คืนที่ลอยฟ้า
เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มพล่านตลอดเส้นทางท่อน้ำขนาดใหญ่ที่พาดผ่านกลางเมือง เมืองอัลครินาลอยอยู่เหนือก้อนเมฆ หอบเรือนและอาคารติดใบพัดเหล็กขนาดยักษ์ เงาของพัดเหล็กหมุนช้า ๆ สะท้อนแสงจันทร์เข้าในดวงตาของเด็กหนุ่มเซวิน เขาหลบอยู่หลังถังเก็บน้ำ อกสั่นด้วยความตื่นเต้นและความกลัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เร็วเข้า เซวิน!” เสียงกระซิบเร่งเร้า ฝีเท้าของนาดิล เพื่อนร่างเล็กที่ถือถุงกระดาษเต็มไปด้วยอุปกรณ์ไฟฉายกะโหลกหัวแปลก ๆ พลางมองเงาตะคุ่ม ๆ ของผู้ใหญ่ที่เดินตรวจตราบนสะพานเหล็ก
เซวินกัดฟัน พยายามหายใจเข้าออกลึก ๆ “นายแน่ใจนะว่าคืนนี้ไม่มีใครเห็น?”
“นายถามแบบนี้ทุกครั้งเลย” นาดิลหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงสั่น “บนนี้…มันไม่มีอะไรแน่นอนหรอก”
พวกเขาไต่ไปตามท่อขันน็อต ร่างหมอบต่ำจนหัวเข่าเจ็บ เด็กทั้งสองหยุดกึกเมื่อมีเสียงเหล็กกระทบกันตรงทางลงสะพาน ฟรานย์ เพื่อนสาวที่ห้าวเนตรและกล้าเสี่ยงยิ่งกว่าใคร โผล่มายืนชะเง้ออยู่ขอบอาคาร สอดส่องเงาของตำรวจบนสะพาน
ฟรานย์โบกมือช้า ๆ ส่งสัญญาณ “ทางนี้ปลอดภัย รีบ!” ทั้งสามปีนข้ามขอบธรรมชาติของเมืองที่แกะสลักด้วยโลหะ พวกเขาตั้งใจจะไปถึงโรงงานร้างที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งซ่อนของขโมยลึกลับในตำนาน
“ทำไมต้องมาที่นี่ด้วยเนี่ย?” เซวินถามแบบจงใจให้เสียงพร่า
นาดิลสบตา “ก็…ใครบางคนบอกว่าจะกล้า นายลืมหรอ?”
“อย่าทะเลาะนะ” ฟรานย์ขัดกลาง “ถ้านายไม่อยากจะโดนพ่อตำรวจของนายจับได้” เธอจ้องหน้าเซวิน
เซวินเม้มปาก ไม่ตอบ โตมาจากครอบครัวตำรวจสายสืบ มีชื่อเสียงเข้มงวด เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าคืนนี้เพราะกล้าหรือเพราะแค่อยากลบเงาพ่อในตัว
เสียงหมุนของใบพัดผ่านอย่างเชื่องช้า เบื้องล่างคือเวิ้งเมฆขาวไหลเรื่อย ไม่มีคืนไหนที่เมืองลอยฟ้าจะสงบไร้ลม แต่คืนนี้ใต้แสงจันทร์มีควันและเสียงกระซิบ…
“รีบเข้า!” ฟรานย์ดันประตูขึ้นสนิมเข้าไปในโรงงาน โถงมืด กลิ่นฝุ่นคละคลุ้ง พวกเขาสามคนผงะเมื่อไฟฉายสาดเจอถุงใบใหญ่ที่มุมห้อง ด้านในมีเครื่องเงิน ขวดแก้ว หัวตุ๊กตาและเศษอุปกรณ์เทคโนโลยีเก่า
นาดิลเอื้อมมือคว้าอะไรบางอย่าง “นี่มัน…ของที่หายไปจากตลาดเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่นา”
“หรือว่า…เรื่องขโมยลึกลับที่พ่อเซวินพูดถึง…” ฟรานย์เสียงพร่าลง
ทุกคนหยุดนิ่ง เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา จากบันไดร้างเบื้องลึก นายวัวร์ ตำรวจนักสืบซึ่งเป็นพ่อของเซวิน เดินเข้ามาพร้อมไฟฉาย
“ใครอยู่ที่นั่น!” เขาตะโกน เสียงแข็งแต่ฟังดูอิดโรยและหวาดระแวง แสงไฟสาดตกต้องใบหน้าของลูกชาย
เซวินใจเต้นระรัว น้ำเสียงสั่น “พ่อ…ผมแค่มาเล่นกับเพื่อน…”
วัวร์เดินใกล้เข้ามา เหลือบดูของที่พื้น ก่อนจะเปลี่ยนสายตาไปยังนาดิลและฟรานย์ สีหน้าทั้งเสียใจและโกรธ “ที่นี่มันอันตราย รู้ไหม!”
