กลิ่นฝุ่นกับเสียงหัวเราะ
ครั้งแรกที่มิวกลับมาที่ร้านหนังสือของนารา ฝนเพิ่งหยุดตกและฟ้ากำลังดิ้นแสงทองอ่อนๆ ผ่านหน้าต่างบานเก่าที่ติดกระดาษหนังสือ ใบหน้าของเขาเปียกน้ำเล็กน้อยและยิ้มกว้างแบบเด็กผู้ชายที่กำลังคิดเรื่องตลกในใจ เขาไหวตัวเมื่อเห็นเธออยู่หลังเคาน์เตอร์ กำลังคัดเลือกปกหนังสือที่กลับจากการส่งคืน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กลับมาเร็วจัง” นาราพูดโดยไม่เงยหน้า แต่เสียงเรียบๆ นั้นมีรอยยิ้มอยู่ด้านใน
“งานฉุกเฉิน” มิวตอบ แล้ววางถุงผ้าลายสีน้ำเงินลงบนเคาน์เตอร์ ถุงนั้นมีเครื่องหมายของบริษัทหนึ่งที่เขาไม่เคยตั้งใจจะทำงานให้เลยตอนไปเรียน “คิดว่าถ้าช่วยเธออยู่สักเดือน คงไม่มีใครสังเกตว่าเรือกำลังรั่ว”
“เรือรั่ว?” เธอตั้งหนังสือเข้าชั้นช้าจนมือของเธอส่งเสียงกับปกกระดาษ “หรือเธอหมายถึงบัญชีธนาคารของฉัน?”
มิวยักไหล่ “ทั้งสองเลยมั้ง”
เสียงหัวเราะอ่อนๆ หลุดออกมาจากนารา เธอหันมาตรงๆ มองหน้ามิวแบบที่เธอมองคนที่แกล้งเธอสมัยเด็ก “แต่ฉันไม่อยากให้เธอมาทำงานแล้วเบื่อ เหมือนครั้งที่แล้ว”
มิวทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้ “ครั้งที่แล้วฉันทำหนังสือตกลงไปในชั้นเล่มหาย พนักงานส่งคืนหัวเราะฉันทั้งวัน”
คนที่อยู่รอบๆ เคาน์เตอร์ส่ายหัวและหัวเราะ เขาและเธอเหมือนเป็นคู่ซี้ที่คนในย่านรู้จัก มิวเติบโตจากความเป็นเพื่อนสนิทที่คอยช่วยนารากับการยกกล่องบรรจุหนังสือจนกล้ามขึ้นมาเล็กน้อย เขากลับมาเพราะบ้านไกลและงานใหม่ไม่มั่นคง เธอให้เขาพักที่ห้องใต้หลังคาเหนือร้านโดยไม่มีคำถาม
“เธอไม่คิดจะย้ายไปที่อื่นเหรอ” มิวถามคืนแรกที่เขามาพักในที่ที่เรียกว่าบ้านเล็กๆ ของเธอ
นาราชี้ไปที่ผนังที่เต็มไปด้วยโปสเตอร์นักเขียนและบัตรคำอวยพรที่ลูกค้าส่งมา “ฉันอยากให้ที่นี่เหมือนคนที่ยังยิ้มได้เมื่อคำคนอื่นกัดฟันทิ้งไป ถ้าย้ายไป ฉันกลัวว่าฉันจะลืมพวกเขา”
มิวไม่ตอบ เขายืนมองหลอดไฟส้มที่แกว่งไหวเบาๆ เหมือนเวลาที่ทั้งคู่คุยกันจนเที่ยงคืนในสมัยมหาวิทยาลัย
วันแรกของการทำงานด้วยกันไม่ต่างจากการกลับสู่ความเคยชิน: มิวตื่นช้ากว่าเธอเสมอ เขาชงกาแฟแบบไม่รู้สูตรเสมอและทำลายล้างมุมหน้าประตูลูกค้าอย่างเป็นประจำ นาราทีละน้อยสอนวิธีพับปกหนังสือและพูดคุยกับลูกค้าที่มองหาหนังสือที่เหมาะกับวันฝนตก
“ลองอ่านเล่มนี้ดู เธอเหมือนคนที่ชอบอ่านตัวละครที่พยายามอย่างเงียบๆ” นาราเสนอหนังสือเล่มหนึ่งให้มิว เขาส่งเสียงหอบเล็กน้อยเมื่อเห็นคำแนะนำบนหลังปก
“เธอหมายถึงฉันพยายามเงียบๆ หรอ” มิวยักคิ้ว
“เธอพูดน้อย แต่เวลาเธอพูด คนฟังจะจดจำ” นาราตอบตรงๆ แล้วกลับไปจัดหนังสือต่อเหมือนไม่มีอะไร
มิวยืนอ่านหน้าปก แล้วเดินไปที่มุมเดิมที่เคยเป็นที่ๆ ทั้งคู่แชร์ซีเรียลกับนมอุ่นหลังเรียน สายตาของเขาผ่านชั้นหนังสือจนเจอจดหมายเก่าที่เธอไม่ได้ทิ้งไว้ เขาหยิบขึ้นมาอย่างช้าๆ แต่กลับทำเหมือนเป็นก้อนหินที่ไม่ควรถูกเคลื่อนย้าย
“อะไรน่ะ” นาราถามเสียงเรียบแต่สายตาของเธอสั่นน้อยๆ
“แค่อีกหนึ่งความทรงจำที่เธอเก็บไว้” มิวยิ้มแล้วคืนจดหมายไว้ที่เดิม เขาจำได้ว่าจดหมายนั้นเป็นของเพื่อนคนหนึ่งที่ย้ายไปต่างจังหวัดหลังจบการศึกษา ผู้ส่งเขียนถึงความฝันที่ยังไม่สำเร็จและคำอวยพรให้ร้านยังคงเปิดอยู่
