เกาะกระซิบรักต้องห้าม
เรือยนต์เก่าส่งเสียงดังขาดเป็นช่วง ๆ ลอยตัดฝ่าคลื่นมืดนักตอนพลบ ท้องฟ้าที่เริ่มคลี่คลายหลังฟ้าครึ้มทั้งวันเปลี่ยนผิวน้ำเป็นสีเงินมืด หมอกบางลอยเอื่อยเคลียขอบเกาะไร้ชื่อ กลุ่มนักศึกษาห้าคนยืนเบียดกันอยู่หัวเรือ—ปั้น อิงฟ้า อรัญ หมิง และรสา ต่างจมอยู่ในความตื่นเต้นปนกังวล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยังไงก็ถึงก่อนค่ำนะ ไม่งั้นหลงแน่นอน” ปั้นเอ่ยเสียงเครียดขณะฝืนยิ้มส่งให้ทุกคน แววตาอ่อนล้าคล้ายไม่ค่อยได้นอนมาหลายวัน รสาหันมาขยับปาก จะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เงียบลงเหมือนกลัวจะสร้างความกังวลเพิ่ม
เมื่อเท้าก้าวใจสั่น ๆ สู่ท่าจอดเล็กเก่าโทรม หญ้าต่างหอบกระเป๋าเดินข้ามสะพานไม้โยกเยก เข้าไปในพื้นที่คล้ายป่าดิบ กลิ่นดินเปียกและเสียงแมลงร้องขับกล่อม อรัญเดินนำ กล้องห้อยคอ แววดวงตากระหยิ่ม “เออว่ะ ตื่นเต้นฉิบหาย นี่ใช่เกาะจิตอาสาตามโปรแกรมรึเปล่าหรือเราหลงวะ”
ทุกคนหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนต่างหยุดชะงัก อิงฟ้ายกมือแตะลำคอ หูได้ยินเสียงกระซิบจางๆ คล้ายเสียงผู้หญิงกลิ้งลอยในอากาศ “ใครได้ยินเสียงแปลกๆ ไหม” เธอถามเบา
หมิงเบ้ปาก “อย่าบอกนะว่าอินกับเรื่องหลอนอีกแล้ว ไม่มีอะไรหรอก มโนละมั้ง” อรัญตบบ่าอิงฟ้า ให้กำลังใจเพื่อน แต่สายตาเองก็แอบสำรวจรอบ ๆ
เดินไปเพียงร้อยเมตรก่อนถึงบ้านไม้หลังเดียวริมหาด — ที่ที่ครูพี่เลี้ยงรอรับ พี่จิ๋มเจ้าของเกาะวัยกลางคน เสื้อยืดซีดกับกางเกงยีนส์ขาดปลายขาต้อนรับ “เด็กๆ ห้องพักเดินเลี้ยวขวาไปนะ ห้องน้ำหลังบ้าน อย่าขึ้นเนินทางซ้าย เกาะนี้มีกฎ — ห้ามออกนอกเขตถนนไม้หลังหกโมง” สายตาเธอดูห่วงใยแต่เหมือนจะมีเงาแปลกแฝงอยู่
คืนนั้น ฝนโปรยปรอย บรรยากาศชื้นนาบ รสานอนกอดเป้ หันไปเห็นอิงฟ้านอนลืมตาค้าง “เมื่อกี้เอง เหมือนมีใครเดินรอบกระท่อมหรือเปล่า” เสียงสั่นฮือ เบา “เงียบสิ” หมิงกระซิบ พลางกลอกตา “ก็เกาะมันลมแรงอย่างนี้น่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นเช้า โน่น…อรัญหลับไปแล้วยังอยู่ไหม”
เสียงหัวเราะเบา ๆ แต่ทุกคนลึก ๆ กลับนอนไม่หลับ ตีสอง อิงฟ้าดีดตัวลุกเมื่อเสียงกระซิบดังขึ้นใกล้หู “กลับบ้าน…กลับบ้าน…” ลมหายใจเย็นวาบแทรกผ่าน หนาวเย็นลึกเข้าไปในหัวใจ เธอเดินออกมายืนใต้ชายคา มองออกไปที่ต้นไทรใหญ่ท้ายบ้าน แสงสลัว ทำให้เงาไหว ๆ นั้นดูเหมือนมีใครซ้อนอยู่
