แก๊งละครหัวกลม: เวิร์กช็อปแห่งความจริง
เสียงกระดิ่งของอาคารชมรมดังขึ้นพร้อมกับกลุ่มคนพุ่งเข้าไปในห้องซ้อม ลมราวกับพาเอาแผ่นโปสเตอร์และตั๋วออนไลน์ที่ยังไม่พิมพ์ออกมาเต้นระบำ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ข่าวด่วน!” โบว์โผล่หน้าเข้ามา ตาโตจนเหมือนจะหลุดจากเบ้า “คณะจะประเมินชมรมละครสัปดาห์หน้า ถ้าไม่ได้แสดงอะไรเลย เค้าจะยุบชมรมเรา!”
มินยืนอยู่กลางห้อง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความแล้วส่ายหน้า “ข้อกำหนดคือ… ต้องมีการแสดงสด มีบท มีการกำกับ และมีผู้ชมจริง อย่างน้อยร้อยคน”
เสียงในห้องลดระดับลง เหมือนทุกคนกำลังชั่งน้ำหนักว่า ‘ร้อยคน’ นั้นจะกลายมาเป็นปาฏิหาริย์หรือคำสาป
เต้ยืนมุมห้อง หน้าตาเงียบสงบเหมือนคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย แต่ในหัวเขาเต้นตุ๊บ ๆ เป็นชุดของการประเมินวิชาเขียนโปรแกรมที่กำลังมาส่งงาน
“เรามีเวลาแค่เจ็ดวัน” ไอ้โอ๋พูดอย่างท้าทาย “เจ็ดวันกับทีมงานที่หลงทางทุกวัน แบบนี้เราอาจสร้างอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนใครก็ได้”
“หรือ…” เต้ยกมือขึ้นช้า ๆ “เราบอกว่ามีโปรดักชั่นใหญ่แล้ว.”
ทุกคนหันมามอง เต้ทำหน้าเหมือนเป็นคนเล่าเรื่องขำ ๆ
“จะบอกว่าเราแค่… วางแผนไว้ในโครงการใหญ่ของมหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง” เขาพูดต่ออย่างมั่นใจ แต่ความมั่นใจนั้นเหมือนเสื้อตัวบางในลมหนาว
โบว์สะดุ้ง “วางแผน? เต้ เราไม่มีทุน ไม่มีบท และไม่มีนักแสดงหลัก”
“งั้นก็โกหกสิ” โอ๋ยิ้มประหลาด “โกหกอย่างมีกลยุทธ์”
เต้หัวเราะจนมุมปากเขยิบ “ผมไม่ได้ชำนาญการโกหก… ผมแค่… ชอบคนที่เชื่อเรา”
มินมองหน้าเต้ยิ้มบาง ๆ “ชอบใคร?”
เต้หน้าร้อนผ่าว แต่ตัดสินใจตะโกนกลับแบบไม่ทันคิด “ชอบที่จะให้คนคิดว่าเราทำได้!”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ไม่มีใครคาดคิด คนในชมรมต่างเห็นด้วย—ไม่ใช่เพราะเชื่อ แต่เพราะถ้าพูดเป็นจริง พวกเขาจะต้องทำงานหนัก
“ชื่อโปรดักชั่นคืออะไร?” โบว์ถาม
เต้หยุดคิด “เอาเป็น… ‘หัวกลม’ — เป็นละครที่สำรวจความเรียบง่ายของการเป็นมนุษย์” เขาพูดทันทีโดยไม่รู้ว่าประโยคแบบนี้ฟังยิ่งใหญ่แค่ไหน
มินกลอกตา “หัวกลมเหรอ? เหมือนนิยายปรัชญา ที่ไม่มีใครจำได้ว่าเรื่องคืออะไร”
“ดีแล้ว!” เต้ปรบมือเหมือนคนวางแผนเสร็จสิ้น “เราจะบอกคณะว่ามันเป็นงานทดลองศิลปะร่วมสมัย มีเพลง มีเต้น มี… การแสดงเพื่อชุมชน”
โอกาสของความวุ่นวายเริ่มเผยตัว เมื่อเต้นำเอกสารปลอมที่เขาคัดลอกจากโพสต์งานในอินเทอร์เน็ต มาปรับแต่งด้วยคำซับซ้อน
“นี่ของจริงเหรอ?” โบว์อ่านแล้วหัวเราะ “เต้ ถ้าเค้าตรวจคนจริงจะจับได้แน่ ๆ”
เต้ยิ้มเย็น “เราจะทำให้มันจริงเอง”
วันแรกของการซ้อมเต็มไปด้วยความอลหม่าน บทยังไม่มีแต่ทุกคนต้องพยายามจำกัดเวลาให้พอ
“ฉากเปิดต้องกระแทกความสนใจ” โอ๋ตะโกน “เราเริ่มด้วยเสียงไซเรนกับไฟกระพริบและใครสักคนพูดว่า ‘นี่คือความจริง'”
มินเบรกทันที “พวกเรามีงบสำหรับไฟไซเรนตรงไหน?”