ความทรงจำเชื่อมสองคนเข้าหากันโดยไม่ต้องมีคำพูด ทั้งคู่รู้สึกโดยไม่ต้องพูดว่าเวลาที่มิวอยู่ข้างๆ ร้านหนังสือนี้อบอุ่นขึ้นอีกนิด
วันไหนที่มีงานเล่มใหม่ ร้านจะเต็มไปด้วยลูกค้าที่มาพร้อมกับการคาดหวัง มิวเป็นคนที่ชอบทำหน้าที่ไม่สำคัญแต่จำเป็น: เขาจัดคิวสลับหนังสือ เขาแนะนำมุมเก่าให้เด็กนักเรียนสำหรับทำรายงาน และเขาจดจำลูกค้าที่ชอบชงเรื่องเกี่ยวกับนักเขียนคนโปรด แต่เขาก็มีบางอย่างที่ไม่ยอมบอกนารา
“เธอมีนัดสัมภาษณ์งานพรุ่งนี้ไหม” นาราถามขณะจัดหนังสือไปมา
“มี” มิวตอบสั้นๆ แต่สายตาแวบไปมาระหว่างนาราและประตูร้าน
“อย่าเลิกกลางคันนะ” เธอพูดเบาๆ แล้วใส่แสตมป์ลงบนกล่องสินค้าที่ต้องส่งไปที่ต่างประเทศ
มิวเกาหัวแล้วยิ้ม “ฉันสัญญา ว่าถ้าฉันได้งาน ฉันจะไม่หนีไปไหนเร็วจนเธอยังคิดว่าฉันโกหก”
“สัญญาแบบนี้ฉันไม่ค่อยเชื่อ” เธอว่า แล้วยกมุมปาก “แต่ฉันเชื่อว่าถ้าเธอได้งานดีๆ เธอจะโทรมาบอกฉัน คนที่ไม่บอกเพื่อนคือคนที่ชอบเซอร์ไพรส์มากเกินไป”
การพูดคุยเหมือนเล่นมุขทำให้ความใกล้ชิดค่อยๆ แตกหน่อ มิวเริ่มรับหน้าที่เล็กๆ อย่างเช็ดฝุ่นชั้นบนสุดที่เธอไม่เคยขึ้นไปทำเอง เขามักหาเหตุผลว่าทำไมต้องนำกล่องลงมาจากชั้นสูง ทั้งที่ความจริงคือเขาอยากเห็นรอยแผลจากแสงไฟที่ส่องผ่านหน้าต่างตอนเช้าในสายตาเธอ
คืนหนึ่งที่ร้านปิดช้ากว่าปกติ ฝนแทรกเสียงลงบนหลังคา และนารานั่งดูการแกะกล่องหนังสือใหม่ มิวยืนอยู่ใกล้ๆ กับเธอ เขาทำใบหน้าจริงจังแล้วหยิบกล่องบรรจุช็อกโกแลตขึ้นมาจากกระเป๋า
“อะไรน่ะ” เธอเงยหน้า
“ของจากแม่” เขาพูดอย่างลังเล แต่ก็ยังวางช็อกโกแลตลงบนโต๊ะ “แม่อยากให้ฉันกินของหวานเวลาเครียด”
นารายิ้มน้อย “ฉันคิดว่าเธอกินของหวานเวลาไม่เครียดด้วยซ้ำ”
มิวหัวเราะ แล้วหันมามองชั้นหนังสือ “เธออยากเปิดร้านนี้นานเท่าไหร่”
คำถามทำให้เธอเงียบไปครู่หนึ่ง เธอเช็ดมือบนผ้าก่อนจะวางลง “จนกว่าความทรงจำจะเริ่มเรียงหน้าใหม่”
มิวมองเธอ กะพริบตาช้าๆ “แล้วถ้าวันหนึ่งมีคนมาซื้อร้านของเธอเพื่อสร้างคอนโดสูง เธอจะทำยังไง”
นาราพยักหน้าเหมือนไม่ตกใจ “ฉันจะเซ็นชื่อให้ ถ้าคนคนนั้นมีแผนที่จะทำให้พื้นที่ยังคงมีหนังสือให้คนอ่าน”
มิวอมยิ้ม “คำตอบเหมือนกับคนที่ตั้งใจทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน”
“หรือหวังมาก แต่กลัวแสดงออก” เธอตอบ พลางหันมาตบไหล่มิวเบาๆ “หยุดคิดมากได้แล้ว ไปล้างมือก่อนแล้วช่วยฉันวางชั้นหนังสือเล่มใหม่”
มิวล้างมือแล้วกลับมาโดยไม่ได้พูด แต่การอยู่ด้วยกันแบบนั้น มีเสียงของคนสองคนแกะหนังสือ เสียงปกกระทบกัน และเสียงลมหายใจที่ผ่อนลงเมื่อได้อยู่ใกล้ มันเก็บสะสมความเงียบที่ไม่อึดอัด แต่เต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่ได้พูด
บางครั้งความใกล้ชิดก็แฝงด้วยความเงียบที่หนักเท่าก้อนหิน มิวรู้สึกถึงบางอย่างที่ค่อยๆ พอกตัวขึ้นเมื่อยามที่นาราเงียบ เขาเริ่มสังเกตการกระทำเล็กๆ ของเธอ เช่นวิธีที่เธอถอนหายใจเมื่อฝนตกหนัก หรือการที่เธอวางมือบนหน้าปกหนังสือก่อนจะวางลงชั้นเสมอ เขาไม่เข้าใจว่าเมื่อไรความรู้สึกจะเปลี่ยนจากความห่วงใยเป็นสิ่งอื่น
“เธอเงียบไปทำไม” นาราถามครั้งหนึ่งตอนเช้า กลิ่นกาแฟอ่อนๆ ฟุ้งอยู่ในอากาศ
“คิดอยู่” มิวตอบสั้นๆ แล้วจ้องไปที่หน้าต่าง “เรื่องงาน”
“ถ้าเธอได้งานที่ต่างเมืองล่ะ” เธอถามพยามทำเสียงเบาเท่าการหยดน้ำ
