ร่องรอยในราวป่า
เสียงกบร้องกึกก้องก้องไปทั่วหมู่บ้านพลันเงียบลงเมื่อสายลมแรงปะทะหน้าต่างบ้านเช่าบ้านสุดท้ายในตรอกดินแดง มิรินนั่งยองหน้าเตาไฟ มือสองข้างกำตะเกียงแบตเตอรี่แน่น ใบหน้าขาวซูบมีรอยเปื้อนดินจากการปีนเขาหลังเลิกเรียน หล่อนเหลือบมองเพื่อนสนิท มะลิ ที่ตอนนี้กำลังสาละวนต้มมาม่าในหม้อเล็ก ๆ ริมไฟ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นี่ยัยมะลิ ถามจริง…คืนนี้เธอกล้ากลับบ้านคนเดียวมั้ย ถ้ามันยังพายุอยู่แบบนี้?” มิรินถามเสียงแผ่ว แต่แฝงความขบขัน มะลิยิ้มบางแต่ไม่ได้ตอบทันที สายตาคล้ายจะมีความลับอะไรฝังอยู่ชั่วแล่น
ไฟฉายในมือของมิรินสว่างวาบอีกครั้งขณะเด็กสาวหยิบขึ้นสำรวจริมหน้าต่าง มะลิถอนใจอย่างหนัก “ฉันไม่เคยกลัวอะไรเท่าเสียงในป่าเลย” หล่อนพูดเบา ๆ ราวจะบอกตัวเอง มิรินหยุดมองเพื่อน ความกังวลแฝงปะปนในดวงตา
ทันใดนั้น เสียงฟ้าร้องหนักแน่น มะลิสบตาเพื่อนนิ่ง ก่อนลดสายตาลงมากุมมือกับเข่า “ถ้ามีพรุ่งนี้ เธอจะยังอยู่ข้างฉันเหมือนเดิมไหม ริน” มะลิพูดช้า ๆ เสียงถอนใจนั้นสั่นไหวเกินกว่าที่มักเป็น
มิรินนั่งข้าง ๆ เอาไหล่ชนไหล่ ทุกอย่างแน่นิ่งในชั่วขณะ “ฉันไม่ไปไหนหรอกมะลิ ยกเว้นมีผีป่าออกมาไล่จริง ๆ นะ” สองคนหัวเราะแห้ง แต่ในเสียงขำมีความฝืดเงียบงันอึดอัดจนลอยวนรอบบ้าน
สายลมหวนกระแทกประตูจนเสียงดังลั่น ทุกอย่างกลับมาเงียบกริบเหมือนไร้ผู้คน มิรินเหลือบมองนาฬิกา 21:12 น. ก่อนเพลียๆจะเอนหลังนอนกับพื้นไม้ สายตาสะดุดกับรูปเก่า ๆ ติดฝาผนัง ครอบครัวมะลิยืนเรียงหน้าเศร้ากลางป่าใหญ่ ด้านหลังเป็นบ้านไม้เก่า รอยเปื้อนน้ำคราบหนึ่งปกคลุมหน้าแม่มะลิ
คืนนั้นทั้งสองนอนข้างกัน ไฟฉายดับแสง มิรินหลับไปโดยไม่รู้ว่าคืนนั้นเอง เพื่อนรักจะหายไป…
เช้าตรู่ รอยตีนเปื้อนโคลนยาวจากประตูบ้านไปสู่ป่าทึบ มิรินลืมตาขึ้นด้วยสัมผัสเย็นชืด พอรู้ตัวว่ามะลิหาย ทั้งร่างก็วูบไหว ร้อนวาบ ต่างจากลมยะเยือกข้างนอก
มิรินก้าวออกจากบ้าน สัญชาตญาณบอกบางสิ่งผิดปกติ เธอวิ่งไปที่บ้านหลังถัดไปเรียกละมุด เพื่อนสนิทอีกคนที่อาศัยอยู่กับยาย ละมุด ตาคู่โต ดูงง ๆ เมื่อเปิดประตู “มะลิหายเหรอ…เมื่อคืนยังเห็นอยู่เลยนะ”
ทั้งสองเดินฝ่าหมอกเข้าไปในป่า รอบหมู่บ้าน ตัดสินใจทิ้งความสับสนไว้ข้างหลัง ละมุดกระซิบเบา ๆ “เคยได้ยินพวกผู้ใหญ่ว่าในป่าลึกมีบางอย่าง…ที่ใคร ๆ ไม่กล้าพูด ไม่มีใครเดินเข้าไปคนเดียว…”
ทันทีที่เข้าเถื่อนใบไม้ แสงอรุณก็ถูกกลืนโดยเงา ทุกรอยเท้าคือเสียงแตกพร่า มิรินกับละมุดเดินตามรอยดินเปื้อนโคลน มันวกลงไปริมลำธาร ละมุดหยุดกึก ถอนใจ “หรือเราควรบอกผู้ใหญ่ดี?”
