รัตติกาลในห้องกระจก
เสียงฝนตกกระทบหลังคาบ้านไม้สังกะสีดังกราวราวกับตีความทรงจำซ้ำซาก สายฟ้าแลบ เงาต้นสนริมแม่น้ำพาดผ่านหน้าต่างยาวราวเงาคนบนผนังอิฐทาสีเทายอมหยาบ ห่างออกไป เสียงกบร้องระงมคล้ายกับจะลวงให้ใครคนหนึ่งออกไปในความมืด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในห้องกระจกบนชั้นสาม โต๊ะหนังสือวางขวางขนานบานกระจกเก่า ฟ้าผ่าครั้งหนึ่ง ลู่ขวัญยืนนิ่งข้างโต๊ะฟังเสียงลมหายใจตัวเองสะท้อนกลับจากกระจกตรงหน้า เธออายุสิบเจ็ดวัยแรกรุ่นที่ฝืนแกร่ง ทั้งดวงตากับปากคอยระวังต่อว่าทุกคำพูดของผู้เป็นพ่อที่นั่งดื่มเหล้าคนเดียวข้างเตียง
“ดึกแล้ว กลับห้องเถอะ” วรรณ พ่อนั่งเหม่อ มือยกแก้วขาวขุ่นจ่อริมฝีปาก แต่ไม่ดื่ม เขาไม่กล้ามองลูกสาวในสายตาโดยตรง
ลู่ขวัญสบตากระจก เงาของตนเองคล้ายมีบางอย่างบิดเบี้ยวอยู่ด้านหลัง “พ่อไม่เคยฟังหนูอยู่ดี หนูจะนอนตรงนี้”
วรรณถอนใจหนัก เขาไม่กล้าปฏิเสธ ความเย็นของคืนกับกลิ่นเหล้าแตะปลายจมูกทำให้โลกของสองพ่อลูกคับแคบ ท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง สิ่งเดียวที่สะท้อนในสายตาคือความผิดพลาดในอดีตที่ไม่มีใครพูดถึง
ฝนยังไหลไม่ขาดสาย ลู่ขวัญเอื้อมแตะกระจก บางจุดที่แตกร้าวเหมือนเส้นสายฟ้าวาด กดปลายนิ้ว เธอรู้สึกวาบเย็นและขนลุก แขนขวาสั่นเล็กน้อย
วรรณเงยหน้าจากแก้วเหล้า เฝ้ามองลูกสาว “หนูอย่าไปแตะตรงนั้น กระจกมัน…เก่า” น้ำเสียงแผ่วแต่ผิดปกติ
ลู่ขวัญหรี่ตา มองเงาสะท้อนที่ตอนนี้เริ่มมีฝ้าขาวคล้ายหมอกปกคลุม ใต้ฝ้า เงาจางๆ โผล่ขึ้นข้างๆ เธอคนเดียว…เด็กผู้หญิงที่สวมชุดกระโปรงขาวยืนอยู่ตรงมุมห้อง
เธอยืนนิ่ง ไม่กล้าขยับ “พ่อ พ่อ!” เสียงเธอสั้นกระทั้น ไม่แน่ชัดระหว่างแว่วกลัวกับกดอารมณ์ไว้
วรรณขยับมาช้า ๆ ใกล้ลูกสาว ถอนใจ เขาสั่นแต่พยายามพูดให้มั่น “มันแค่เงา…ลูกคิดไปเอง”
“มันไม่ใช่หนู! มัน…” ลู่ขวัญพยายามมองผ่านหมอกกระจก เด็กหญิงในกระจกยืนนิ่งหน้าไร้อารมณ์ ตาเศร้าขุ่น เธอสบตาตัวเองเหมือนขอความช่วยเหลือ ก่อนที่แสงฟ้าผ่าจะวาบลง กระจกแตกเพิ่มเป็นรอยยาว
วรรณคว้ามือลูกสาวลากออกห่าง “ไป! อย่าจ้องมัน!” เสียงพ่ออบอุ่นแต่แฝงความตื่นตระหนก ลู่ขวัญขืนตัวจะถามแต่เขาดึงเธอลงบันไดไม่สนใจ
เสียงรอยแตกยังคงดังแผ่วเหมือนร้องขอจากชั้นบน ทั้งสองลงไปที่ห้องนั่งเล่น เปิดไฟไม่สุดแต่ก็พอเห็นข้าวของวางระเกะระกะ เครื่องเล่นเทปเก่าเสียงครางกระแสแผ่วเบา ลู่ขวัญสั่นทั้งตัว น้ำเสียงหลุด “พ่อ เห็นอะไรในนั้นไหม”