โอ๋ชะงัก “อ๋อ… ไม่มี”
เต้หันไปยิ้ม “งั้นเราจะใช้แท่งไฟจากงานวิทยาศาสตร์ แล้วแปลรูปให้เป็นศิลปะ”
เสียงฮาเล็ก ๆ ดังขึ้นพร้อมกับมุกที่ไม่ใช่มุกจริง ๆ เพราะทุกคนต้องการความหวัง
เหตุการณ์น่าหัวเราะเกิดขึ้นเมื่อจัน—นักแสดงนำดาวรุ่งของชมรม—เข้ามาเห็นโปสเตอร์ “หัวกลม” ที่เต้ติดไว้หน้าชมรมแบบหรูหรา
จันเดือดดาล “ใครกล้าพูดว่าฉันจะไม่แสดง? ฉันแสดงมาตลอด!”
“งั้นมันจบ” เต้คิดในใจ แต่ความซวยเรียงคิว เมื่อจันคุยกับพี่ทศจากคณะกิจกรรม จันเข้าใจผิดคิดว่ามีทุนสนับสนุนจริงและจองตัวไปงานอีเวนต์สำคัญของคณะนั้นทันที
วันรุ่งขึ้นจันบอกลา “ขอโทษทุกคน ฉันติดงานรับจ้างแสดงอีกแล้ว”
“ทำไม?” โบว์ถามเสียงสูง
จันพยักหน้าอย่างสบาย “มีคนจ้าง… พวกเขาต้องการนักแสดงที่มีชื่อเสียงและ… ดูเหมือนพวกเขาต้องการฉัน”
มินสบถ “แล้วเราเป็นใครล่ะ?”
เต้กลืนน้ำลาย “เรากำลังจะเปิดรับสมัครใหม่”
ความจริงคือ: เต้ไม่เคยเล่นละครในที่สาธารณะ เขาแสดงในห้องนอนของตัวเองด้วยการอ่านคู่มือวิศวกรรมและฝึกสร้างเสียงที่โหดร้ายเพื่อเตรียมสาธิตโค้ด
แต่การโกหกทำให้เต้กลายเป็นผู้นำ นำทีมที่เต็มไปด้วยบุคลิกชัดเจน—โบว์ที่รักการเขียนบทมากเกินเหตุ โอ๋ที่เป็นคนสร้างเทคนิค และมินที่เชี่ยวชาญการคอสตูม แต่ขาดนักแสดงที่เชื่อว่าจะเล่นจริง
“เราไม่มีเวลา” โบว์พูดขณะเขียนบท “ฉันจะเขียนฉากให้สั้น กระชับ และมีจุดพีคที่ทำให้คนเข้าใจถึง ‘ความกลม’ ของตัวละคร”
“จุดพีคพวกนั้นต้องทำยังไงให้คนชมหัวเราะและซึ้งได้ในเวลาเดียวกัน?” มินถาม
เต้ยิ้ม “ผมจะเป็น… ผู้บรรยาย!”
ทุกคนมองหน้ากัน “ผู้บรรยาย?”
