราจะได้งบแน่ๆ
กุ้ง — (ตาคลั่ง) โอ้โห อาจารย์พีระเทพเหรอ เขาเป็นตำนาน ฉันสามารถตบไหล่เขาได้ไหม
เอิร์ธ — (กระชับ) เดี๋ยว นายยังไม่ได้รับจดหมายด้วยซ้ำ อย่าบอกใครไปก่อนนะ
มินทร์พยายามหลอกตัวเองว่าการโกหกครั้งเล็กๆ นี้เป็นทางออกชั่วคราว แต่โชคชะตาชอบเล่นตลก มันไม่ยอมปล่อยให้ความสงสัยอยู่ห่างไกล นับแต่คำพูดนั้น ทุกคนในชมรมเริ่มคาดหวังว่า ‘อาจารย์พีระเทพ’ จะช่วยเปลี่ยนโชคชะตาให้ชมรม
สัปดาห์ต่อมา คณะกรรมการทุนนักศึกษามาถึงหอประชุมพร้อมกับเอกสารและรอยยิ้มเป็นทางการ
กรรมการ — เราอยากเห็นสรุปแผน และถ้ามีคำรับรองยิ่งดี
มินทร์ — (กลืนน้ำลาย) เรากำลังจะจัดการแสดงต้นฉบับครับ และ… อาจารย์พีระเทพได้แสดงความสนใจในการให้คำแนะนำกับเรา
กรรมการ — (ยิ้มกว้าง) จริงหรือ คงช่วยได้มาก
พัช — (ขยี้มือ) เรามีตัวอย่างฉากให้ดู
มินทร์ — (มองเพื่อนๆ) ไชโย ไชโย
หลังจากกรรมการจากไป ชมรมได้รับคำสัญญาว่าจะได้งบประมาณเพิ่มถ้ามีจดหมายรับรองพร้อมตัวอย่างการซ้อม แต่คำว่า ‘มีอาจารย์ให้คำแนะนำ’ กลับกลายเป็นสปอตไลต์ที่ฉายมาตรงตัวมินทร์
มินทร์รู้ตัวว่าต้องหาทางทำให้คำโกหกของเขาดูสมจริง แต่เขาไม่เก่งการเผชิญหน้า เขาเลือกวิธีที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด: โทรหา ‘เพื่อนรุ่นพี่ที่คณะ’ คนหนึ่งซึ่งแท้จริงคืออาจารย์ที่มินทร์แทบไม่รู้จักชื่อจริง
มินทร์ — (กระซิบกับโทรศัพท์) สวัสดีครับ …อาจารย์พีระเทพเหรอครับ ผมมินทร์จากชมรมละครเวที ‘งวดหน้า’ ครับ …พวกเรากำลังจะขอทุนเพื่อจัดแสดงสั้น …ได้โปรดอย่าโกรธถ้าผมติดต่อกะทันหัน
เสียงปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงเงียบสงบ แต่มีความเป็นผู้ชำนาญการสูง
อาจารย์ — (เสียงผ่านโทรศัพท์) มินทร์เหรอ ใช่ ฉันรู้จักชมรมงวดหน้า… เฮ้ย นายพูดอะไรเนี่ย
มินทร์ — (เหวอ) นายจำผมได้เหรอ
อาจารย์ — จำได้หรือเปล่า… ฉันอาจจะไปเยี่ยมได้ถ้ามีเวลาว่าง… ไม่รับรองนะ
มินทร์ — (โล่งอก) ขอบคุณมากครับ อาจารย์
พัช — (กระซิบ) นายได้คืบแล้วล่ะ แต่ยังเหลืออีกหลายก้าว
ทั้งหมดต่างทำงานวันละยี่สิบชั่วโมงในแบบของตัวเอง กุ้งหัดร้องไห้ให้จริง จีบใครไม่รู้กับตัวละครในบท เอิร์ธจ่ายงานอิเล็กทรอนิกส์และสร้างฉากจำลองจากกล่องพัสดุ พัชช่วยจัดการเรื่องไฟและเสียง ส่วนมินทร์คอยติดต่อกับอาจารย์ในลักษณะที่เขาไม่เหมาะทำ: เขาโยนคำถามกับชื่ออาจารย์ให้ดูมีน้ำหนัก แต่หลบเลี่ยงการนัดเจอตัวเป็นครั้งเป็นคราว