มิรินสั่นหัว “ถ้าบอก พวกเขาจะห้ามเราทำอะไร พวกเขาคิดว่าเรื่องแบบนี้เด็กควรอยู่เฉย ๆ” ดวงตาแข็งกร้าวแต่มีรอยหวาดกลัวซ่อนอยู่ ราวกับกล้าแต่ไม่กล้าจริง
เสียงน้ำไหลกระทบหิน มิรินกับละมุดเดินเรื่อยไปริมธารเจอผ้าคาดผมของมะลิหล่นอยู่ หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ ละมุดเงยมองเพื่อนร้องถาม “เธอจะเข้าไปลึกกว่านี้เหรอริน?” มิรินสบตาคำตอบในแววตาแน่แน่วกลบความกลัว “ฉันจะหามะลิให้เจอ”
ขณะที่ทั้งสองเดินต่อ เสียงอะไรบางอย่างก๊อกแก๊กท่ามกลางเงาไม้ ละมุดชะงัก “ได้ยินไหม? คล้ายเสียงลากโซ่…” น้ำเสียงสั่นพร่า มิรินตั้งใจฟัง แต่มีเพียงสายลม ร่มไม้และเสียงหัวใจที่เต้นแรงเกินปกติ
ลึกเข้าไป เจอร่องรอยเสื้อขาด ๆ ติดหนาม ถุงเท้าคู่หนึ่งเปื้อนเลือดจาง ละมุดหน้าเสียมิรินรั้งไว้แน่น
“กลัวเหรอ? ถ้ากลัว…เธอกลับไปก่อนก็ได้” มิรินพูดเสียงเบาแต่เสียงเงียบของละมุดบอกว่าเขาตัดสินใจแล้ว
ละมุดสูดหายใจลึก พื้นหญ้าฉ่ำกับหินเปียก “ถ้าฉันกลับ เธอก็ไม่มีใครกันล่ะ…ฉันอยู่”
ทั้งสองเดินเข้ากระท่อมร้างกลางป่า ประตูไม้ปูดยับเหมือนเคยรับแรงปะทะรุนแรง
ภายในเงาสลัว มิรินสาดไฟฉายส่องเข้า เจอกาน้ำชาแตกคว่ำ รูปครอบครัวหนึ่งใบตกในฝุ่น พ่อแม่กับเด็กผู้หญิงผมยาวหน้ายิ้ม แต่รอยขีดข่วนที่แก้มรูปกลับดูเหมือนรอยเล็บ
เสียงฝีเท้าในพุ่มไม้ กระจกบานหนึ่งสะท้อนเงาดำคล้ายคนก้มหน้าหนี มิรินเงียบงันจนรู้สึกได้ถึงหัวใจตัวเอง ละมุดกระซิบ “อย่าอยู่นาน…”
ก้าวขาแต่ละก้าวคือความหวาดระแวง มิรินกลืนน้ำลาย ซ่อนความสั่นไว้ เธอหยิบรูปกลับติดมืออย่างไม่รู้ตัว ปากถามทั้งที่ไม่แน่ใจตัวเอง “คิดว่ามะลิจะมาที่นี่จริงเหรอ?” ละมุดส่ายหัวเบา ๆ “ไม่รู้…แต่ในรูปนั้น ใช่แม่มะลิหรือเปล่า?”
