รอยเท้าใต้เงาหิมะ
แสงสีทองนุ่มของรุ่งอรุณลูบไล้ยอดสนที่ถูกหิมะกลบหนา หมู่บ้านซูเอะที่ตั้งกอดอ้อมภูเขาหิมะยังสงบในยามเช้า ยอดไม้และหลังคาบ้านเลือดนกถูกห่อหุ้มด้วยขาวโพลน ทุกคนเพียงเงียบงัน หรืออาจกำลังเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่ไม่ต่างจากวานนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เปรมรีบเดินป้ายน้ำขุ่นที่เกาะหน้าต่าง พยายามมองฝุ่นหิมะซึ่งล่องลอยในอากาศ เขาเร่งแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียนประจำหมู่บ้าน แต่จู่ ๆ เสียงดังปึงปังจากห้องข้าง ๆ ดึงความสนใจ เปรมชะงัก เงี่ยหูฟังเสียงแม่บ่นพึมพำตามสายตาที่กดดันมาเสมอ หัวใจเปรมแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่เขาเพียงกำเสื้อหนาแน่นแล้วเดินออกประตู
บนถนนแคบที่เส้นทางลอดใต้ต้นไม้ เปรมสบตากับฟ้าที่โบกมือให้ไกล ๆ ใบหน้าสีระเรื่อของฟ้าแต้มรอยยิ้มจาง ๆ ความเหน็บหนาวไม่อาจกลบความสดใสของเพื่อนสนิทคนนี้ได้
“เปรม! มาช้ากว่าทุกทีเลยนะ” เสียงฟ้าแซวขณะที่ทั้งสองเดินไปทางโรงเรียนด้วยกัน
เปรมหัวเราะแก้เก้อ “เมื่อคืนแม่ให้ไล่หาหนังสือทั้งคืน นอนไม่อิ่มเลยเนี่ย…”
“แกก็แหกกฎ จนโดนใช้งานตลอดแหละ!” ฟ้าหัวเราะ เธอมองไปยังขอบฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นขาวนวล
ระหว่างสองข้างทาง บ้านเล็กกะทัดรัดบางหลังกดหัวแนบพื้น ท่ามกลางละอองหิมะที่ฟุ้งกระจาย รถเข็นส่งนมเลื่อนไปช้า ๆ เปรมพยายามหลบหลีกการคุยเรื่องครอบครัว
“คืนนี้ แกว่างไหม?” ฟ้าถามด้วยเสียงเหงา ๆ
เปรมดูนิ่ง “เอ่อ…มีอะไรหรือเปล่า”
ฟ้าลังเล “เปล่า… เราแค่…” เสียงเธอหายไปเป็นความเงียบ เครื่องหมายคำถามค้างคาไว้ในอากาศเย็นเยียบ
เสียงกริ่งดังขึ้น ทั้งสองเดินเข้าโรงเรียน ตึกอิฐสีเทาๆ กับลานหิมะขาว เพื่อน ๆ ส่งเสียงทักทายปนหัวเราะ เปรมมองรอยเท้าใต้หิมะ แล้วถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว
“อย่าเอาแต่ถอนหายใจ กลัวหิมะจับหัวใจแกเป็นน้ำแข็งรึเปล่า?” เสียงข้ามดังขึ้นข้างหลัง เธอเป็นเด็กสาวรูปร่างเล็ก ผมฟูหนา เสื้อโค้ทสีเขียวขี้ม้าที่ดูขัดกับฤดู
เปรมปรายตามองอย่างเฉยชา นึกถึงความบาดหมางในอดีตที่เขาเคยพลั้งเผลอพูดทำร้ายข้าม ความรู้สึกผิดยังแฝงอยู่ในความกลัวลึก ๆ ของใจเขา
ในห้องเรียน ผอ.เล็กยืนประกาศกิจกรรมใหม่ ดวงตาบางคนส่องประกายสนุก ข้ามสะกิดเพื่อนข้าง ๆ “แว่วว่าคืนนี้จะมีหิมะตกหนักที่สุดในรอบสิบปี”
เปรมหันไปยิ้มแหย “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะนอนอยู่บ้าน ไม่ไปไหนแน่ ๆ”
สายตาข้ามจับจ้องเปรม “แกกลัวใช่ไหม หรือยังไม่กล้ายืนคนเดียวท่ามกลางหิมะ…” น้ำเสียงเธอประหลาดด้วยความเป็นมิตรที่แฝงการลองของ
เปรมหยิบปากกาขีดหลังสมุด เสียงฟ้าหัวเราะแทรกเข้ามาบรรเทาความตึง
เลิกเรียนแล้ว หิมะโปรยตัวหนักขึ้น ถนนเปลี่ยนเป็นขาวบริสุทธิ์ ฟ้าคะยั้นคะยอเปรมไปส่งที่บ้าน เปรมลังเลก่อนตอบตกลง
ระหว่างทาง ฟ้าพูดเสียงแผ่ว “เปรม… ถ้าเราหายไป แกจะตามหาไหม?”