แล้ววันหนึ่งเมื่อใกล้ถึงงานแสดง มินทร์ได้รับอีเมลจากที่เขาไม่คาดคิด
อีเมลจากอาจารย์พีระเทพ — ยินดีที่จะมาช่วยถ้าตารางไม่ชน งานชิ้นนี้น่าสนใจ พบกันวันซ้อมใหญ่เวลา 18:00
มินทร์ — (ใจเต้น) แบบนี้มันเริ่มจริงจังไปแล้ว
พัช — (มองหน้ามินทร์) นายส่งอีเมลตอบหรือยัง
มินทร์ — (กดมือถืออย่างลน) เอ่อ… ฉันตอบไปแล้วว่า ‘ยินดีต้อนรับ’ แต่ฉันยังไม่รู้ว่าอาจารย์จะมาอย่างเป็นทางการหรือเปล่า
เอิร์ธ — (มองตาวาว) นายต้องเตรียมทุกอย่างให้สมบูรณ์ เพราะเมื่ออาจารย์มา เขาจะมองละเอียดกว่ากรรมการหลายเท่า
กุ้ง — (กระโดด) ฉันจะซ้อมร้องไห้ให้เป็นธรรมชาติกว่าเดิม
มินทร์เริ่มขยับจาก ‘คนชอบช่วย’ ไปเป็น ‘คนที่ต้องแก้ปัญหา’ แต่การแก้ปัญหาของเขายังคงว่าไว้ด้วยนิสัยเดิม: หลีกเลี่ยงความตรงไปตรงมา วันซ้อมใหญ่ใกล้เข้ามา ทุกคนเตรียมใจว่าถ้าจริงๆ มีอาจารย์มา ชมรมคงได้งบแน่ๆ
เย็นวันนั้น ช่วงก่อนซ้อมใหญ่ มีรถคันหนึ่งหยุดหน้าหอประชุม มีคนลงมาพร้อมกระเป๋าเครื่องมือและเสื้อโค้ชสีเข้ม ดูมีสไตล์เป็นของตัวเอง
คนคนนั้น — (ยิ้มแห้ง) สวัสดีครับ ผมพีระเทพครับ
ทั้งชมรมอึ้ง มินทร์เผลอยืนนิ่งจนเสียงหัวใจดังเป็นประกาย
กุ้ง — (พึมพำ) นี่คืออาจารย์จริงๆ เหรอ
มินทร์ — (กระซิบ) ใช่… ใช่
อาจารย์พีระเทพจริงๆ ดูเท่กว่ารูปในจดหมาย อาจารย์เดินสำรวจฉากเบาๆ จับโคมจับม่านด้วยสายตาที่แข็งแต่ละเอียด เขาถามคำถามสั้นๆ แล้วให้คำคอมเมนต์อย่างธรรมดา แต่คำพูดของอาจารย์ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าความพยายามมีค่า
อาจารย์ — (มองมินทร์) นายทำอะไรมาจนได้เขียนถึงฉันได้ขนาดนี้
มินทร์ — (ลมหายใจสั้น) ผม… ผมแค่… อยากให้ชมรมมีโอกาสจริงๆ ครับ
อาจารย์ — (ยิ้มครึ่งหนึ่ง) ดีแล้ว หลังจากนี้นายต้องการความจริงมากกว่าคำชม
พัช — (กระซิบต่อ) ทำไมอาจารย์พูดแบบนั้น
เอิร์ธ — (ย้ายมือ) เขาคงรู้สึกบางอย่าง
การมาของอาจารย์กลายเป็นเชื้อไฟที่จุดความคาดหวัง ทุกคนทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่า จนมาถึงคืนก่อนงานแสดงใหญ่ แต่มันก็ต้องมีเหตุการณ์ที่ทำให้ความคาดหวังนั้นสั่นคลอน
มินทร์ได้รับโทรศัพท์จากแม่ที่บ้าน โดยบังเอิญเธอถามถึงชื่ออาจารย์เมื่อรู้ว่ามี ‘คนมีชื่อ’ มาร่วมงาน
แม่ — (เสียงบนสาย) ลูกคุยกับอาจารย์พีระเทพจริงเหรอ เขาเป็นใครกันแน่ ตระกูลดีใช่ไหม