“พ่อไม่ต้องห่วง…เราจะไม่ทำอะไร…แค่เห็นของ…” เซวินเสียงอ่อยลง
“พวกนายคิดว่านี่เรื่องเล่นหรือไง!” วัวร์ตะคอก—แต่ในเสียง ติดแววกลัวสูญเสียมากกว่าความโกรธที่เห็นชัด
นาดิลหลุบตามองพื้น ฟรานย์กัดปากแน่น เงียบ สายลมข้างนอกพัดเอาเศษกระดาษปลิวเข้ามากระแทกขาเซวิน เขาก้มเก็บขึ้น เห็นว่าเป็นแผ่นโน้ตเก่า มีข้อความเขียนด้วยลายมือ “คืนวันพระจันทร์เต็มดวง ท้องฟ้ามีรอยร้าว”
เซวิน เอามือชี้ให้พ่อดู วัวร์ขมวดคิ้วแน่น “นี่มันอะไรอีก?…”
เสียงก๊อกแก๊กจากชั้นบนทำให้ทุกคนเงียบ ทุกสายตาสบกันในความมืด ก่อนที่ประตูเหล็กชั้นลอยจะเปิดผาง เงาร่างสูงใหญ่ ใส่หน้ากากโลหะปรากฎขึ้น ขโมยตัวจริงยืนอยู่ตรงหน้า พวกเขาทั้งหมดตึงเครียดทันที
“ไม่ขยับนะ!” วัวร์หยิบปืนพกเล็ง แต่อีกฝ่ายกลับถอดหน้ากากช้า ๆ เผยให้เห็นหญิงสาวร่างผอมซีด ผมฟ้าอ่อนดูแสนเศร้า
เธอยิ้มบาง ๆ มือทั้งสองยกขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ “ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ใช่ศัตรู…” น้ำเสียงแปล่ง แตกต่าง
นาดิลกลืนน้ำลาย ก่อนจะถาม “คุณคือขโมยลึกลับจริง ๆ เหรอ?”
หญิงสาวผงกหัว “ชื่อฉันคือโอลา”
ฟรานย์ขยับตัว ขบฟัน “คุณขโมยของพวกคนจน พวกแม่ค้า…ทำแบบนั้นทำไม!”
ดวงตาโอลายังคงเศร้า “มีบางอย่างในเมืองนี้ที่ซ่อนอยู่…บางอย่างที่คนชั้นล่างจะไม่มีวันได้รู้ พวกเธอมาเจอที่นี่ถือว่ากล้า และ…อาจจะโง่” หญิงสาวหัวเราะแผ่ว
วัวร์ขยับปืนใกล้ขึ้น “พูดให้เคลียร์ เธอต้องขึ้นโรงพัก!”
โอลาส่ายหน้าช้า “ถ้าหากฉันไป ทุกอย่างที่พวกเธอเข้าใจจะเงียบหายไปรวดเร็วที่สุด…”
ณ เวลานั้น ท่อน้ำใต้ฝ่าเท้าทั้งหมดสั่นสะเทือน เมฆขาวข้างล่างปั่นป่วนราวกับจะกลืนกลุ่มคนทั้งห้า พวกเขามองหน้ากันในความเงียบ เครียด อึดอัด และกลัว
ณ ที่นี้ พวกเขารู้ว่าคำตอบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในกฎของเมืองนี้…แต่อยู่ที่ความกล้าเผชิญหน้าความจริงจะไปได้ไกลแค่ไหนในคืนที่ลอยฟ้า