เปรมชะงัก “พูดอะไรแบบนั้น ฟ้า!”
เธอหัวเราะกลบ “ล้อเล่นน่า คืนนี้เจอกันที่สะพานเก่าได้ไหม?”
เปรมยิ้มบาง ๆ “เอาสิ”
ตกเย็น เปรมแอบย่องออกจากบ้าน เพื่อนไปถึงสะพานหินเก่าท่ามกลางความขาวโพลนของหิมะ ทว่าเมื่อเดินมาใกล้ กลับไม่เห็นฟ้า มีเพียงรอยเท้าหนึ่งชุดหายลับเข้าไปในป่าข้างสะพาน ทั้งที่ไม่มีใครควรมาที่นี่ในคืนหิมะตกหนักเช่นนี้
ใจเปรมกระตุก เขาตัดสินใจเดินตามรอยเท้านั้นเข้าไป ร้องเรียกชื่อฟ้าผ่านม่านหิมะ ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงความเงียบงันที่ทำให้ลมหายใจขาดห้วงและโลกหมุนช้าลง
เปรมเดินวนหาตามรอยเท้า มาถึงจุดที่มันหายไปหน้าทางเดินขึ้นเขาสูง ซึ่งมีบ้านไม้ร้างตั้งโดดเดี่ยวใต้เงาพงสน เขาสองจิตสองใจ กำลังจะถอยกลับ แต่เสียงเหมือนฟ้าแว่วมาจากบนบ้าน สะท้อนผ่านหิมะ
เขารีบวิ่งขึ้นไป เคาะประตูเสียงดัง รออยู่หลายอึดใจแต่ไม่มีใครตอบ ดวงใจเขาเริ่มหวั่นเกรง ลังเลระหว่างจะรอกับจะเข้าไป แต่ในที่สุดเขาผลักประตูเข้า เจอเพียงห้องโล่ง เฟอร์นิเจอร์เก่าร้าง และหน้าต่างกระจกแตกรับแสงจันทร์จาง ๆ
เสียงรอยเท้าดังขึ้นข้างหลัง เปรมหันขวับ พบข้ามยืนหน้าเครียด “เปรม! ทำอะไรตรงนี้”
เปรมพูดตะกุกตะกัก “ฉัน… ฟ้าหายตัวไป ฉันเห็นรอยเท้าขึ้นมาทางนี้ มีเสียงเหมือน…”
ข้ามเปลี่ยนสีหน้า “บ้านหลังนี้น่ะ…ตั้งแต่ไหนแต่ไรคนไม่กล้าเข้ากันหรอก”
เปรมกัดปาก “ถ้างั้นเธอมาตามอะไร”
ข้ามสบตาเขานาน “เมื่อคืนนี้ฉันนอนไม่หลับ เหมือนฝันร้าย… ฉันนึกถึงเรื่องเมื่อก่อนที่เราเคย… แล้วกลัวว่าอาจมีอะไรเกิดขึ้นกับฟ้า ฉันเลยเดินตามมา”
สองคนออกตระเวนหา เบาะแสเพิ่ม เริ่มจากเศษผ้าคลุมไหล่ของฟ้าตกอยู่ตรงหน้าต่างห้องใต้หลังคา เปรมก้มเก็บไว้ จังหวะนั้นข้ามเอื้อมมาดึงมือเขา “อย่าทำตัวเป็นพระเอกหนังสืบสวนเหมือนในหนังสิ!”
