คำสาปศิลป์ใต้หิมะ
เสียงประตูรถมินิบัสปิดดังปัง ปีราก้าวเท้าลงจากรถ บนรองเท้าบูทใหม่พลางลมหายใจเป็นไอขาว สถานีเล็กในหมู่บ้านบนภูเขาหิมะดูสงัด มีแต่ทิวสน แสงจันทร์ และบ้านไม้เก่าไม่น้อย ปีราลังเล จะเดินหาผู้มาต้อนรับหรือรออยู่ตรงนี้ดี เสียงโทรศัพท์จากพ่อแว่วขึ้น “ดูแลตัวเองดี ๆ อย่าเอาแต่ใจนะปีรา” ความขื่นค่อยแทรก ปีรายืนนิ่ง กำมือกับสายกระเป๋า ในใจคิดถึงแม่ที่เงียบหาย พ่อที่เอาเธอเหมือนลูกแกะไปฝากไว้นี่โดยไม่อธิบาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!หญิงวัยกลางคนโผล่มาตรงทางเดิน เลขาสตูดิโอศิลปะหมู่บ้าน “ปีราใช่ไหมจ๊ะ? ขอโทษที่ให้รอ หิมะตกจัด” ปีราไม่กล้าสบตา มองปลายรองเท้าตัวเอง “ค่ะ…” หญิงคนนั้นพาย่องเข้าตรอก นำไปถึงบ้านไม้หลังหนึ่ง กลิ่นสนกับกลิ่นสีเก่าระเหยในอากาศ
ขณะหญิงเจ้าถิ่นพาปีราเดินไปยังบ้าน บ้านหลังข้างเคียงหน้าต่างปิดสนิท แรงลมพัดเสียงคำรามมาแว่ว ปีรานิ่ง แอบสังเกตประตูสตูดิโอศิลปะตรงหัวมุม—ประตูเล็กสีฟ้าเก่าๆ แต่มีร่องรอยแปลกคล้ายรอยขูดขีด ปีราถามหญิงนั้น “ตรงนั้นมีอะไรเหรอคะ?” หญิงชะงัก สายตากระวนกระวาย ก่อนจะตอบกลืนเสียง “ของเก่าทางหมู่บ้าน อย่าไปแถวนั้นตอนดึก ๆ นะลูก มัน…เก่าแล้ว”
ปีราเดินผ่านห้องรับแขก ภายในบ้านไร้รูปถ่าย เด็กหญิงสงสัย อย่างบ้าน? หญิงเจ้าบ้านบอก “พ่อหนูฝากรายละเอียดมาเยอะเลย เอาไว้คุยกันพรุ่งนี้นะ วันนี้เหนื่อยมากเลยสินะ?” ปีราเลือกพยักหน้า ทั้งที่ในใจยังหม่น อึดอัดเหมือนลมหายใจที่จับตัวกลางหิมะ
เสียงเข็มนาฬิกาดังติ๊ก ติ๊ก ปีรานั่งริมหน้าต่าง มองหิมะโปรย เธอหยิบสมุดวาดภาพ ลังเลจะวาดบ้านหลังนี้เป็นรูปแรกในสมุดใหม่ ทันใดด้านนอก สุนัขจิ้งจอกวิ่งผ่าน เสียงเหยียบหิมะทำปีราหยุดดินสอ เธอมองเงาใต้ขอบหน้าต่าง—คล้ายมีบางอย่างกวาดผ่านอีกที หรือปีราจินตนาการไปเอง?