เช้าวันต่อมา กลุ่มนักศึกษาตั้งใจออกเดินสำรวจพื้นที่ ปั้นรับหน้าที่หัวหน้าทีม แผนที่เก่าในมือสั่นเล็กน้อย “วันนี้เราต้องลงพื้นที่ซ่อมห้องเรียนริมหาด อีกสองวันจะมีกิจกรรมกับเด็กที่นี่ พวกแกลองเช็คอุปกรณ์ให้ด้วย”
ขณะเข้าป่าทึบ รสาพูดค่อย “เมื่อคืนใครได้ยินเสียง…” อิงฟ้าเลี้ยวมองรสา เห็นสีหน้าเธอซีด ๆ ตัวสั่น “ไม่ใช่แค่ฉันใช่ไหม” อรัญแทรกขึ้นมาแหย่ “อย่าบอกนะ เจอผีกระซิบรักบนเกาะ” หัวเราะกลบเกลื่อน แต่สายตามีแววกังวลจริง
ทำงานซ่อมแซมไปเงียบๆ อยู่ๆ เกิดเสียงหวีดแหลมจากเนินด้านหลัง ทุกคนชะงัก มองตาม ปั้นวิ่งนำไป พบแต่เศษผ้าขาวลอยติดกิ่งไม้ อิงฟ้าขนลุก “มันไม่ควรมีใครขึ้นไปตรงนั้น…” แต่ประกายบางอย่างในสายตาเธอกลับดึงรสาให้เดินตามขึ้นไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ
บนเนินนั้นคือซากศาลร้างเล็กๆ ปักเสาตะแคง ล้อมด้วยกองใบไม้แห้ง อิงฟ้ายืนอึ้ง สายตาเธอมองสบใครบางคน เงาตะคุ่มหายวับลงเนิน รสาขยับมากอดแขน “กลับกันเหอะ อิง” แต่เธอไม่ขยับ “เสียงนั้น…อยากให้ช่วย…เขารักใครบางคน…”
“อิง แกมีอะไรวะ สติ!” ปั้นจับไหล่เขย่าอย่างตกใจ “โอเคๆ หยุดนะ เดี๋ยวเราโดนหาว่าเพี้ยนหมด” หมิงถอนใจแรง มองหน้าอรัญกับรสา “เอาไง คืนนี้หลับไม่ลงอีกแน่”
คืนถัดมา กลุ่มนักศึกษายืนเงียบอยู่ริมระเบียง ทุกคนครุ่นคิดอึดอัด รสาตัดสินใจพูดขึ้น “อิง เราอยู่ด้วยนะ อย่าคิดมาก แค่…แกไม่ได้บ้า เราทุกคนได้ยินเสียงนั้นเมื่อคืนจริงๆ” อิงฟ้ามองเพื่อนอย่างซาบซึ้ง แต่ยังไม่หยุดสั่น “เสียงนั้นเศร้า…เขาบอกว่า ‘รักต้องห้าม…ช่วยฉันด้วย’”
หมิงเดินออกมาบ่นเบา “จะให้ช่วยผีไหมตอนนี้ กลับไปนอนเถอะ ยุงกัดจนจะกลายเป็นผีเองละ” แต่ในดวงตาเขากลับตื่นกลัวมากกว่าใคร ปั้นจ้องไปยังป่าทึบราวกับค้นหาอะไร อรัญลดกล้องลงจากตา “คืนนี้ ต้องมีคำตอบ ถ้าเสียงนั้นต้องการอะไร มันอาจเกี่ยวกับประวัติเกาะ”
วันถัดมา ขณะทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ ชายหาด ปั้นพยายามสร้างบรรยากาศร่าเริงแต่ก็ลอบมองเพื่อนกลุ่มตัวเองบ่อย ๆ รสาพบบันทึกลับในลิ้นชักของบ้านพัก สีน้ำตาลหม่นเก่า มีแต่ข้อความสั้น “รักที่นี่ไม่มีทางจบดี…”
ช่วงเย็น รสาเล่าให้อิงฟ้าฟัง “เคยมีใครรักกันที่นี่แล้ว…ต้องแยกจากกัน เพราะถูกคนบนเกาะต่อต้าน” แววตาอิงฟ้าหม่นเศร้า “…เราว่าเสียงนั้นเป็นของผูหญิงในบันทึก เธอเสียใจ” อรัญพรวดเข้ามาขัด “แล้วเกี่ยวไรกับเราวะ?”