เสียงบางอย่างเคลื่อนไหวยามสายลมกระซิบผ่านหน้าต่าง ทั้งสองผงะ รีบผลักประตูหนี กิ่งไม้ตีแขนจนแสบ มิรินลากละมุดพ้นกระท่อม กระดาษรูปเก่าตกบนดินโดยไม่ทันสังเกต
เมฆคลืบคลานทึบรอบฟ้า เสียงนกร้องราวกับเตือนมิรินถึงบางอย่าง เธอหยุดหอบระหว่างลำธาร น้ำขุ่นคลั่กสีดำกว่าปกติ
“น้ำชักแปลกๆมั้ย?” ละมุดค้อมตัวลง ใบหน้าประหลาดใจปรากฏ ก่อนจับรอยเลือดเล็ก ๆ บนโขดหินเหมือนการขูดเพื่อทิ้งร่องรอย
หัวใจทั้งคู่วูบวาบ ความทรงจำกรีดลึกว่า เมื่อห้าปีก่อน น้องชายของมะลิก็เคยหายไปบริเวณนี้ไม่มีใครพบเลย
“ริน เธอ…เคยกลัวมั้ย” ละมุดพูดเบา ๆ น้ำเสียงเปราะบาง มิรินยืนนิ่งเย็นชา “ฉันกลัวอะไรที่อธิบายไม่ได้ กลัวความว่างเปล่า…แต่กลัวกว่าถ้าเราปล่อยให้มะลิหายไปจริง ๆ”
เสียงบางอย่างขยับในพุ่มไม้ มิรินก้าวไปช้า ๆ ละมุดเตือนเสียงแผ่ว “ระวังนะ…อย่าทำเสียงดัง”
เงาดำขยับห่างออกไป โยนเศษผ้าเปื้อนเลือดเข้าใส่จนตกข้างเท้ามิริน เธอก้มเก็บ พบรอยเย็บดิบเหมือนเย็บมือเอง ละมุดหยิบขึ้นดูด้วยมือสั่น “นี่…เสื้อมะลิชัด ๆ”
เสียงฝีเท้าเงียบไป ทิ้งไว้แต่กลิ่นคาวและความหนาวเหน็บมิรินกัดริมฝีปาก ละมุดพูดเสียงสั่น “เราต้องรีบบอกพ่อแม่มะลิจริง ๆ แล้ว…”
มิรินลังเล แต่สายตาเต็มด้วยทิฐิ “ถ้าเรากลับตอนนี้…ถ้ามะลิยังอยู่ข้างใน เราจะเสียใจไปตลอดชีวิต”
ละมุดกำหมัดแน่น ในดวงตาเห็นความกลัวแบบเด็กไม่เคยเจออะไรแบบนี้
ป่าทึบยามสนธยาประสานเสียงเพรียกเชิญไม่เป็นมิตร มิรินกับละมุดชนกายกันเหมือนหวังให้อีกคนช่วยแบกความกลัว
ต้นไม้รูปร่างประหลาดดุจเงาคดโค้ง มือเงาดำยาวเหยียดไปตามแนวลำต้น ขณะที่เดินอยู่ มิรินลื่นตกโขดหิน กลิ้งลงทางลาดชัน ละมุดร้องเรียกชื่อเสียงแตกเป็นเสี่ยง ๆ
เธอลุกขึ้น เคลื่อนท่ามกลางหมอกต่ำ พื้นดินชื้นราวกับซับทุกเสียงมิรินหยิบกิ่งไม้ไหวตัว ตั้งท่าป้องกันอะไรที่มองไม่เห็น
ละมุดวิ่งวุ่นเข้ามากอดแขนเพื่อนเสียงขาดหาย “มีคนเดินอยู่ข้างหลังเรา!”