รุ่งเช้า ปีราลุกตื่นเร็ว แสงอาทิตย์ลอดม่าน เป็นเช้าหิมะแรกในบ้านแปลก เธอสูดหายใจลึก หนาวสะท้านขึ้นกระดูก ปีราเดินสำรวจพื้นที่ พบสตูดิโอศิลปะหลังเก่าใกล้หน้าผา ประตูแง้มแคบ เธอเห็นเด็กชายผมยาวตัดสั้นกำลังขูดสีที่โต๊ะ เขาชะงัก แล้วยิ้มบาง “เพิ่งมาเหรอ? ฉันชื่อธันวา” ธันวาวางพู่กัน เดินมาหา “ปีราใช่ไหม? ต่อไปนี้คงเจอกันบ่อย” ปีรายิ้มบาง ๆ
ในสตูดิโอ เด็กกลุ่มหนึ่งโบกมือรับปีรา—มีเนเน่สาวผมหยิกใส่แว่นดูขี้อาย ตุ่น สูงใหญ่แต่ชอบขีดเขียนลายเส้นประหลาด และนท ผู้หญิงผิวสีเข้มวาดเก่ง มีอารมณ์ขันผิดแปลก ทุกคนช่วยกันตระเตรียมอุปกรณ์การวาด ธันวาหยิบถุงมือส่งให้ “หิมะกัดมือยุ่ยเร็วระวังนะ” ปีรารับมาแบบไม่ทันคิด
เสียงล้อของเก้าอี้ลากพื้นในสตูดิโอทำให้ปีราหันไป เด็กชายผิวขาวซีด นั่งวาดนิ่งริมหน้าต่าง สีหน้าหม่นและไม่พูดกับใคร “เขาชื่อเปรม ไม่ค่อยคุยหรอก” เนเน่กระซิบ “เคยหายไปจากหมู่บ้านสามวัน กลับมาเหมือนคนเปลี่ยนไป พวกเราก็ไม่กล้าถาม” ปีราเอียงคอจ้องเปรม ท่าทางหมองหม่นของเขาเตะตา
คืนนั้นปีราเดินกลับบ้าน สายหิมะโปรยลงหนากว่าทุกวัน เธอเหลียวหลัง—กลิ่นสีแปลก ๆ ลอยในอากาศ ประตูสตูดิโอเปิดแง้มอีกครั้ง แต่ปีรากลับมองเห็นเงาโตบนฝาผนังในนั้น แววตาของเปรมมืดมนเป็นประกาย เธอขยับเข้าใกล้ เสียง ‘กรอบแกรบ’ ดังขึ้น ปีรายืนนิ่ง กัดฟันฝืนใจ “ใครอยู่ตรงนั้นคะ?” ไม่มีเสียงตอบ เธอส่ายหัว คิดว่าคงหลอนไปเองก่อนเบิกตาโพลง เมื่อเห็นเงาชายอีกคนหนึ่งผ่านแวบในกระจกเก่า…
เช้าวันถัดมา ปีราเปิดสมุดวาด พบหน้าสุดท้ายมีเส้นสีขูดเป็นรอยลึก ซึ่งเธอจำได้ว่าไม่ได้ทำเอง เธอใจหาย สงสัยว่าเด็กในบ้านหรือใครเข้ามามั่ว ปีราตามหาคำตอบ ถามธันวา “เธอ…เคยโดนแบบนี้ในสมุดไหม?” ธันวาดูชะงัก เงียบ แล้วตอบเสียงต่ำ “มันเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคนที่นี่ บางทีตอนกลางคืนมีเสียงเอี๊ยดแปลก ๆ ด้วย” ปีรานิ่ง อึดอัด เมื่อเพื่อนต่างคนต่างมีสีหน้าไม่สู้ดี
หลายวันต่อมา ปีรา ค่อย ๆ ชินกับกลุ่ม เด็ก ๆ ผลัดกันโชว์ผลงานวาด ระบายสี ปีราเริ่มเปิดใจจนเธอกล้าเล่าเรื่องที่บ้านให้ธันวาฟัง “พ่อไม่เข้าใจอะไรเลย ฉันต้องทำตามที่เขาบอกทุกอย่าง…” ธันวานิ่ง เจือแววเห็นด้วย “บ้านฉันก็ไม่มีพ่อแม่เหมือนกัน อยู่กับป้า ฉันเลยมาอยู่ที่นี่ มันว่างเปล่าแต่รู้สึกปลอดภัยดี”