“ใช่!” เต้พูดอย่างมั่นใจมากกว่าความจริง “ผู้บรรยายจะเชื่อมทุกฉากเป็นหนึ่งเดียว”
คืนแรกของการฝึกเป็นความอลเวง เต้ต้องยืนกลางเวทีจำลอง อ่านบทพูดที่โบว์เขียน มีไมโครโฟนที่เขาจำวิธีใช้ไว้จากงานนำเสนอโปรเจกต์วิศวกรรมแต่ไม่เคยใช้ให้เหมาะกับอารมณ์
“เต้ ลองทำเสียงแบบ… ซื่อ ๆ แต่มีความลับ” โบว์แนะนำ
เต้เอียงคอ “ซื่อ ๆ แต่มีความลับ… แบบเซอร์ไพรส์?”
“ใช่!” โบว์กระโจน “อารมณ์ที่ทำให้คนอยากรู้ต่อ”
เต้พยายามอย่างสุดความสามารถ ผลลัพธ์ออกมาเป็นเสียงที่ฟังเหมือนพากย์สารคดีสัตว์ป่า
ทุกคนหัวเราะจนต้องหยุดซ้อม แต่เสียงหัวเราะนั้นก็บ่มเป็นความมั่นใจเล็ก ๆ ให้เต้
จากนั้นเรื่องเริ่มบานปลายในทางที่ไม่คาดคิดเมื่อโพสต์ของชมรมเรื่องการแสดงเวิร์กช็อปที่กำลังจะมาถึง ถูกแชร์ในกลุ่มนักศึกษา คนเริ่มถามถึงบัตรและชื่อของนักแสดง
“มีคนถามตั๋วแล้ว!” โบว์ตะโกน “มีคนสแกนโพสเราและเขียนชื่นชมว่า ‘สุดยอดงานทดลอง'”
เต้รีบพิมพ์ตอบอย่างมือสั่น “ขอบคุณมากครับ เรากำลังจัดเต็ม”
คืนนั้นเต้นอนไม่หลับ เขาคิดถึงการโกหกเล็ก ๆ ที่เป็นประกายความหวัง และกลัวว่าทุกอย่างจะพังเมื่อความจริงถูกเปิดเผย
“ถ้าการหลอกลวงของเราเป็นเส้นบาง ๆ แล้วการยืนบนเส้นนั้นจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นหรือเลวลง” เขาคิดกับตัวเอง
โอกาสในการพังแตกเป็นตอนที่มินเห็นเต้ใส่ชุดที่ไม่เข้ากับเขาตอนซ้อม “เต้ นายจะเป็นผู้บรรยาย… แต่การแต่งตัวนายเหมือนมาออกรายการวิทยุ”
เต้ขยับ “ฉันคิดว่าผู้บรรยายควรแต่งตัวสุภาพ แต่สบาย ๆ”
มินถอนหายใจ “สบาย ๆ ของนายคือแบบเสื้อเชิ้ตตลอดกาล ซึ่งไม่ช่วยเรื่องการแสดงเลย”
โอ๋ยื่นหมวกประหลาดให้เต้ “ใส่หมวกนี้แล้วดูมีสไตล์ขึ้น”
เต้ใส่หมวกแล้วทำหน้าเหมือนคนที่ค้นพบอาวุธใหม่ในการต่อสู้กับความกลัว
กลางทางก่อนงาน มีเหตุการณ์ที่ทำให้สถานการณ์พลิกโผ เมื่อนักวิจารณ์ท้องถิ่นชื่อดังซึ่งเป็นคนหัวโบราณประกาศว่าจะมาดูการทดลองศิลปะของชมรม เต้ตกใจจนเกือบลืมตัว
“ถ้านักวิจารณ์มา แล้วเขาตำหนิเรา…” โบว์กระซิบ “เราอาจจะถูกจดจำในแบบที่ไม่ดี”
“ถ้าเขาชอบเราล่ะ?” มินถาม
เต้หัวเราะประหลาด “ถ้าเขาชอบเรา เราก็ทำให้มันคุ้มค่า”
เต้เริ่มฝึกหนักขึ้น เขาอ่านบททุกคืน เขาสังเกตพฤติกรรมคนรอบข้างเพื่อแอบยืมอารมณ์มาใช้ แปลกที่การปลอมตัวเป็นคนที่กล้าแสดงออกทำให้เขารู้สึกตัวเองชัดขึ้น