มิวสูดหายใจลึก “ถ้าเป็นงานที่ดี ฉันคงไป”
เธอเงียบไปอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลือกตาของเธอสั่น เม็ดกาแฟบนโต๊ะยังคงทิ้งกลิ่นที่คุ้นเคยไว้ เขารู้สึกว่าคำตอบนั้นไม่ใช่แค่การยอมรับงาน แต่มีความหมายต่อชีวิตประจำวันของเธอมากกว่านั้น
เดือนถัดมา มิวได้รับข้อเสนอทำงานในเมืองที่ใหญ่กว่า ใกล้ตึกสูงและแสงนีออน มากเกินพอที่จะทำให้เขาทึ่ง แต่เหนือกว่านั้นคือเงินเดือนที่ทำให้ครอบครัวของเขาหวัง นักข่าวในใจเขาคำรามว่าจะต้องลองดูสักครั้ง
“ฉันคิดว่าเธอไม่ควรปิดทาง” นาราพูดเมื่อมิวบอกเรื่องข้อเสนอ เธอใช้เวลาเลือกคำเหมือนคนที่กลัวจะทำแก้วแตก “เธอควรไปดูโลกกว้าง เผื่อจะเจอสิ่งที่ทำให้เธอได้หายใจลึกๆ”
มิวยิ้มเล็กๆ “ฉันคิดว่าเธออยากให้ฉันไปโผล่ในหนังสือที่เธอขาย”
เธอทำหน้าเหมือนกำลังใจแข็ง “ถ้าเธอไป ก็โทรมาบอกฉันว่าเมืองนั้นเป็นอย่างไร อย่าลืมร้านเล็กๆ บนถนนที่เธอมีสิทธิ์คิดถึงตอนกลางคืน”
มิวไม่ตอบทันที เขาจัดปกหนังสือพลางมองนาฬิกา มือที่เขาเคยจับปากกาแทนคำพูดสั่นเล็กน้อย คำว่า “คิดถึง” วนเวียนอยู่ในหัวเขาเหมือนโน้ตเพลงที่ยังไม่ได้ทำนอง
หลายคืนก่อนการตัดสินใจ มิวขับรถวนรอบเมือง เขาหยุดที่สะพานหนึ่งมองแสงสะท้อนในน้ำ เขารู้สึกว่าการไปหรืออยู่เป็นสิ่งที่หนัก เขาจำได้ว่าในวัยเด็กเขาเคยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ปล่อยโอกาส ด้านหนึ่งเป็นเสียงแม่บอกให้มั่นคง อีกด้านหนึ่งเป็นภาพนารายืนอยู่หลังเคาน์เตอร์หนังสือ สองเสียงนั้นรวมกันจนเขาอยากร้อง
“ตัดสินใจแล้วหรือยัง” นาราถามเงียบๆ ในวันสุดท้ายก่อนเขาจะตอบรับงาน
มิวหันมามองหน้าเธอ เห็นดวงตาของเธอสั่นคล้ายใบไม้ “ยัง”
“อย่าหยุดฝันเพราะกลัว” เธอบอก แล้วถอนหายใจ “แค่… อย่าลืมฉัน”
คำว่าอย่าลืมเหมือนมีดที่คม เขาได้แต่ขอเวลาเพื่อตัดสินใจ เขาเห็นรอยยิ้มของเธอที่พยายามปกปิดความกังวล เขาเห็นมือที่ยังคงจับปกหนังสือเหมือนการยึดเหนี่ยว
ในที่สุดมิวตัดสินใจรับงาน เขาอยากรู้ว่าตัวเองจะเติบโตจนสามารถกลับมารับผิดชอบความหวังได้หรือไม่ เขาเลือกสิ่งที่ทำให้หัวใจหวนน้อยๆ และบอกกับนาราอย่างช้าๆ “ฉันจะไป”
เธอไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย แต่มือทั้งสองข้างหยุดจากการทำงาน เหมือนว่าทันใดความเงียบทำให้ทุกอย่างหนักขึ้น
“ฉันดีใจสำหรับเธอ” เธอพูดสุดท้าย แล้วประกบฝ่ามือเข้าด้วยกัน “ไปให้ดี แล้วกลับมาบอกฉันว่าที่นั่นเป็นยังไง”
หลังจากที่เขาจากไป ร้านหนังสือยังคงมีลูกค้า แต่มีช่องว่างเล็กๆ ที่คนอื่นเติมไม่ได้ นาราเรียนรู้การจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง เธอเริ่มส่งจดหมายบ่อยขึ้นถึงมิว แม้จะไม่ได้คาดหวังคำตอบทันที แต่เธออยากให้เขารู้ว่าเธอยังอยู่ในมุมที่คุ้นเคยของเมืองนี้
มิวส่งข้อความกลับแบบระยะ ๆ บอกเรื่องงาน เรื่องร้านกาแฟที่เขาพบ และบอกเรื่องคนในออฟฟิศที่ชอบเล่านินทา เขาเล่าทุกอย่างด้วยมุขเสียดสีเพื่อให้เธอหัวเราะ แต่บางคืนเขาก็เขียนจดหมายยาวๆ ซึ่งเขาไม่เคยส่ง เพราะความกลัวจะทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป
ระยะทางทำให้ทั้งคู่ได้เห็นด้านต่างของกัน นาราเริ่มสังเกตว่ามิวเปลี่ยนไปในวิธีคิด เขาเปิดรับโลกกว้างมากขึ้น เขาเริ่มมีความมั่นใจเมื่อคุยกับลูกค้าที่เธอเคยขอให้เธอช่วยแนะนำ แต่เขากลับรู้สึกห่างจากบางสิ่งที่เขาไม่รู้ชื่อในใจ