คืนหนึ่ง หิมะตกหนัก เสียงเคาะประตูบ้านดัง ปีรายืนลังเล รอยเท้าบนหิมะจางจนแทบไม่เห็น เธอหันกลับเข้าไปในห้องนอน แล้วเสียงหน้าต่างถูกเปิดจากข้างนอก ฉับพลัน ปีราขวัญผวา เห็นเงาคนบนหิมะ ในมือเหมือนถือดินสอหรือพู่กันเปื้อนคราบดำ เธอซุกใต้ผ้าห่ม ใจเต้นแรง
วันรุ่งขึ้น เปรมไม่ได้มาสตูดิโอ ธันวาเอ่ยขึ้น “เขาเป็นแบบนี้เวลาหนาวจัด บางวันหายไปแล้วกลับมาเงียบกว่าเดิม” ปีราจดจ้องแววตาธันวา พยายามเข้าใจเปรม เธอเริ่มตั้งคำถามว่าในหมู่บ้านนี้มีความลับอะไร
ระหว่างเรียนศิลปะในสตูดิโอ เนเน่สังเกตภาพหนึ่งที่ติดผนัง ภาพมีรอยขีดคล้ายรอยเล็บสีดำ “นี่เหมือนรอยที่อยู่ในสมุดฉันเลย พวกเธอเจอบ้างไหม?” ทุกคนเงียบ มีแค่เสียงหายใจหนักตัดห้วง “ใครกันที่ขีดรอยแปลกนี้เต็มไปหมด…” ตุ่นตั้งข้อสังเกต “มันไม่ใช่แค่เรื่องเล่น ๆ นะ บางที…ในหมู่บ้านนี้มีเรื่องที่เราไม่รู้”
ในเย็นวันหนึ่ง ขณะปีราเดินเลียบแนวสนไปจนถึงสตูดิโอ เธอพบกับหญิงชราแต่งกายเก่าแก่ กำลังนั่งขีดสีบนหิมะ เธอหยุดมอง หญิงนั้นเงยหน้า ปากยิ้มบาง ดวงตาแดงเรือง “ระวังเงาของตัวเอง อย่าให้มันหายไปกับหิมะ” ปีรารู้สึกเย็นวาบ หญิงคนนั้นลุกเดินหายเข้าไปในซอกบ้านเก่า
ความกลัวและความสงสัยปะปนในใจปีรา เธอเริ่มค้นหาคำตอบ จากการแอบสืบค้นสมุดบันทึกเก่าในสตูดิโอ พบจดหมายฉบับหนึ่ง—ข้อความเตือนว่าหากใครนำ ‘เงาศิลป์’ ไปสร้างงานศิลปะในหมู่บ้านนี้ เงานั้นจะถูกสาปให้จมอยู่ใต้หิมะชั่วนิรันดร์
คืนนั้น ปีราฝันเห็นภาพในสมุดวาดของเธอเปื้อนสีดำ ทั้ง ๆ ที่เธอไม่เคยลงสีดำเลย เสียงกระซิบจากเงามืดแว่ว “ศิลปะคือจิตใจ ใครปนเปื้อนจะสูญหาย” เธอสะดุ้งตื่น เต็มไปด้วยเหงื่อเย็น
เวลาผ่านมา ปีราตัดสินใจเผชิญหน้ากับเปรมที่นั่งวาดภาพอยู่นอกสตูดิโอ ร่างเขาสั่น ลมหายใจเป็นไอขาว “รู้ไหม ทำไมฉันต้องหายตัวไป… ฉันเห็นเงาของตัวเองในกระจก แล้วมันหายไปเลย รู้สึกว่า…ฉันไม่ใช่คนเดิม” ปีราจ้องตาเปรม เงียบไปนาน ปีราถาม “ถ้ามันเป็นคำสาปจริง ๆ เธอกลัวไหม?” เปรมไม่ตอบ แต่ดวงตาคู่นั้นสะท้อนความกลัวที่ไม่มีวันหาย
ความสัมพันธ์ในกลุ่มเริ่มมีรอยร้าว ตุ่นหงุดหงิดง่าย สีหน้าขุ่นมัว เนเน่เก็บตัวเงียบ ธันวาดูเหินห่าง ปีราพยายามรั้งกลุ่มนี้ไว้ เธอจัดกิจกรรมวาดภาพหิมะกลางแจ้ง หวังปลดปล่อยความกลัวของทุกคน แต่ทันใดนั้น ทิวทัศน์ถูกบดบังด้วยหมอกขาว เงาดำเลื้อยคล้ายหมู่ควันกวาดผ่านกลุ่ม ปีราตะโกน “รีบกลับเข้าไป!” ทุกคนแตกตื่น วิ่งกระจัดกระจาย