วันเวิร์กช็อปมาถึง ห้องจัดเต็มไปด้วยนักศึกษาจริง ๆ ประมาณร้อยคน และมีนักวิจารณ์คนนั้นนั่งอยู่แถวหน้า เต้ยืนหลังม่านหวิว ๆ ใจเต้นรัว
“เต้ นายโอเคไหม?” โบว์กระซิบ
“ไม่โอเคเลย แต่ผมจะทำ” เต้ตอบอย่างแน่วแน่
การแสดงเริ่มขึ้นแบบไม่สมบูรณ์แบบแต่มีเสน่ห์ บทของโบว์พาโลดโผน ระหว่างเพลงและการเต้นที่มินจัดชุดสีสัน โอ๋เอาเทคนิคส่องไฟจากโปรเจกเตอร์สร้างภาพเงาที่คอยเตะตา
เต้ขึ้นเวทีในฐานะผู้บรรยาย เขาเริ่มด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อยแต่ค่อย ๆ ลื่นไหล เมื่อพูดถึงตัวละคร ‘หัวกลม’ เขาแทรกความคิดส่วนตัวเข้าไปโดยไม่ได้วางแผน
“มีครั้งหนึ่งผมหลอกเพื่อนว่า… ผมเก่ง” เขาพูดกลางเวที “ผมไม่อยากให้ใครเห็นข้อบกพร่องของผม แต่ผมลืมไปว่า การที่เราหลอกคนอื่น ทำให้เราหลอกตัวเองด้วย”
ผู้ชมกลืนน้ำลาย เงียบกว่าที่เขาคาดไว้ แต่ในความเงียบนั้นมีความสนใจ
“แล้วการเป็น ‘หัวกลม’ คืออะไร?” เต้ถามตัวเองก่อนจะพูดต่อ “อาจไม่ใช่รูปร่าง แต่เป็นสิ่งที่กลมจนเราอยากนึกถึงมันอีกครั้ง”
คำพูดแบบสารภาพบนเวทีทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ละครที่ซับซ้อน แต่มันเป็นสะพานที่เชื่อมผู้คน
ระหว่างที่การแสดงดำเนินไป เต้หยิบองค์ประกอบจากชีวิตจริง—ความกลัว ความผิดพลาด และความพยายาม—มาสอดแทรกเป็นบทพูดเล็ก ๆ ที่ไม่เคยอยู่ในบทเขียนของโบว์
ผู้ชมหัวเราะบ้าง น้ำตาไหลบ้าง และหลายคนตบมือเมื่อเต้ยอมปล่อยความจริงออกมา
หลังจบฉาก นักวิจารณ์ลุกขึ้น เดินมาถึงหลังเวที เต้สะดุ้ง แต่เขาไม่กลัวเหมือนก่อนหน้าที่นักวิจารณ์จะมาถึง
“คุณเต้ใช่ไหม” นักวิจารณ์ถามด้วยเสียงจริงจังแต่ไม่ดุดันเหมือนที่เต้กลัว
“ใช่ครับ” เต้ตอบ “ผมเป็นคนที่… บางทีมันอาจจะผิดที่ผมเริ่มจากการโกหก แต่ผมอยากให้เราจริงใจ”
นักวิจารณ์ยิ้ม “การเริ่มต้นด้วยการโกหกแล้วกลายเป็นความจริง มันเป็นงานศิลปะที่แปลก แต่น่าสนใจ”
คืนเดียวทำให้ชื่อของ ‘หัวกลม’ คือคำพูดที่ผู้คนยังคุยกัน เต้และเพื่อนรู้สึกว่าการโกหกเล็ก ๆ กลายเป็นการเปิดประตูสู่ความกล้าหาญ
แต่ปัญหายังไม่จบ มีอีเมลจากคณะงานที่เต้ส่งข้อความไว้ตอนเขียนโพสซึ่งอ้างว่ามีผู้สนับสนุนจริง ๆ ส่งมาถามเรื่องงบประมาณ
เต้หน้าซีด แต่คราวนี้เขาไม่ถอย เขานั่งรวมทีมและพูดออกมาดัง ๆ “เราจะเปิดรับบริจาคจากคนชม และเราจะขายโปสการ์ดที่ทำจากกระดาษรีไซเคิล”
โอ๋หันมามองแบบตื่นเต้น “โปสการ์ดแบบศิลปะ! ฉันมีไอเดียแล้ว”
