เงื่อนงำกลางหมอกเหนือ
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นในเช้ามืด ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่ปิดซ่อนทิวเขาไว้อย่างมิดชิด วิศรุตสะดุ้งตื่น ลุกจากที่นอนในห้องไม้เก่า กลิ่นความชื้นฝังในเรือนอกหน้าต่าง เขาเดินไปเปิดประตู พบญาติผู้ใหญ่หญิงใบหน้าเคร่งเครียด ถือขันน้ำมนต์ “แม่ขวัญฝากเอามาไหว้เจ้าที่ก่อนออกไปข้างนอกนะลูก คนที่นี่เชื่อว่าผีหมอกจะจับใครที่ไม่ไหว้”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!วิศรุตรับขันมา “ไม่เป็นไรหรอกน้า เดี๋ยวผมจะไปด้วยกัน” เขาหลบตาเสียงที่ยังไม่คุ้นเคย ห้องเงียบ ร่องรอยความว่างเปล่าจากคนรักเก่ายังหลงเหลืออยู่
ไตรภพ น้องชายคนกลางโผล่มาจากผ้าม่าน “มึงว่าที่เมืองหลวงมีหมอกอย่างนี้หรือเปล่า” เขาถามโดยไม่สบตา ดวงตาคู่ช้ำสะท้อนแสงขาวของเช้าแรกที่อบอวลด้วยความห่างเหิน “ที่นั่น มีแต่เหม็นควันละ” วิศรุตตอบ พึมพำพลางไหว้ขันในมือ
หลังบ้าน เฟื่องฟ้า น้องสาวคนเล็กเดินกลับมาด้วยแววตาเคร่งเครียด “เมื่อคืนเห็นอะไรในหมอกไหม” เฟื่องฟ้าจ้องมาที่วิศรุต ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนแปลกหน้าบ้านหลังนี้
แม่ขวัญเสิร์ฟข้าวต้ม แต่โต๊ะเงียบ ไม่มีใครพูดถึงคนที่หายไป—แฟนของวิศรุตที่หายตัวกลางหมอกเมื่อสามเดือนก่อน ไม่มีใครกล้าแม้แต่พูดชื่อ ท่ามกลางอาหารร้อน มีแต่ความเงียบแช่เย็นในอากาศ
เสียงโทรศัพท์บ้านสั่น วิศรุตไปยกสาย เสียงปลายทางเบาขาดๆ “สวัสดี นี่…” ก่อนจะเงียบ ทุกคนชะงัก ญาติผู้ใหญ่ทำไม้กางเขนแล้วรีบดึงผ้าม่านปิดหน้าต่าง
เช้าวันนั้น ฝนเย็นลงวิศรุตออกไปเดินดูรอบบ้าน เขาเห็นรอยเท้าลึกในดินเปียกไปสู่ป่าหลังหมู่บ้าน จุดที่ตำนานเล่าว่า ผีหมอกจะปรากฏ เขายืนมองหมอกห่อหุ้มต้นไม้ เสียงลมหายใจของเขาหนักเหมือนใจถูกบีบ
เฟื่องฟ้าเดินเข้ามาข้างๆ จำต้องพูดเพราะความเงียบอึดอัด “พี่จะไปหาเขาจริงๆ เหรอ” เสียงเธอสั่นคล้ายขอร้อง วิศรุตสบตาเธอ “ถ้าเราปล่อยไว้แบบนี้ ทุกคนที่นี่ก็คงอยู่ด้วยความกลัว”
“บางครั้งคนที่หาย… อาจไม่ได้อยากให้หาเจอก็ได้นะ” ไตรภพเอ่ยด้วยเสียงห้วน ทั้งสามคนยืนท่ามกลางสายฝนบางและหมอกหนา อดีตที่กัดกินใจแต่ละคนเต็มเปี่ยมในอากาศ
ขณะเดินไปในป่า วิศรุตจำได้ถึงครั้งสุดท้ายที่เขาทะเลาะกับแฟน “จะหนีไปไหน เธอไม่เข้าใจฉันหรอก!” เสียงตึงเครียดในคืนสุดท้ายยังดังก้องในหัว รู้สึกผิดบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก
