ไฟในห้องสมุด
ร่างผอมเกร็งของ “ภายนต์” สะดุ้งน้อย ๆ เมื่อเสียงกระจกหน้าต่างดังขึ้นเบา ๆ ท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือกกลางเมืองหิมะ เขานั่งอ่านหนังสืออยู่หลังโต๊ะไม้เรียบข้างชั้นวรรณกรรมในห้องสมุดเก่า เพื่อนสนิทอย่าง “จันทร์เจ้า” นั่งฝั่งตรงข้าม เสียงสูดจมูกที่เป็นจังหวะยังคงอยู่ในอากาศหนืด ช่วงสอบปลายภาคคือช่วงเวลาที่นักศึกษาหลายคนหลบมาแอบอ่านที่นี่เพื่อหนีความวุ่นวาย แต่สำหรับเขาแล้ว ห้องสมุดนี้คือที่หลบชีวิตจริง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!จันทร์เจ้าขมวดคิ้วยาว เธอพลิกสมุดจดของตนไปมา “ภาย…แกยังไม่กลับหอจริงดิ จะอยู่ยันดึกเลยเหรอ”
เขาเหลือบขึ้น พูดช้า ๆ “อ้าว แกก็ยังอยู่นี่ รอแอมป์อยู่ไม่ใช่เหรอ”
จันทร์เจ้าพ่นลมหายใจ “แอมป์เขาก็นัดซ้อมดนตรีหลังอ่าน แต่ไม่รู้จะมาจริงมั้ย…”
ภายนต์พยักหน้ารับ ก่อนเงียบลงอีกครา เหลือเพียงเสียงพลิกหน้า, รายการจดโน้ตที่เหมือนฝนตกลงบนกระดาษ จนกระทั่งประตูด้านหน้าส่งเสียงดังเอี๊ยด “สิปกร” เพื่อนร่วมรุ่นรูปร่างสูงล่ำเดินก้าวเข้ามา สะพายเป้ใบใหญ่ ลมหายใจสะท้อนแววไม่สบายใจ
“ขอโทษนะ พวกแกเห็นกระเป๋าเงินกุที่ลืมไว้มั้ย…”
“ไม่มีอ่ะ ลองเดินย้อนหาดูป่ะ” จันทร์เจ้าตอบพลางลุกขึ้น สิปกรดูร้อนใจ เขาควักโทรศัพท์โทรหาเบอร์หนึ่ง ยื่นให้ภายนต์ดูหน้าจอชื่อ “แม่” แล้วรีบร้อนเดินออกไป
ในจังหวะนั้น ไฟในห้องสมุดกระพริบวูบหนึ่งก่อนนิ่งสงบ ภายนต์ขนลุกวาบ เหมือนสัมผัสอะไรบางอย่างเคลื่อนผ่านข้างหลัง สายตาล็อกกับภาพสะท้อนกระจก มุมหนึ่งของห้องที่เขาไม่เคยสังเกต… มีเงาบาง ๆ คลุมชั้นหนังสือ
จันทร์เจ้ายืนกอดอก “ถ้าพรุ่งนี้มีเหตุอะไร…ชั้นต้องรู้ใช่มั้ยว่าเป็นเพราะอะไร” เธอพูดติดตลก แต่ประกายตากระวนกระวาย
“เพราะแกหรือเปล่า?” ภายนต์ยิ้ม เงียบไป ก่อนเขาจะหลบสายตา มือจิกกระดาษโพสต์อิทจนฉีกขาด
แอมป์เดินเข้ามาช้า ๆ เบา ๆ พร้อมเสียงฝีเท้า เธอผมสั้น ดวงตานิ่งเหมือนซ่อนอะไรไว้ มือถือกีตาร์เบา ๆ ตีจังหวะกับขา “ขอโทษนะ…เย็นไวมากเลยคืนนี้ เบื่อ ๆ ว่ะ”
ในห้องสมุดมีเพียงสี่คน ทว่าแต่ละคนมีบางอย่างที่ไม่เปล่งออกมา ลมหายใจถูกกลืนหาย เสียงนาฬิกาเดินดังขึ้นเป็นพัก ๆ ขณะนั้นจันทร์เจ้าเดินไปหยิบหนังสือเล่มหนาจากชั้น เธอสบตากับภายนต์ “ชั้นรู้…แกแปลก ๆ มาหลายวันแล้วนะ”
ภายนต์ก้มหน้าเงียบ ก่อนตอบเสียงแผ่ว “มีบางอย่าง—ไม่เป็นไร จริง ๆ”
ไฟในห้องกรอบสวนกระพริบวูบ แล้วก็ดับ เงาสีส้มวาบตามมา สัญญาณไฟไหม้ดังขึ้น ทุกคนชะงัก สิปกรตะโกน “ไฟไหม้—ทุกคนรีบออกมา!”