“คืนนี้สต็อกหนังสือบางส่วนหมด” นาราโทรหาเขาในคืนหนึ่ง “เธอจะกลับเมื่อไหร่”
“ยังไม่แน่” มิวตอบแล้วหัวเราะแหบๆ “แต่ฉันจะกลับเมื่อมีวันหยุด”
“ฉันอยากให้เธอกลับเพราะมีคนมาหาฉันแล้วถามถึงเธอ” นาราบอก และเสียงของเธอมีพลังแปลกๆ ที่ไม่เคยมีในสาย
“ใครล่ะ”
“คนที่บอกว่าชอบฟังมุขของนายตอนเธอเหนื่อย”
มิวหัวเราะจริงจังกว่าเดิม “อื้อ คนแปลกดี”
เวลาผ่านไปราวกับใครหมุนแคว้น หน้าร้านยังคงเต็มไปด้วยพนักงานจิตอาสาที่มาช่วยจัดงานลงชื่อ และเวลากลางคืนที่เธอคุ้นเคย แต่เธอเริ่มรู้สึกว่าฝุ่นบนชั้นหนังสือหนักขึ้นเมื่อไม่มีมิวคอยปัดให้เงียบ
ชีวิตของมิวที่เมืองใหญ่ก็ไม่ต่างไปจากการทดลอง เขาต้องปรับตัวทำงานที่ต้องคุยกับคนไม่รู้จัก เขาเรียนรู้การประชุมออนไลน์ เขาเรียนรู้ว่าการมีเงินมากขึ้นทำให้อุ่นใจ แต่ก็ไม่อุ่นเท่ากาแฟที่ใครสักคนชงให้ตอนเช้า
หนึ่งเดือนก่อนที่มิวจะมีวันหยุดยาว เขาได้ตั๋วกลับมาบ้าน มีเวลาเพียงสั้นๆ เพื่อเยือนร้านหนังสือและนั่งเฉยๆ กับเธอ มิวตื่นเต้นและกลัวในเวลาเดียวกัน เขาไม่แน่ใจว่าการกลับมาจะทำให้ทุกอย่างเหมือนเดิม หรือทำให้ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ปะทุ
เมื่อประตูร้านเปิด มิวเห็นนารายืนอยู่ตรงเดิม เธอเปลี่ยนไปนิดๆ จากคนที่เขาจำได้ แต่ก็ยังเป็นคนเดิม สายตาเธอราวกับรอยยิ้มที่แอบซ่อนอยู่ในดวงตา
“ยินดีต้อนรับกลับ” เธอพูดเสียงเบา แต่ทุกคำมีน้ำหนัก
มิวเดินเข้ามาใกล้แล้วกอดเธอ สั้นและโดยไม่ประกาศความหมาย พอเหยียดอกไว้สั้นๆ ทั้งคู่รู้สึกถึงแรงอบอุ่นที่ขาดไปนาน
“ฉันคิดถึงที่นี่” เขาพูดในลมหายใจใกล้ใบหูเธอ
“ที่นี่ก็ยังเหมือนเดิม” เธอตอบ แต่มือที่ยังแตะเสื้อเขาสั่นน้อยๆ
วันนั้นทั้งสองนั่งพูดคุยเหมือนครั้งก่อนๆ แต่มีสาระมากขึ้น ทั้งคำถามและความเงียบสลับกันอย่างกลมกลืน มิวเล่าเรื่องการเดินทางในเมืองใหญ่ นาราเล่าเรื่องลูกค้าใหม่และเด็กนักเรียนที่ค้นพบความรักในวรรณกรรมคลาสสิก
“เธอคิดถึงอะไรที่สุด” นาราถามในช่วงหัวค่ำ ขณะที่ไฟสลัวในร้านทำหน้าที่เป็นพยาน
มิวมองไปรอบๆ เห็นชั้นหนังสือที่มีชื่อของคนอ่านเขียนติดไว้ เขาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาแตะหน้าปกอย่างไม่ตั้งใจ “การมีคนที่เข้าใจว่าจะเธอจะเก็บอะไรไว้”
“เข้าใจว่าฉันเป็นคนยังไงนะ” เธอเสริม แล้วหัวเราะเบาๆ “นั่นฟังดูเหมือนคำตอบที่เธออ่านจากหนังสือ”
มิวทำหน้าเหมือนกำลังจะพูดอะไร แต่คำนั้นกลับติดอยู่ที่ลิ้น เขาได้แต่ยิ้มและหันหน้าไปมองนอกหน้าต่าง ฝนพรำอีกครั้งเหมือนจะย้ำเตือนว่าเวลาไม่เคยหยุด
คืนก่อนที่มิวจะกลับ เขาเดินมาหาเธอช้าๆ “ฉันจะกลับไปในวันพรุ่งนี้”
เธอไม่พูดอะไร แต่ดวงตาเธอสั่น และริมฝีปากขบกันเล็กน้อย “กลับไปแล้วจะเป็นยังไง”
มิวคว้าช้อนชามาตั้งไว้ข้างๆ มือเธอ เหมือนการยึดเหนี่ยว “ฉันไม่รู้ แต่ฉันอยากให้เวลาที่ฉันกลับ มันทำให้เธอยิ้มมากขึ้น ไม่ใช่เหงา”
ความสารภาพนั้นไม่ได้ออกเป็นคำว่า ‘รัก’ แต่การกระทำและคำเล็กๆ นั้นหนักแน่นพอ ทว่ามันก็พังทลายในคืนต่อมาที่เขาต้องกลับไปเมืองใหญ่
หลังจากมิวกลับไป ระยะห่างกลับมาเป็นพังงาที่ร้าว ทั้งคู่สื่อสารน้อยลงเพราะงานของมิวรัดตัวมากขึ้น นาราพบว่าตัวเองเขียนจดหมายแล้วไม่ส่งเพราะกลัวว่าเสียงของเธอจะฟังดูย้ำคิดย้ำทำ แต่ในวันที่ลูกค้าหนุ่มถามหาเขา เธอก็ยังตอบว่าเขาไปทำงานต่างจังหวัด