มินทร์ — (หน้าซีด) อ๋อ แค่… อาจารย์คณะละครเวทีครับ
แม่ — (กระซิบ) ฟังดูยิ่งใหญ่นะ อย่าให้เขาทำให้ลูกขายหน้า
มินทร์ — (ใจเสีย) ไม่หรอกแม่ ผมสัญญา
โทรศัพท์วาง ความเครียดกลับมากดทับมากขึ้น ความคิดเจ้าปัญหาของมินทร์คืบคลาน: ถ้าอาจารย์รู้ความจริงเกี่ยวกับเขา เขาจะผิดหวังไหม เขาจะโกรธหรือยกเลิกการสนับสนุนหรือเปล่า
เช้าวันแสดง วันงานคนดูเต็มหอประชุม มีแสงมากมายและกล้องถ่ายภาพจากชมรมสื่อสารมวลชนของมหาลัย อาจารย์พีระเทพนั่งริมสุดของเก้าอี้ในแถวหน้า มองทุกอย่างด้วยใบหน้าเงียบสงบ
กุ้ง — (กระซิบกับมินทร์) นายทำได้ไหม ถ้านายบอกความจริงกลางงาน งานจะแย่ไหม
มินทร์ — (ยิ้มฝืน) ขอโทษ ฉันไม่อยากทำร้ายความหวังของทุกคน
ฝันและความกลัวชนกันในใจมินทร์ เขายังคงคิดว่าเขาทำถูก แต่ความถูกต้องนั้นเริ่มเปล่งเสียงจากเพดานหอประชุม วันแสดงเริ่มขึ้น ฉากแรกเปิดด้วยแสงอ่อนและบทพูดที่เปราะบาง ทุกฉากมีความเรียบง่ายแต่น่ารัก และผู้ชมให้ความสนใจมากกว่าที่ทุกคนคาด
กลางทางของการแสดง เกิดอะไรที่ไม่คาดคิด พัชที่มองแลระบบไฟเกิดลืมปิดสวิตช์ความมืดของฉากสำคัญ ทำให้ไฟดับสนิท กองเชียร์ครูตอนนั้นแอบถอนหายใจ มินทร์ที่ยืนบนเวทีกลายเป็นศูนย์กลางของความเงียบ
มินทร์ — (พูดเสียงดังแต่ใจสั่น) เพื่อนๆ ทุกคน รอแป๊บนะครับ (หยุด) ผม… ผมมีอะไรจะพูด
นักแสดงคนอื่นๆ แสดงสีหน้าแตกต่างกัน บางคนตื่นเต้น บางคนหวั่นไหว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ อาจารย์พีระเทพยืนขึ้น เดินไปยังโคมไฟ และเปิดสวิตช์ด้วยมือของตัวเอง
อาจารย์ — (ยิ้ม) อยากให้เวทีนี้มีเสียงจริงๆ มากกว่าการแสดงสมบูรณ์แบบ
มินทร์ — (เลือดขึ้นหน้า) อาจารย์… ผมต้องบอกอะไรสักอย่าง
เสียงซุบซิบจากคนดูดังขึ้น เขาหยุดและหายใจลึก นั่นเป็นจังหวะที่เขาต้องเลือก: พูดความจริงแล้วยอมรับผล หรือพูดพร่ำเพื่อรักษาภาพลวงต่อไป
มินทร์ — (ต่อ) ผมโกหกครับ ผมบอกว่ามีอาจารย์พีระเทพเป็นที่ปรึกษา ทั้งๆ ที่ผมไม่คู่ควรกับคำพูดนั้น ผมยอมรับว่ารู้สึกกลัวว่าจะทำให้คนที่ผมรักต้องล้มเหลว
คนดูเงียบไปชั่วขณะ ห้วงเวลาเหมือนถูกยืดออกไปจนคนสามารถได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง
อาจารย์พีระเทพมองมินทร์ ใบหน้าของอาจารย์ไม่แสดงความโกรธ แต่มีความเข้าใจคล้ายคนที่เคยทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อาจารย์ — (เบาๆ) ผิดเป็นครูนะมินทร์ แต่การซ่อนความจริงให้เพื่อนเจ็บปวดกว่า การยอมรับ