โบว์ตั้งใจทำงานออกแบบโปสเตอร์อย่างรวดเร็ว มินใช้เวลาเลือกผ้าเตรียมคอสตูม และทุกคนร่วมกันทำงานอย่างที่ไม่เคยมีใครให้คำสั่ง เพราะไม่มีใครต้องการให้เต้โดดเดี่ยวรับผิดชอบอีกต่อไป
เต้เรียนรู้สิ่งหนึ่งในช่วงเวลานั้น: คนไม่ต้องการคนที่สมบูรณ์แบบ พวกเขาต้องการคนที่กล้าพอจะยอมรับความไม่สมบูรณ์
อีกคืนก่อนการแสดงใหญ่ เต้นั่งกับมินที่ดาดฟ้าตึกชมรม ทั้งสองมองดาวและพูดคุยเรื่องความกลัว
“นายกลัวอะไรที่สุด?” มินถาม
“กลัวว่าถ้าผมเปิดเผยความจริงแล้ว คนจะไม่อยากอยู่กับผม” เต้ตอบอย่างจริงใจ
มินขำเบา ๆ “แต่ตอนนี้คนทั้งหมดยินดีที่จะอยู่กับนาย แม้จะเริ่มจากความเท็จ”
เต้หัวเราะฝืด ๆ “ฟังดูย้อนแย้งนะ”
“ชีวิตมักย้อนแย้ง” มินพูดเบา ๆ แล้วจับมือเต้ “แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ย้อนแย้งคือ… เมื่อคนยอมรับความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นจะจริงใจขึ้น”
คืนแสดงใหญ่เต็มไปด้วยแรงดัน ทุกคนในชมรมกลัวการล้มเหลว แต่พวกเขาก็ทำงานอย่างตั้งใจ ไม่มีการปล่อยให้ใครต้องแบกรับความผิดพลาดคนเดียว
ฉากหนึ่งที่ทำให้ผู้ชมขำและซึ้งพร้อมกันคือฉากที่เต้ผู้บรรยายยืนกลางเวทีและแทนที่จะพูดบทที่เขาจัดเตรียมไว้ เขากลับเล่าเรื่องการโกหกของเขาตั้งแต่ต้น
“ผมบอกว่าผมมีโปรดักชั่นใหญ่” เขาพูดตรง ๆ “ผมโกหก”
เสียงหัวเราะอบอวล แต่มีคนหนึ่งปรบมือ “ขอบคุณ!”
เต้ยิ้มและพูดต่อ “ผมก็กลัว แต่ผมตัดสินใจอยู่กับความกลัวนั้น และผมไม่อยากหลอกพวกคุณอีก”
การยอมรับบนเวทีทำให้ฉากสุดท้ายเหมือนงานสังสรรค์ คนในทีมออกมาร่วมพูดและยืนยันความจริงของตัวเอง เรื่องราวไม่จำเป็นต้องสวยงามเสมอ แต่ความจริงทำให้มันมีคุณค่า
นักวิจารณ์เขียนบทความชมอย่างละเอียด แต่ไม่ใช่การยกย่องเพียงอย่างเดียว เขาพูดว่า ‘ความจริงที่ถูกบิดเป็นศิลปะ’ และ ‘หัวกลม’ กลายเป็นคำที่นักศึกษาใช้เรียกกันว่า ‘การยอมรับให้เห็นผิดพลาดแล้วเติบโต’
หลังการแสดง เต้นั่งกับทีมบนเวทีที่พังเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยร่องรอยของความพยายาม ทุกคนเหนื่อยแต่ยิ้ม
“เราไม่ได้บอกความจริงตั้งแต่แรก” โบว์พูด “แต่เราสร้างความจริงร่วมกัน”
เต้พยักหน้า “ผมคิดว่าผมเรียนรู้ว่าการหลอกคนอื่นไม่ทำให้เราเข้มแข็ง แต่การยอมรับทำ”
มินหัวเราะ “แล้วครั้งต่อไปนายอยากจะโกหกเรื่องอะไรอีก?”