วันหนึ่งมีผู้จัดงานวรรณกรรมโทรศัพท์มาที่ร้านถามถึงมิว พวกเขาต้องการเชิญเขาไปพูดในงานใหญ่ มิวรับคำเชิญโดยไม่ปรึกษาใคร และข่าวนี้ถูกส่งต่อไปยังนารา ผ่านสายลมที่เธอรับรู้เป็นคำเรื่องเล็กๆ ในท้องถนน
นารารู้สึกเหมือนถูกผลักให้ยืนหน้าผา เธออยากดีใจ แต่หัวใจกลับพะว้าพะวงว่าเวลาที่มิวห่างจากเธอจะทำให้คนอื่นเห็นความเป็นเขาชัดขึ้นมากกว่าที่เธอได้เห็น
“ฉันดีใจนะ” เธอบอกเมื่อมิวโทรมาบอกข่าว แต่น้ำเสียงของเธอสั่นจนได้ยินได้ชัด
“จริงเหรอ” มิวตอบเสียงตื่นเต้น “ฉันอยากให้เธออยู่ตรงนั้นด้วย”
“ฉัน… ฉันคงไปไม่ได้” เธอตอบด้วยเหตุผลที่เขาก็รู้ว่าเป็นเรื่องงานร้านและเงินทุน แต่ใต้คำพูดนั้น มีความไม่มั่นใจว่าตัวเองเหมาะกับโลกที่เขากำลังก้าวไป
มิวเงียบไปครู่หนึ่ง “ฉันเข้าใจ”
การตอบรับแบบสั้นๆ ของเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีระยะห่างเพิ่มขึ้นอีกนิด เธอเริ่มสังเกตว่าการที่หนึ่งคนไปไกลขึ้น อาจหมายถึงการพบคนที่เข้าใจงานของเขาในแบบที่เธอไม่เคยเป็น
ระยะเวลาเปลี่ยนสิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่ไม่เคยตั้งใจ: มิวเริ่มได้รับคำชมจากสังคมวรรณกรรม เขาได้พูด ได้พบปะ ได้ถ่ายรูปในบรรยากาศที่แฟลชจับ แต่กลับไม่รู้ว่าความสุขที่เขามี กลับเป็นความรู้สึกที่เจ็บที่ไม่ได้ถ่ายทอดกลับไปยังคนที่อยู่ในมุมมืดของร้านหนังสือเล็กๆ
ในค่ำคืนหนึ่งเมื่อการงานของมิวยุ่งจนเขาแทบไม่มีเวลาหายใจ เขาได้รับข้อความจากนาราเพียงแค่สองบรรทัด: “ฉันเห็นรูปของเธอในแมกกาซีน” และรูปหัวใจหนึ่งดวง นั่นทำให้เขาหยุดนิ่ง เขาคิดถึงคำพูดที่ไม่ได้พูด และคำถามที่เขาไม่เคยถามตัวเอง
มิวตัดสินใจบินกลับโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า เขาไม่มองแค่ข่าวและความสำเร็จ เขาต้องการที่จะแก้ไขช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา เมื่อเขามาถึงร้าน เธอกำลังจัดหนังสือเหมือนเดิม แต่มีเงาใต้ตาเขียวเล็กน้อย
“ทำไมกลับมา” เธอถามเสียงละเอียด แต่น้ำเสียงกลับไม่แข็งเหมือนก่อน
“เพราะฉันคิดว่าฉันผิด” เขาตอบ แล้วกลืนน้ำลาย คล้ายว่าตัดสินใจว่าจะพูดหรือไม่พูด “และฉันอยากรู้ว่า… เธอยังรอฉันไหม”
เธอเงียบไปนานจนเสียงของหน้าปกกระทบกันดังขึ้น “ฉันไม่เคยรอเธอเป็นเพียงคนเดียว” เธอตอบในที่สุด “ฉันรอคนที่อยู่ด้วยฉันได้ไม่ใช่แค่ในรูปถ่าย”
มิวรู้สึกว่าคำพูดนั้นตัดผ่านอกของเขา แต่เขาก็รู้ว่ามันไม่ใช่คำด่าที่ต้องโต้กลับ มันเป็นคำเตือนที่หนักแน่น
“ฉันอยากอยู่กับเธอ” มิวพ่นออกมา ก่อนที่จะล้มตัวลงบนเก้าอี้ด้านหน้า “ไม่ใช่เพียงช่วงสั้นๆ แต่ฉันอยากรู้ว่าฉันสามารถเป็นคนที่เธอพึ่งพาได้ไหม”
นารามองหน้าเขานาน “ฉันกลัว” เธอยอมรับคำเดียวโดยไม่สังเกตว่าเธอกล่าวออกมาอย่างไร “กลัวว่าถ้าฉันเปิดใจไป แล้วเธอจะพบว่าโลกของเธอกว้างเกินกว่าจะกลับมา”
มิวค่อยๆ ลุกขึ้น มองเธออย่างจริงจัง “ฉันไม่ได้มาบอกให้เธอหยุดทำความฝันของตัวเอง” เขาวางมือบนโต๊ะอย่างช้าๆ “แต่ฉันอยากให้เธอเห็นว่าฉันจะอยู่ที่นี่ ถ้าฉันไม่ถูกไล่ตามโดยความอยากอื่น”