ค่ำคืนนั้น ปีรายังสับสนใจ คำถามผุดขึ้นเรื่อย ๆ เป็นไปได้เหรอที่ศิลปะกับหิมะจะสาปคนได้? เธอเดินผ่านหน้าสตูดิโอ พบธันวายืนพิงผนัง ท่าทางเหนื่อยล้า “ปีรา…ฉันกลัวจะสูญเสียสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ เพื่อน…หรือความเป็นตัวเองก็ไม่รู้” เสียงเขาแผ่วเงียบ ปีราเอื้อมมือแตะไหล่ธันวา ไม่พูดคำใด
วันต่อมา เปรมหายตัวไปอีก ทุกคนต่างช่วยกันตามหา จนพบรอยเท้าหายไปในหิมะใกล้หน้าผา ตุ่นตะโกนชื่อเปรม เสียงสะท้อนก้องหุบเขา ปีราก้มมองสเก็ตช์รูปเปรมที่เธอวาดไว้อย่างเงียบงัน ในใจโทษตัวเอง
ขณะที่ทุกคนหวาดกลัว หญิงเจ้าบ้านเล่าเรื่องลางร้ายของหมู่บ้าน “พวกหนู…อย่าไว้ใจเงาของตัวเองในวันที่หิมะหนา บางอย่างเกิดขึ้นเมื่อหิมะกลบเงาหมดสิ้น ศิลปะดีใจ สนใจ แต่ถ้าใจไม่บริสุทธิ์ เงาจะกลืนทุกอย่าง”
ท่ามกลางเสียงลม ปีราตัดสินใจ—จะไปเผชิญหน้าสตูดิโอคืนนั้นเอง เธอหยิบสมุดวาด กับผลงานจากเพื่อน สนทนากับธันวา “ถ้าฉันไม่กลับมา อย่าโทษตัวเอง” ธันวาสั่นหัว “เธอต้องกลับ ฉัน…กลัวว่าทุกอย่างจะหายไปพร้อมเธอ” ปีราสบตา สายตาเปี่ยมไปด้วยความกลัวผสมอาลัย
กลางดึก ปีราบุกเข้าไปในสตูดิโอ ภายในนั้นเงามืดปกคลุม รอยขีดตามผนังเต้นระริกคล้ายจะมีชีวิต ปีราเดินเข้าไป มือสั่น เรียกชื่อเปรม ไม่มีใครตอบ จู่ ๆ เงาดำเฟื่องฟูปกคลุมห้อง กลืนแสงไฟเหลือเพียงประกายน้อยนิด เสียงกระซิบ “มาเติมเต็มเงาศิลป์สิ…”
ปีราตัดสินใจ ฉีกกระดาษรูปที่เธอวาดเงาพร่าเลือน ใจคิดถึงเพื่อน ความกลัว เธอร้องตะโกน “ฉันขอโทษ! ฉันกลัว สูญเสียใครไปอีก… แต่ฉันต้องยืนหยัดในสิ่งที่ฉันเป็น!” เสียงเงียบชะงัก เงาดำค่อยสลาย บางอย่างจากหิมะพุ่งทะยานขึ้น—ร่างเงาของเปรมท่าทางล่องลอยออกมาช้า ๆ
เพื่อน ๆ และหญิงเจ้าบ้านรีบมาตามเสียงปีรา พวกเขาผลักประตูเข้าเห็นปีรายืนล้อมด้วยเงาศิลป์ เงาเหล่านั้นจางลงทีละน้อย เงาของเปรมกลับคืนสู่ตัวเขา เปรมฟุบกับพื้น หัวใจเต้นถี่ “ขอบคุณ…ปีรา” ธันวาโผกอดเธอ เนเน่ร้องไห้ น้ำตาอุ่นไหลลงหน้าตุ่นทุกคนกอดกัน ได้รับชีวิตรอดจากหิมะและคำสาป
เมื่อรุ่งสาง สตูดิโอเก่าโล่ง เหลือเพียงรอยขีดสีซีด และเงาที่ยังทาบกับหิมะ ปีราสูดลมหายใจลึก มองเพื่อน ๆ ข้างกาย เธอเติบโตขึ้น ทิ้งความกลัวไว้กับหิมะขาวโพลน การให้อภัย ความกล้า และมิตรภาพเกลื่อนอากาศ—ขณะที่แสงอาทิตย์แรกแตะยอดสนเหนือหมู่บ้าน