เปลวไฟแผ่ปกคลุมเชื้อเชิญฝุ่นกระจายกลิ่นฉุน เงาจากมุมหนังสือดูเหมือนไหลซึม ใกล้มากราวกับจะจับต้องได้ ทุกคนต่างวิ่ง หอบสูดกลิ่นไหม้ลึกเข้าไปถึงปลายเส้นประสาทขณะพยายามเปิดประตูที่ติดขัด
เสียงประตูดังกุก ไม่มีใครพูด แต่สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยคำถาม ปนความหวาดกลัว แอมป์ถอยออกห่าง ใช้กีตาร์กระแทกกระจก ภายนต์ลองใช้มือดันประตูอีกครั้ง “มันล็อก…ล็อกจากข้างนอก”
จันทร์เจ้าสะอื้น มือปัดน้ำตาดื้อ ๆ “เกิดอะไรขึ้น…ใครทำ!” สิปกรพยายามโทรออกแต่สายขาด ก่อนจะทุ่มโทรศัพท์ลงพื้นอย่างสิ้นหวัง
เปลวไฟลุกใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เสียงหนังสือปะทะไฟเหมือนร้องเพลงคร่ำครวญ เหตุการณ์จริงเปิดเผยอย่างช้า ๆ ไม่มีใครพูด เพียงแต่สายตาที่หันมองกันเต็มไปด้วยสารพัดอารมณ์ ภายนต์หันไปที่ช่องหน้าต่าง กระซิบเสียงเบา “มันไม่ใช่อุบัติเหตุนะ…”
จันทร์เจ้าหายใจติดขัด “อะไร…หมายความว่ายังไง”
เสียงลึก ๆ ดังแว่วมาจากอีกฟากผนัง เปิดฉากความเงียบอันน่ากลัว “มีบางอย่างอยู่ในห้องนี้” แอมป์กอดกีตาร์แน่น ประสาทตาตื่นตัว
ในความโกลาหล ประสาทสัมผัสของทั้งสี่คนต่างหดเกร็งจ้องหาเงาจากเปลวไฟ ทุกคนต่างรีบขว้าของสำคัญของตนเอง จันทร์เจ้าเงยหน้า สีหน้าคมขวาง “ภายนต์ แกกำลังปิดบังอะไรพวกเราอยู่ใช่มั้ย”
ภายนต์กลืนน้ำลาย มองไปยังสมุดโน้ตที่ตกจากมือ เขาสั่นเครือไปหมด พูดเสียงแหบ “เคยมีเหตุไฟไหม้ที่นี่…เมื่อสิบปีก่อน”
บรรยากาศแน่นขนัด เงียบงันจนเสียงหัวใจเต้นชัดเจน สิปกรสบตาเพื่อนสายหนึ่ง แววสับสนและขุ่นเคือง “แล้วแกเกี่ยวอะไรกับมัน”
“แม่ชั้น…เธอ…เสียที่นี่…” เสียงภายนต์สั่นสะท้าน จันทร์เจ้าถอยหลัง ก้มมองพื้นอย่างหนักใจ
ไฟใกล้แผดเผาร่าง ทั้งสี่คนหันมามองกัน แตะต้องแผลใจในอดีตโดยที่ไม่เต็มใจ จู่ ๆ ประตูที่ขัดอยู่ก็ส่งเสียงขูดอีกครั้ง ก่อนจะเปิดออกช้า ๆ ราวกับมือหนึ่งกำลังช่วยพวกเขา หรือบางอย่างในห้องนี้ปลดปล่อยโซ่ตรวน
พวกเขารีบวิ่งออกจากห้องสมุดควันฉุนหนาทึบไหลตามประตูไปข้างนอก แต่ขณะประตูปิดสนิท เปลวไฟเหมือนอ้อยอิ่ง หยาดน้ำตาจันทร์เจ้าไหลอาบแก้ม สีหน้าสิ้นหวัง สิปกรสบถ้ามากับเงามืดที่เหลือ—และความลับที่ยังไม่ได้ถูกเปิดเผย
เช้าวันถัดมา ห้องสมุดถูกปิดตาย ตำรวจปิดพื้นที่ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่กู้ภัยหิ้วซากหนังสือแผ่นหนึ่งมาวางตรงหน้าภายนต์ เขาสั่นเครือรับไว้จากมือจันทร์เจ้า “นาย…จะบอกเรายัง ว่าเมื่อวานมันเกิดอะไรขึ้น” เธอพูดเสียงเบาแต่มุ่งมั่น
ภายนต์ยืนนิ่ง หลับตาลง สูดลมหายใจยาว