ความเงียบทอดยาวในร้านหนังสือทั้งคืน เหมือนทุกหนังสือฟังคำพูดของพวกเขาอย่างตั้งใจ นาราสัมผัสได้ถึงความเป็นไปได้และความเสี่ยงที่แนบอยู่ด้วยกัน เธออยากยอมรับความเสี่ยง แต่ก็ไม่เต็มใจจะล้มเหลวต่อหน้าคนที่เธอเป็นเพียงเพื่อนมานาน
เดือนต่อมาทั้งสองเริ่มทดลองวิธีที่เรียกว่า “ร่วมมือ” มิวขอเวลางานให้ลดลงเพื่อใช้สลับเวรกับนารา เขามาเยี่ยมร้านในวันเสาร์และอาทิตย์ เขาช่วยจัดกิจกรรมเล็กๆ เช่นค่ำคืนอ่านหนังสือและการแลกเปลี่ยนหนังสือเก่า นาราพบว่าการมีเขาอยู่บ่อยๆ ทำให้ลูกค้ายิ้มและช่วยเติมพลังให้เธอ
“ทำไมเธอถึงทำขนาดนี้” เธอถามวันที่พวกเขาจัดงานแลกหนังสือครั้งที่สอง แขกนั่งเต็มห้องและมีเสียงหัวเราะประปราย
มิวมองไปรอบๆ มุมที่แสงไฟทำให้หน้าเธอดูอบอุ่น “ฉันคิดว่าฉันอยากได้สิ่งนี้ในชีวิต” เขาหยุดมองหน้าเธอ “และฉันไม่อยากทำให้มันหายไป”
เธอหัวเราะและตอบอย่างเล็กน้อย “คำตอบนี้เป็นคำตอบของคนที่เติบโตจากหนังสือจริงๆ”
ทั้งสองมีเรื่องผิดพลาดกันบ้าง เช่นวันที่มิวลืมปิดไฟหน้าร้านจนสินค้าเปียกฝน หรือวันที่เธอเผลอพูดเรื่องที่มิวไม่อยากให้คนอื่นรู้ แต่พวกเขาก็ตัดสินใจยอมรับความผิดและหัวเราะไปด้วยกัน ความไว้ใจค่อยๆ ถูกสร้างผ่านการแก้ปัญหาเล็กๆ และการยอมรับข้อบกพร่องของกันและกัน
แต่วิวก็ยังมีบาดแผลจากอดีตที่สั่นไหว บางคืนนอนคนเดียว เขาจะตื่นขึ้นมากลางดึกและนึกถึงการตัดสินใจผิดในวัยเรียน ซึ่งทำให้เขาสูญเสียเพื่อนบางคน เขากลัวการทำผิดซ้ำอีกครั้ง กลัวว่าความสัมพันธ์จะพังลงจากการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบ
“ฉันกลัวว่าถ้าฉันรักเธอ มันจะเหมือนการบาดเจ็บเดิม” มิวพูดกับนาราในคืนหนึ่ง ขณะที่พวกเขานั่งบนพื้นหลังร้าน อ่านหนังสือเงียบๆ
นาราหยุดหน้าเขา แล้วเอื้อมมือแตะไหล่เขาเบาๆ “แล้วถ้ามันเป็นอย่างนั้นล่ะ” เธอถาม “เธอจะหยุดไหม”
มิวไม่ได้ตอบทันที แต่การนิ่งของเขาพูดแทนว่าเขาเลือกทางที่ยากกว่า “ฉันจะพยายามทำให้มันดีกว่า”
นารามองเขาแล้วยิ้มเล็กๆ เธอรู้ว่าเขาตั้งใจจริง เธอเองก็มีความกลัวของตัวเอง: กลัวว่าการเปิดใจจะนำเอาบาดแผลเก่าๆ มาให้เธอแบกรับ และกลัวว่าจะกลายเป็นคนที่ต้องรอเสมอ แต่เธอก็เลือกที่จะเป็นคนที่ให้โอกาส มันไม่ใช่เพราะความมั่นใจทั้งหมด แต่เพราะเธอเชื่อว่าคนสองคนสามารถสร้างความเป็นไปได้ร่วมกันได้
เมื่อเวลาผ่านไป การเติบโตของทั้งคู่เริ่มชัดเจน พวกเขาเรียนรู้การสื่อสารที่นุ่มนวลกว่าเดิม มิวเรียนรู้ที่จะบอกความต้องการโดยไม่ดันความคาดหวังจนเกินไป นาราเรียนรู้ที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงโดยไม่ยอมละทิ้งตัวเอง ทั้งสองเก็บรายละเอียดเล็กๆ เช่นมิวชอบแสงแดดตอนเช้า และนาราชอบขนมปังปิ้งที่กรอบหน่อย ซึ่งกลายเป็นรหัสความรักแปลกๆ ระหว่างพวกเขา
ครั้งหนึ่งเมื่อร้านถูกเสนอให้เป็นสถานที่ทำโปรเจกต์เล็กๆ ของมหาวิทยาลัย มิวกับนาราต้องตัดสินใจร่วมกันว่าจะรับหรือไม่ รับโปรเจกต์นั้นหมายถึงร้านจะถูกแปลงพื้นที่เล็กน้อย แต่จะได้รับเงินทุนที่ช่วยให้พวกเขาจัดกิจกรรมได้มากขึ้น
“ฉันกลัวว่าถ้ารับไปแล้วร้านจะเปลี่ยนไป” นาราพูด แล้วงับริมฝีปาก “เหมือนเวลาที่คนมาคืนสิ่งที่ไม่ใช่ของเขา”
มิวจับมือเธอ “แต่ถ้าเราเลือกอย่างรอบคอบ เราอาจทำให้ร้านดีขึ้นโดยไม่เสียความเป็นตัวเอง”
การตัดสินใจนี้เป็นบททดสอบ ความเห็นไม่ตรงกันทำให้เงื่อนไขของพวกเขาสัมผัสกันอย่างชัดเจน แต่พวกเขาก็ไม่ปล่อยให้ความแตกต่างกลายเป็นปัญหาใหญ่ พวกเขาคุย ยอมรับ และหาทางกลางจนได้ข้อสรุปร่วมกัน
วันหนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่ออดีตคนรักของมิวกลับมาที่เมือง เขามาหานัดคุยเรื่องงานแล้วบังเอิญเจอนาราในร้าน อดีตคนรักของมิวมีรอยยิ้มที่อบอุ่นและพูดคุยด้วยความเป็นมิตร แต่สายตาที่เธอส่งให้นาราทำให้นาราตกใจเล็กน้อย เสียงหัวเราะของอดีตคนนั้นเหมือนมีความทรงจำที่มิวเคยเก็บไว้ และเธอก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นเพียงคนใหม่หรือแค่คนนอก
มิวสังเกตความเปลี่ยนแปลงในมุมของนารา เขาพาอดีตคนนั้นออกไปคุยอย่างสุภาพ แต่หัวใจเขาก็ปิดบังบางอย่างเพราะกลัวการแสดงออกที่ทำให้นาราเจ็บ
หลังจากคืนนั้น นาราเก็บตัวไปหลายวัน เธอพยายามทำงาน แต่สายตาของเธอมักหลุดไปมองที่มุมที่มิวชอบนั่ง ทั้งที่มิวยังอยู่ในร้าน มันเป็นความรู้สึกที่แปลกและเจ็บปวด เธอไม่แน่ใจว่าตัวเองควรพูดหรือเก็บ ความลังเลทำให้ทั้งคู่รู้สึกห่างอีกครั้ง
“ฉันไม่อยากเป็นปัญหาให้เธอ” เธอบอกในคืนหนึ่งเมื่อมิวพยายามถามเหตุผล
มิวจับมือเธอแน่น “เธอไม่ใช่ปัญหา”
เสียงนั้นหนักแน่นกว่าคำพูด มันเป็นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาว่าตัวเขาเลือกที่จะอยู่ นาราหยุดมองมือที่เขาจับไว้ แล้วค่อยๆ วางหัวลงบนไหล่เขา การยอมรับนี้ไม่ได้เกิดจากคำพูด แต่เกิดจากการกระทำซ้ำๆ จนกลายเป็นความเชื่อ
ปัญหาใหญ่สุดมาถึงเมื่อวันหนึ่งผู้ลงทุนเจ้าเดิมกลับเข้ามาใหม่ คราวนี้มีข้อเสนอใหญ่ว่าจะซื้อพื้นที่ติดกันเพื่อเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟแฟรนไชส์ นาราต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่หนัก: ถ้าขายพื้นที่ ร้านจะมีเงินมากพอจะขยายกิจการและช่วยชีวิตการเงิน แต่เธอก็เกรงว่าจะสูญเสียบรรยากาศเดิมๆ ที่เป็นหัวใจของร้าน
มิวยืนอยู่ข้างเธอในเวลานั้น เขาไม่ได้บอกให้ขายหรือไม่ขาย เขาพูดแต่คำถามที่ช่วยให้เธอคิดได้ชัดขึ้น “อะไรที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอ”
นาราพิจารณานานจนปากแห้ง “ฉันอยากให้คนยังคงเข้ามาแล้วรู้สึกว่าเป็นคนที่บ้าน ไม่ใช่แค่ลูกค้าที่เราต้องการกำไรจากเขา”
การตัดสินใจนี้ทำให้พวกเขาต้องต่อสู้กับแรงกดดันภายนอก ทั้งเสียงจากเพื่อนที่บอกว่ารับข้อเสนอจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ง่าย และเสียงจากลูกค้าที่มองว่าร้านคือพื้นที่ปลอดภัย พวกเขาต้องเลือกว่าจะรักษาหัวใจของร้านไว้ หรือแลกกับความมั่นคงทางการเงิน
หลายคืนที่ทั้งคู่พูดคุยหนักถึงเช้าตรู่ พวกเขาแบ่งงานที่ต้องทำ วิเคราะห์ และทำบัญชีอย่างละเอียด จนทั้งสองรู้ว่าการรักษาสิ่งที่สำคัญต้องใช้ความพยายามมากกว่าการขายอย่างง่ายๆ
“ถ้าเรายอมเปลี่ยนไปบ้าง แต่ยังคงรักษาสิ่งที่เป็นแก่นไว้ล่ะ” มิวเสนอ “เช่น ทำมุมกาแฟเล็กๆ ที่เราเป็นเจ้าของเอง ไม่ใช่แฟรนไชส์ใหญ่”
นารายิ้มบาง “ฉันคิดแบบนี้เหมือนกัน”
พวกเขาตกลงกันด้วยแผนที่ต้องเหนื่อย ทั้งสองทำงานมากขึ้น ฝึกการทำกาแฟ เรียนรู้การตลาดเล็กๆ และปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นมิตร แต่ยังคงมีมุมหนังสือที่ไม่แตะต้อง พวกเขาเรียงหนังสือเหมือนเดิม แขวนโปสเตอร์จากนักเขียนท้องถิ่น และจัดกิจกรรมอ่านหนังสือเหมือนใจเดิม