มินทร์ — (น้ำตาคลอ) ผมกลัวคนจะคิดว่าผมไม่เก่ง ผมกลัวชมรมจะเลิก และผมกลัวพ่อจะผิดหวัง
อาจารย์ — (ยิ้มเศร้า) ฉันเคยกลัวแบบนั้นเหมือนกัน จนวันหนึ่งฉันตระหนักว่าเวทีไม่ได้ต้องการคนที่สมบูรณ์แบบ แต่อยากการแสดงที่จริงใจ
มีความเงียบที่อบอุ่นในหอประชุม ก่อนที่กุ้งจะยกมือขึ้นและหัวเราะเล็กน้อยอย่างหนักแน่น
กุ้ง — (ยืนขึ้น) ถ้านายอยากให้ฉันร้องไห้จริงๆ ฉันก็ร้องไห้ได้ แต่ฉันอยากร้องไห้จากความจริง ไม่ใช่จากการแกล้ง
เอิร์ธ — (พึมพำ) และฉันก็หมดกังวลเรื่องไฟแล้ว — ขอมือช่วยหน่อยเพื่อน
พัช — (ยิ้ม) เราทำได้ แต่ครั้งนี้ทำด้วยความจริง
การแสดงเปลี่ยนไปในวินาทีนั้น มันกลายเป็นการแสดงที่ผสมระหว่างบทละครเดิมและคำสารภาพที่จริงใจ ตัวละครทั้งชุดยืนอยู่บนเวที เล่าเรื่องความกลัว ความผิดพลาด และความฝัน โดยใช้บทพูดที่จริงจังและฉากเรียบง่าย แทนที่จะเป็นการปกปิดความผิดพลาด พวกเขาเอาความผิดพลาดออกมาเป็นวัตถุดิบในการสร้างความงาม
คนดูหัวเราะกับมุขบางมุขที่ไม่ตั้งใจ น้ำตาค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้าบางคน และการปรบมือเกิดขึ้นตอนฉากจบที่แทบไม่มีลูกโป่งมากระตุ้น
หลังการแสดง อาจารย์พีระเทพเดินมาหามินทร์ เขาจับไหล่หนุ่มนั้นอย่างหนักแน่น
อาจารย์ — นายทำดีแล้ว นายเรียนรู้เร็ว
มินทร์ — (เสียงขาด) ขอบคุณที่ไม่ไล่ผมออกจากชมรมครับ
อาจารย์ — (หัวเราะนิดๆ) ฉันไม่ได้มาเพราะนายโกหก ฉันมาเพราะเห็นคนที่กล้าพอจะยอมรับ และนั่นคือสิ่งที่ฉันอยากสอน
หลังจากคืนวันนั้น ชมรมได้รับความสนใจจากมหาวิทยาลัยและชุมชนข้างนอกอย่างไม่คาดคิด สื่อมวลชนมหาลัยเขียนเรื่องเกี่ยวกับการแสดงที่ ‘กล้าที่จะแพ้’ และมีสมาชิกใหม่หลายคนสมัครเข้าร่วม
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับมินทร์คือบทเรียนที่ซึมลงไปในใจ เขาได้เรียนรู้ว่าการพูดความจริง แม้ในตอนที่มันอายุมาก จะทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น เขาเริ่มฝึกพูดตรงกับเพื่อนๆ มากขึ้น ฝึกยอมรับความผิด และเริ่มตั้งคำถามถึงความกลัวของตัวเอง
วันที่อาจารย์พีระเทพจากไป เขาทิ้งคำพูดสั้นๆ ไว้กับชมรม
อาจารย์ — เวทีคือที่ที่เราพบความจริงของตัวเอง ทั้งที่มันเจ็บแต่ก็สวยงาม