เต้ยักคิ้ว “ครั้งหน้าฉันจะโกหกว่าเป็นคนที่ไม่กลัว แต่จริง ๆ แล้วฉันจะบอกความจริงตั้งแต่ต้น”
ทุกคนหัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นไม่ใช่เสียงที่มาจากการสบถหรือการเยาะเย้ย แต่เป็นเสียงของความเป็นเพื่อนและการให้อภัย
หลายสัปดาห์หลังจากนั้น ชมรมละครยังคงอยู่ต่อไป สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่การยึดติดกับการแสดง แต่มันเป็นการตระหนักว่าทุกคนสามารถเป็นตัวเองได้ แม้จะเริ่มจากการผิดพลาด
เต้ได้รับข้อความจากพ่อแม่ที่เขาเคยกลัวจะบอกความจริง “เราไปดูการแสดงมานะลูก” ข้อความหนึ่งกล่าว “เราเห็นความกล้าของลูก”
เต้ยิ้มกับข้อความแล้วตอบกลับเป็นข้อความสั้น ๆ “ขอบคุณครับ”
ในฉากสุดท้ายของเรื่อง เต้ยืนอยู่หน้าเวทีเล็ก ๆ มองฝูงชนและพูดคำสองคำที่เขาไม่เคยพูดเมื่อก่อน
“ขอโทษ”
มันไม่ใช่คำขอโทษแบบยอมแพ้ แต่เป็นคำขอโทษที่บอกว่าตอนนี้เขาเข้าใจและพร้อมรับผิดชอบ
ผู้ชมปรบมือ นั่นคือสัญลักษณ์ของการยอมรับ
เต้เดินออกจากเวทีพร้อมเพื่อน ๆ ทุกคนหัวเราะกันเบา ๆ มันเป็นหัวเราะของคนที่ผ่านสงครามเล็ก ๆ มาแล้วและยังคงมีความหวัง
กลางคืนที่ดาดฟ้าอีกครั้ง เต้นั่งเงียบ ๆ มองดาว สะท้อนความคิดว่าคนเราบางทีต้องโกหกเพื่อปกป้องตัวเอง แต่ความกล้าที่จะยอมรับทำให้ชีวิตมีความหมายกว่าเดิม
มินยื่นแก้วชาช้างให้ “แก้วสุดท้ายของคนที่ไม่กลัว” เธอแซว
เต้รับแก้วแล้วพูดอย่างจริงใจ “ผมยังกลัวอยู่ แต่อย่างน้อยผมกลัวร่วมกับพวกคุณ”
มินยิ้มกว้าง “นั่นแหละความจริงที่สวยงาม”
เรื่องจบลงด้วยภาพของกลุ่มเพื่อนที่ยืนรวมกันบนดาดฟ้า หัวเราะคุยเรื่องอนาคตและแผนการแสดงหน้าใหม่ เต้ไม่ใช่คนเดิม เขาเรียนรู้บทเรียนว่าความยอมรับซื่อสัตย์ไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการเริ่มต้น
และในที่สุด ‘หัวกลม’ ไม่ได้หมายถึงรูปร่าง แต่เป็นภาพของคนกลมกล่อมที่ยอมรับบาดแผลและหัวเราะกับมันไปด้วยกัน
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: ละครมหาวิทยาลัย, คอมเมดี้, เพื่อนซี้, การเติบโต, ความเข้าใจผิด