ไตรภพเดินนำ เหยียบเศษใบไม้เปียกดังกรอบแกรบ เฟื่องฟ้าคอยเหลียวซ้ายขวา “เรายิ่งเดินยิ่งลึกเข้ามา” เธอกอดร่างตัวเองและกระซิบเบาๆ
ณ จุดที่ตำนานว่าผีหมอกมักออกมา วิญญาณประจำหมู่บ้าน—หญิงชราผิวซีดในผ้าคลุมขาว—โผล่ผ่านม่านหมอกอย่างเงียบงัน วิศรุตผงะ หัวใจเต้นแรง เฟื่องฟ้ากระซิบ “อย่าเอ่ยชื่อ อย่ามองตา…”
เสียงกระซิบจากหมอกดังเข้ามา “ใครหนีอดีตไม่ได้ ย่อมต้องชดใช้” เสียงนั้นคล้ายออกมาจากทุกรอบทิศ ไตรภพยืนแข็ง ปากสั่น ลมหายใจหอบถี่
จู่ๆ เหงื่อเย็นซึมบนหน้าผาก ไตรภพตะโกนใส่หมอก “พอแล้ว! พวกเรารู้ความผิด!” เขาทรุดตัวลงกับพื้น เฟื่องฟ้าร้องไห้ วิศรุตยืนอึ้ง ปวดแปลบในใจ
หมอกเริ่มวนรอบตัวพวกเขา เสียงฝีเท้าแปลกๆ เหมือนบางสิ่งกำลังใกล้เข้ามา จู่ๆ ใครบางคนเดินออกมาจากข้างหลังหญิงชราผิวซีดนั้น เป็นแฟนของวิศรุต สายตาเธอหม่นเศร้า
“ทำไมถึงไม่ตามหาฉันเร็วกว่านี้” เสียงเธอเบา ทว่าแทงใจ วิศรุตน้ำตาซึม “ฉันกลัว… กลัวทุกอย่าง—กลัวจะพบเธอในสภาพที่ไม่อยากเห็น กลัวจะรับความผิดไม่ได้”
เฟื่องฟ้าโผเข้ากอดพี่ชาย เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น ไตรภพอมยิ้มเศร้า “เธอกลับมาหาเราได้มั้ย” เขาพูดกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ปลายหมอก
หญิงคนนั้นเพียงยิ้มบาง ก่อนค่อยๆ จางหายไปกับหมอก หญิงชราผิวซีดยิ้มเศร้า “จงให้อภัยกัน… ก่อนจะสาย” เสียงเธอค่อยๆ จางหายพร้อมกับหมอกที่เริ่มเปิดออก
ทั้งสามเดินกลับบ้าน เสียใจแต่หัวใจเบาขึ้น วิศรุตหันไปพูดกับน้องสาว “ขอบใจที่อยู่ด้วยกัน… ต่อไปนี้จะไม่ปล่อยให้อะไรค้างคาอีก… แม้จะกลัว”
โต๊ะอาหารเย็นวันนั้นเต็มไปด้วยคำขอโทษ น้ำตาเจือเสียงหัวเราะเบา ๆ แม่ขวัญลูบหัวลูกทั้งสามคน “หมอกจะมาอีกไหมลูก”
วิศรุตจับมือแม่ “ต่อให้หมอกมา… เราก็จะไม่กลัวอีกแล้ว” เสียงเขาสั่นแต่มั่นใจ บทสนทนาง่าย ๆ เติมเต็มช่องว่างในครอบครัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ค่ำคืนนี้ หมอกบาง ๆ ลอยผ่านหน้าต่าง เสียงหัวใจทุกคนในบ้านเต้นเนิบช้า ใกล้ชิดกว่าคราใด แม้ยังมีบางอย่างที่ยังคาใจวิศรุตแต่อย่างน้อยเขาก็เริ่มให้อภัยตัวเอง
เพราะในม่านหมอกนั้น ไม่มีใครหนีอดีตได้ แต่เลือกที่จะเผชิญหน้าและเดินต่อไปด้วยกัน