มินทร์ยืนมองเพื่อนๆ ที่กำลังซักซ้อม และมองไปที่โต๊ะที่เขาเคยเก็บเทปกาวสองม้วน เขารู้สึกภูมิใจในสิ่งเล็กๆ ที่เขาทำให้เปลี่ยนแปลงได้
เวลาไม่กี่เดือนผ่านไป ชมรม ‘งวดหน้า’ กลายเป็นชมรมที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นและได้รับการสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอจากกองทุนของมหาวิทยาลัยและชุมชนเล็กๆ ที่ประทับใจการแสดงที่จริงใจ
มินทร์ — (พูดกับเอิร์ธและพัช) ฉันจะไม่โกหกอีกแล้ว ถ้าต้องการความช่วยเหลือ ฉันจะขอ และถ้าฉันทำผิด ฉันจะรับผิดชอบ
เอิร์ธ — (มองเพื่อน) ดีแล้ว เพราะถ้ายังโกหก ฉันคงต้องสั่งให้เจ้าตัวนี้ไปทำงานหนักกว่าเดิม
กุ้ง — (กุมมือมินทร์) แล้วฉันจะร้องไห้แค่ความจริงเท่านั้นนะ ถ้าเธอทำผิดแล้วขอโทษฉันก็จะร้องไห้ด้วยความยินดี
พัช — (หัวเราะ) และฉันจะไม่ลืมปิดไฟอีกต่อไป
ตอนท้ายของเรื่อง มินทร์พาเพื่อนๆ มานั่งรอบกองไฟเล็กๆ ที่เขาและเพื่อนคนหนึ่งทำจากเศษไม้วางซ้อนกันในสนามหน้าหอประชุม ทุกคนหัวเราะกันเรื่องความบ้าบอในอดีต และเล่าเรื่องที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเกือบเสียชมรมไปเพราะคำพูดเพียงประโยคเดียว
มินทร์ — (มองไฟ) นี่คือบทเรียนราคาแพง แต่ฉันว่ามันคุ้มนะ
เอิร์ธ — (มองเพื่อน) เราไม่เสียชมรมไปหรอก เราแค่เปลี่ยนเป็นเวอร์ชันที่ดีกว่า
กุ้ง — (ยิ้มกว้าง) และครั้งหน้า ถ้ามีใครจะโกหก ขอให้โกหกเป็นเรื่องตลกนะ อย่าทำให้คนร้องไห้เลย
ทุกคนหัวเราะพร้อมกัน ยิ้มแบบที่รู้สึกอบอุ่น เหมือนว่าพวกเขาได้ผ่านพายุแล้วออกมาท่ามกลางแดด
มินทร์จ้องไปที่เพื่อนคนหนึ่ง ปากยิ้มอย่างจริงใจ เขารู้ว่าทุกสิ่งยังมีปัญหาอยู่ ความไม่สมบูรณ์แบบคงยังอยู่แทบทุกมุม แต่คราวนี้เขายอมรับมันได้ และพร้อมเดินหน้าด้วยความจริง
ภาพสุดท้ายคือกลุ่มเพื่อนสามสี่คนยืนล้อมไฟใต้ท้องฟ้าที่มีดาวเล็กๆ เป็นฉากหลัง พวกเขาจับมือกันก่อนจะปล่อยหัวเราะที่มาจากความโล่งใจ ทุกคนรู้สึกถึงการเติบโตของกันและกัน และเวทีข้างหน้ากำลังรอการแสดงต่อไป — แสดงที่มีทั้งมุก ทั้งน้ำตา และความจริงที่ส่องแสง
เรื่องราวจบลงแบบอบอุ่นและฮา กลายเป็นความทรงจำที่ทุกคนจะเล่าให้คนรุ่นหลังฟังว่า ชมรมของพวกเขาเคยเกือบล้ม แต่สุดท้ายก็เติบโตขึ้นด้วยความสัตย์จริงและเพื่อนแท้
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, ชมรมละครเวที, ความเข้าใจผิด, มิตรภาพ, โรแมนติกคอมเมดี้