เปรมจ้องหน้า “ถ้าเธอไม่ช่วย งั้นจะกลับก็ได้…”
ข้ามสบตาแน่น “ใครบอกจะกลับ ฉันแค่กลัว…”
บนถนนใหญ่ ชาวบ้านเริ่มแตกตื่นกับข่าวฟ้าหายตัว บางคนพึมพำถึงอดีตเมื่อสิบปีก่อนที่เด็กผู้หญิงอีกคนหายไปไร้ร่องรอย
เปรมและข้ามช่วยกันเดินถามบ้านนู้นบ้านนี้ เจอชาวบ้านแก่ ๆ ที่ดูแปลก ๆ ตอบเลี่ยงเรื่องความลับเก่า เปรมเอะใจแต่กลับได้รับความเงียบเป็นคำตอบ
เย็นวันถัดมา ฟ้ายังไม่กลับบ้าน ทุกคนเริ่มออกตามหาในป่า ในขณะที่บรรยากาศหนาวเย็นลงเรื่อย ๆ เปรมเริ่มโทษตัวเองที่นัดฟ้าตอนดึก ทั้งยังรู้สึกผิดกับอดีตเมื่อครั้งเขาเผลอให้ข้อมูลผิด ทำให้เพื่อนเก่าคนหนึ่งเจ็บ
ข้ามเดินเคียงข้างเปรมในป่าขาวสลัว “แกไม่ได้ผิดทุกอย่างหรอกเปรม”
“ฉันมันไม่กล้าพอ ไม่มีใครเชื่อใจฉันอีกแล้ว…”
ข้ามหยุด “หาฉันเจอ แกจะเชื่อใจฉันสักครั้งไหม?”
เปรมหันมาสบตา น้ำตาล่อกในความรู้สึกผิด
ข้ามยิ้มบาง “ต่อไปนี้ ไม่ว่าแกจะตัดสินใจอะไร ฉันจะอยู่ข้างแกเสมอ…แต่ช่วยอย่าผลักคนอื่นออกไปอีก”
ขณะทั้งคู่งมหิมะฝ่าทางเข้าเขา เปรมสังเกตว่ารอยเท้าที่เคยมีตอนค่ำ ถูกหิมะกลบจนหมด เหลือเพียงชุดเดียวที่วนลึกเข้าไปในป่า ทั้งสองตัดสินใจสู้กับความหนาว ฝ่าความกลัวในใจตามรอยเท้านั้นต่อไป
ในความมืดสลัวของป่า เงาต้นสนทอดทับเป็นเส้นสายเปรียบเสมือนกรงขังใจเปรม เปรมจุดไฟฉายสำรวจ พบกระเป๋าผ้าลายเปื้อนดินฝังบางส่วนในหิมะ ข้างในมีจดหมายจากฟ้าเขียนว่า “ขอโทษ…”
ข้ามสบตาเปรม “นี่หมายความว่ายังไง”
เปรมมือสั่น “เธออาจหนีไป… หรือมีใครพาไป…
ข้ามเงียบจ้องไฟฉาย เค้นใจยอมรับความกลัว “ฉันจะสืบไปกับแกให้สุด”
รุ่งอรุณ ความหวังเริ่มเปล่งประกาย เปรมกลับบ้านเพื่อหาเบาะแสใหม่ พบรอยเลือดจาง ๆ บนแขนเสื้อฟ้าที่ใส่ทิ้งไว้ แม่ของเปรมเริ่มแสดงท่าทีประหลาดใจเกินกว่าความห่วงใยปกติ
ในห้องครัว เปรมกังวล “แม่…แม่รู้เรื่องฟ้าหายตัวจริง ๆ ไหม”
แม่ชะล่าใจก่อนตอบ “ผู้ใหญ่บางคน…ก็อยากลืมเรื่องร้าย ๆ ถ้ามันทำให้หมู่บ้านสงบ”