อิงฟ้าไม่ตอบ จ้องออกไปยังต้นไทร พลันสายตาเห็นเงาใส ๆ คล้ายผู้หญิงนั่งร้องไห้อยู่ เธอเดินไปหา เสียงกระซิบยิ่งชัดเจน “ฉันถูกขังอยู่ที่นี่ เพราะรักที่ผิด”
คืนนั้นทุกคนนั่งล้อมกลมในห้อง พี่จิ๋มเดินเข้ามา นิ่งผิดปกติ “เด็ก ๆ เกาะนี้มีอดีตที่ไม่ควรขุด ถ้าคิดว่ามีอะไรผิดปกติ จงเลือกให้อภัย อย่าหาเหตุผล ที่นี่เราต้องอยู่ร่วมกับอดีต”
บรรยากาศระทึกขวัญกดดันขึ้นเรื่อย ๆ อิงฟ้าถูกเสียงกระซิบพาเดินกลางดึกไปยังต้นไทร กลุ่มเพื่อนรีบตามไป ทุกคนเผชิญหน้ากับเงาผู้หญิงร้องไห้ตรงหน้าศาลร้าง ภาพในอดีตฉายซ้อน คนบนเกาะขับไล่หญิงสาวผิวขาวตาคมกับชายชาวบ้านหนุ่มของเกาะ เพราะรักต้องห้ามของเขา
“ถ้าเอ็งยังอยู่กับเขา เอ็งจะไม่ได้ออกจากเกาะนี้!” เสียงผู้ใหญ่บ้านในอดีตดังออกจากปากร่างเงาตื่นกลัว ทุกคนในกลุ่มนิ่งเงียบ พวกเขารู้สึกถึงความสิ้นหวังปนรักอันแรงกล้ากระจายทั่วเนินไทร
อิงฟ้าเริ่มร้องไห้ เธอปล่อยให้อารมณ์ดึงท่วม ร่างวิญญาณนั้นขอร้อง “ช่วยฉัน…ให้อภัยพวกเขา” ทุกคนสั่นสะท้าน รสาหยิบบันทึกออกมา “ถ้าความรักผิดก็ผิดที่สังคมไม่เคยให้อภัย รักคือความเมตตา” เธอตะโกนออกไป
บรรยากาศหนักอึ้งแผ่กดทับ จู่ๆ เงาผู้หญิงสงบบนตักชายหนุ่มลึกลับ ละลายไปราวควัน อิงฟ้าสะอื้นเงียบ ปั้นจับมื อรัญตบบ่า หมิงกลั้นน้ำตา ภารกิจของวิญญาณจบลงแต่ทุกคนเปลี่ยนไป
เช้า ริมหาด อิงฟ้ามองฟ้านิ่งดั่งได้รับการปลดปล่อย หมิงส่งกล่องของขวัญเล็ก ๆ “เธอเปลี่ยนฉันแล้ว รู้ไหม?” อรัญเก็บกล้อง หมดคำพูด รสายิ้ม พลางถาม “เรารับต่างคนต่างความผิดพลาดได้ไหม?” ปั้นตอบช้า ๆ “ได้…แต่ต้องกล้าทำถูกในวันที่กลัว” ทุกคนสบตากัน ต่างเข้าใจและเติบโตขึ้นในแบบของตนเอง
กลุ่มนักศึกษาออกจากเกาะ แสงแดดอ่อนทาบบนใบหน้า พลันสายลมอ่อนพัดเสียงกระซิบสุดท้าย “ขอบคุณ…” เสียงนั้นเศร้าแต่เบาสบาย เหมือนได้รับการให้อภัย — ก่อนจะหลอมไปรวมกับคลื่น เกาะเงียบสงบอีกครั้ง