ทั้งสองหยุดนิ่ง หายใจแรง มิรินกลืนน้ำลาย ละมุดเหลียวหน้าเหงื่อแตก
ทันใดนั้นเสียงกิ่งไม้แตกและเงาแว้บวิ่งตัดหน้า ทั้งสองลนลานกระโจนตาม สองฝ่าเท้าพลิกเปื้อนโคลนเคียงคู่กันไป
ฝ่าป่ามาเรื่อยๆ ทั้งคู่อ่อนแอแต่เดินต่อไปจนฟ้ามืดยิ่ง มิรินหยิบไฟฉายส่องไปข้างหน้าจนพบโขดหินวางทับกระบองไม้ ปลายไม้มีริบบิ้นสีแดงขาดวิ่น มิรินก้มดู “อันนี้ของมะลิ เธอเอามาเป็นที่ระลึกถึงน้องชายที่หายไป”
ละมุดพูดเสียงกลืน “ถ้าน้องชายมะลิ…ยังอยู่ในป่านี้” เสียงเทือกเถียงในหัวมิรินฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง “สู้ไหม หรือถอย?”
มิรินยืนนิ่ง น้ำตาเอ่อขึ้นด้วยความอัดอั้นใจ เธอหลุดปาก “เมื่อก่อน ฉันเองก็ทิ้งมะลิตอนเกิดเรื่องกับน้องชายฉัน…ฉันหนีมาก่อน ปล่อยให้เธอรับเคราะห์เอง”
ละมุดวางมือบนไหล่ปลอบ “เธอไม่ได้ตั้งใจ ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดอะไร…ความผิดเราใหญ่ขนาดนั้นจริงเหรอ?”
เงาสลัวรอบข้างขู่เข็ญให้เดินต่อ มิรินสูดลมหายใจแรง ยอมรับรอยแผลใจ น้ำตาปะปนเหงื่อไหลอาบ
เสียงหวีดดังแหลมฝ่าเงามืด ทุกอย่างเงียบชั่วขณะก่อนเสียงหอบหายใจแผ่วดังขึ้นจากในพุ่มไม้
มิรินถลันไป ละมุดกระชากแขนไว้ พวกเขาเผชิญหน้ากับหญิงร่างเล็กสภาพโทรม ผมยาวปกหน้าตา ใส่เสื้อขาดเลือด มะลิ!
เธอนั่งกอดเข่า ตัวสั่นรัว ขณะเดียวกันเสียงแปลกจากป่าดังขึ้นเรื่อยๆ เงาบางอย่างวิ่งวนรอบๆ มิรินกับละมุดกอดบังร่างมะลิ
มะลิร้องไห้ ตัวแข็งทื่อ “ฉันเห็น…เห็นน้องชายในเงาป่า เขาเรียกฉันให้เข้าไป…แต่ฉันกลัว กลัวจะไม่ออกมาอีก เหมือนเขา”
ละมุดพูดเสียงสั่น “เธอ…เธอไม่ได้อยู่คนเดียวนะ พวกเราตามหาเธอมาตลอด”
มิรินเอื้อมมือจับแขนมะลิ น้ำตาคลอ “ฉันขอโทษ…ที่เคยปล่อยเธอไว้วันนั้น ยกโทษให้ฉันได้ไหม”
เงาในป่าเริ่มซา มะลิสั่นเงียบ ภาพน้องชายลอยซ้อนเสียงร้องในหัว น้ำตาหยดลงบนพื้นดิน มะลิพึมพำ “ฉันไม่โกรธ…เพราะถ้าไม่ใช่เธอ ฉันคงไม่รอดออกมา”
ร่างเงาดำซ้อนเร้นไกลออกไป ป่าเริ่มสงบ มิรินก้มลงกอดเพื่อน น้ำตาเปื้อนแก้ม
เสียงไก่ขันไกลลิบ ฟ้าซึมขาวเช้าใหม่ ภาพเงาเด็กชายสุดท้ายโบกมือให้มะลิแล้วจางหายไปกับแสงวัน
เด็กทั้งสามกอดกันแน่น ใต้ต้นไม้ใหญ่ รอยดินร่องรอยสุดท้ายหายวับในลำแสง พระอาทิตย์ลอยเด่นกลางฟ้าใหม่ หมู่บ้านและป่าทึบหลอมอยู่ในความเปลี่ยนแปลงตลอดกาล