วรรณนั่งนิ่ง มือกำขาเก้าอี้แน่น “พ่อเห็นแค่ตัวเอง…กับความผิดที่ลบไม่ได้”
บรรยากาศเงียบงัน ลู่ขวัญกัดปาก ไม่กล้าถามต่อ สายตาเธอเลื่อนดูภาพถ่ายครอบครัวบนฝาห้องรูปแม่ที่เสียไปเมื่อสองปีก่อน เธอกอดแขนขวาตัวเองแน่น นานจนกระทั่งเข็มนาฬิกาล่วงเลยเกือบตีหนึ่ง
เสียงฝนซาลงแต่ลมเย็นขึ้น ลู่ขวัญตัดสินใจเดินกลับขึ้นไปชั้นสาม เห็นทรายปนรองเท้าที่หน้าประตูห้องกระจก เธอลังเลแต่เปิดเข้าไปข้างใน กลิ่นอับของน้ำฝนกับไม้เปียกอบอยู่นิ่ง
กระจกแตกร้าวยิ่งกว่าเดิม รอยแตกวิ่งเป็นสายคล้ายรูปมือ เงาในกระจกยืนเรียงกันสามคน เงาแรกคือเธอ เงากลางคือเด็กหญิงหน้าเศร้า เงาสุดท้ายกลับคล้ายใครคนหนึ่ง…แม่ของเธอ
ลู่ขวัญยืนนิ่ง น้ำตาไหลช้า ๆ “แม่…?” เสียงเธอเบาราวกับกลัวใครได้ยิน เงาแม่ในกระจกยิ้มจาง ๆ พยายามจะพูด แต่รอยแตกเริ่มบังใบหน้า
เสียงเท้าวรรณดังขึ้นด้านหลัง ลูกสาวหันหลังอย่างรวดเร็ว “พ่อ มัน…มันคืออะไร”
วรรณเอื้อมจับไหล่ลูกสาว แววตาเศร้าเกินใจรับไหว “พ่อเคย…เคยทำอะไรที่พลาดไว้ พ่อทำให้แม่…จากไปเร็วกว่าที่ควร”
ลู่ขวัญหน้าตกใจ น้ำตาเริ่มไหล “เกิดอะไรขึ้นกันแน่” เธอเสียงสั่นมือกอดอกแน่น
วรรณหันไปที่กระจก เงาในกระจกเบลอมัวเหมือนจะพลิกตัวเอง “คืนนั้น…พ่อเมามาก เถียงกับแม่ พ่อผลักแม่ตรงหน้าต่าง…แล้วกระจกนี้แหละที่แตก แม่ตกไปข้างล่าง…”
ความเงียบบีบคั้น ลู่ขวัญก้าวถอยหลังเหมือนหนีความจริง “พ่อโกหกหนูมาตลอด…”
เสียงฟ้าร้องหนักอีกครั้ง เงาในกระจกเหมือนเคลื่อนไหว เด็กหญิงในกระจกพูดอะไรเบา ๆ ลู่ขวัญใจเต้นแรง เธอก้าวเข้าหากระจก “หนู…ขอโทษ หนูโทษพ่อ แต่…หนูเองก็…”
น้ำตาเธอหยดใส่มือ กระจกสั่นเบา ๆ เงาแม่พยักหน้า รอยแตกเริ่มปิดสนิทก่อนจะเงียบไป เงาในกระจกเหลือเพียงลู่ขวัญตัวเดียว เธอหันกลับไปหาพ่อ พูดเสียงเงียบ “พ่อ…เราให้อภัยกันได้ไหม”
วรรณทรุดลงนั่ง อ้อมแขนที่เคยแข็งแรงสั่นเทิ้ม เขาถอนใจยาว “หนูโกรธพ่อเถอะ พ่อ…คงไม่มีวันให้อภัยตัวเอง”
ลู่ขวัญขยับเข้ากอดพ่อ น้ำตาสองสายหลั่งบนไหล่ วรรณสั่นเทิ้มกอดลูกตอบ
เสียงฝนที่ซาลงทิ้งไว้แต่กลิ่นชื้นของดินใหม่ เหมือนอดีตได้รับการไถ่ถอนชั่วขณะในรัตติกาลนี้ สองชีวิตในบ้านไม้ริมแม่น้ำยังคงเหลือบาดแผล แต่ก็เริ่มยอมรับทุกสิ่งที่ผ่านมา สายตาลู่ขวัญหันสบกระจกอีกครั้งที่บัดนี้สะท้อนเพียงเธอเท่านั้น ไม่มีเงาอดีตอีกแล้ว