เปรมใจหายวาบ สายตาแม่วูบไหวร่องรอยความผิดเข้าแทน
คืนนั้น ข้ามเข้ามาปลุกเปรม “ฉันคิดออกแล้ว บ้านร้างที่เราเจอคืนนี้ ตรงกับปีที่เด็กหายเมื่อสิบปีก่อน”
เปรมและข้ามวางแผนบุกบ้านร้างอีกครั้ง เดินฝ่าหิมะหนาในคืนเดือนดับ เมื่อถึงบ้านไม้ร้าง กลิ่นอับ ย่อยสลายผสมกลิ่นหิมะใหม่ ๆ ประตูเปิดเสียงเอี๊ยดดึงร่างทั้งสองเข้าไป
บนพื้นฝุ่นหนา มีรอยลากที่ดูสดใหม่ เปรมและข้ามเดินตามร่องรอยไป พบฟ้านอนหมดสติใต้ผ้าขี้ริ้ว ใกล้มือมีคนแก่ในหมู่บ้านนั่งกอดขา น้ำตาร่วง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้า
ข้ามพูดเสียงกร้าว “ทำแบบนี้ทำไม!”
คนแก่เงียบ น้ำตาไหลอาบแก้ม “สิบปีก่อนลูกสาวฉันหาย ทุกคนลืม…คืนนี้ฉันก็แค่อยากให้คนเห็น ว่าความจริงบนหิมะมีอะไรแอบซ่อน…”
เปรมนิ่งเสียงสั่น “คุณลุง…คุณแค่จะเตือนพวกเราหรือ?”
คนแก่ปรายมองเปรม น้ำเสียงปวดร้าว “ไม่อยากให้หมู่บ้านนี้ลืมเด็กที่เคยหายไป เหมือนกับที่เคยลืมลูกฉัน…แต่พอทำลงไป ฉันก็กลัว…”
ฟ้าค่อย ๆ ฟื้น โอบแขนเปรมแน่น ข้ามโผกอดฟ้า น้ำตาคลอเบ้า จากนั้นเปรมเดินเข้าไปจับมือคนแก่ “ต่อไปนี้ พวกเราจะไม่ปล่อยให้ใครตกหล่นในหิมะอีก…”
เปรมตัดสินใจนำความจริงบอกผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน แม้บางคนไม่อยากฟัง แต่เด็ก ๆ ยืนกรานให้อภัยและร่วมมือกันเปลี่ยนความรับผิดชอบเป็นความรัก ความขัดแย้งระหว่างเปรมกับข้ามคลี่คลาย กลายเป็นความเข้าใจ เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย ทุกคนเริ่มให้อภัยกับอดีต ยอมรับว่าบาดแผลต้องรักษาด้วยความจริงและใจอันอ่อนโยน
เปรมยืนบนสะพานเก่ากับข้ามและฟ้าท่ามกลางหิมะร่วงโปรย เงาต้นสนทอดบนลำธารแสงเงิน นิ้วมือทั้งสามประสานกัน เผยให้เห็นว่าแม้บางความลับยังฝังอยู่ใต้หิมะ ความรักและมิตรภาพของพวกเขาจะละลายความเย็นยะเยือกในใจให้เป็นแสงอบอุ่นตลอดไป