การเลือกนี้ไม่ใช่ทางที่ง่าย แต่เมื่อเรื่องราวคลี่คลาย ลูกค้าหลายคนกลับมีส่วนร่วมด้วย ทั้งการบริจาคหนังสือและการเป็นอาสาสมัครช่วยในงาน ทำให้ร้านกลับมาเติบโตในรูปแบบที่อบอุ่น และทั้งคู่ได้เรียนรู้ว่าการรักษา ‘หัวใจ’ ของร้าน จำเป็นต้องมีการปรับตัวอย่างเข้าใจ
ช่วงเวลานั้น ทั้งคู่ใกล้กันมากขึ้น พวกเขาเริ่มพูดถึงอนาคตร่วมกันอย่างไม่ค่อยอ้อมค้อม นาราพูดถึงความฝันที่จะขยายมุมเด็กเพื่อให้เด็กได้อ่านในที่ที่ปลอดภัย มิวพูดถึงความอยากมีเวลากลับมาช่วยร้านมากขึ้น ทั้งสองไม่ได้สาบานว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่พวกเขาให้คำมั่นว่าจะพยายามรักษาสิ่งที่ดีกับความจริงใจ
จนมาถึงคืนหนึ่ง เมื่อลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งเข้ามาในร้านและยืนมองทั้งสองแล้วเอื้อมมือออกมา “ผมสังเกตเห็นพวกคุณทั้งคู่มานานแล้ว” เขาพูดอย่างอ่อนโยน “ผมอยากบอกว่าพวกคุณทำให้เมืองนี้อบอุ่นขึ้น”
ทั้งสองหน้าร้อนขึ้นด้วยความเขิน แต่ความรู้สึกที่แฝงอยู่ไม่ใช่เรื่องอาย แต่มันเป็นหลักฐานของสิ่งที่พวกเขาร่วมกันสร้าง การรับรู้จากบุคคลภายนอกยืนยันว่าทางเลือกที่เหนื่อยของพวกเขามีความหมาย
เดือนต่อมา มิวตัดสินใจลดชั่วโมงงานในเมืองใหญ่และย้ายมาทำงานแบบ remote ให้มากขึ้น ทั้งสองเริ่มลงทุนเวลาที่แท้จริงร่วมกัน เขามาเป็นเพื่อนร่วมชีวิตแบบที่ไม่ต้องประกาศคำรักยิ่งใหญ่ แต่แสดงด้วยการตื่นเช้าเพื่อชงกาแฟให้เธอ และนาราให้ที่ว่างในใจของเธอเมื่อเวลาที่มิวต้องเผชิญกับความเครียด
ความสัมพันธ์ของพวกเขามีทั้งหัวเราะ ไม่น้อย ทะเลาะที่ไม่มีใครชนะ และการคืนดีกันที่ทำให้ทั้งคู่เข้าใจกันมากขึ้น การเติบโตไม่ได้เกิดจากคำสั่ง แต่จากการเรียนรู้ที่จะรับฟังและยอมรับข้อเสียของกันและกัน
แล้ววันหนึ่งมิวหยิบกล่องจดหมายเก่าๆ ที่พวกเขาเคยเก็บไว้มาวางก่อนนอน เขาเปิดซองจดหมายหนึ่งที่เขียนว่า “ถ้าทุกอย่างพัง ให้หาจุดเริ่มต้นใหม่” เขามองนาราในแสงไฟ แล้วพูดอย่างช้าๆ “เราจะเริ่มใหม่ด้วยกันไหม”
นาราไม่ตอบทันที เธอยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ แล้ววางลงอย่างตั้งใจ “ถ้าเริ่มใหม่หมายถึงเราเห็นกันและกัน และยอมรับความจริงของคนที่เราเป็น ฉันก็พร้อม”
มิวยิ้มจนตาหยี “ฉันก็พร้อม”
วันนั้นไม่มีคำพูดหวานกรอกหูนักหรือการสาบานยิ่งใหญ่ มีเพียงช้อนกาแฟที่คนสองคนใช้เวลาขัดถ้วยชามร่วมกัน เสียงหวีดของเตาหอมปัง และเสียงหัวเราะเบาๆ ที่หลุดออกจากปากทั้งคู่ มันเป็นการเริ่มที่เรียบง่าย แต่หนักแน่น
หลายปีต่อมา ร้านหนังสือนั้นยังคงตั้งอยู่บนถนนย่านเก่า ใครผ่านไปมาก็ยังเห็นป้ายไม้ที่มีตัวหนังสือสีซีด แต่ข้างในกลับอบอุ่นไปด้วยผู้คนและเรื่องราว วันหนึ่งมีเด็กสาวเดินเข้ามาแล้วถามนาราเสียงตรงๆ “อาจารย์น่ะ รู้ไหมว่าฉันอยากเป็นนักเขียน”
นารายิ้ม พลางมองมิวที่ยืนจัดชั้นหนังสืออยู่ใกล้ๆ “ฉันเชื่อว่าเธอทำได้”
เด็กคนนั้นยิ้มกลับ “และคุณทั้งคู่… คุณยังหัวเราะกันเหมือนวันแรกเลย”
มิวเงยหน้าแล้วยิ้ม “เรารักษาเผลอๆ ไว้ มันเลยไม่หาย”
นารามองเขาแล้วเอื้อมมือบีบเบาๆ “บางทีการที่เราอยู่ด้วยกัน มันก็เหมือนการพยุงหนังสือที่ยืนไม่ตรงชั้น เราไม่ต้องเป็นคนเดียวที่เก่งทุกอย่าง แต่เราเป็นคนที่ช่วยกันให้มันยืนตรง”
เด็กสาวหัวเราะอย่างบริสุทธิ์ แล้วหยิบหนังสือออกจากชั้น ดวงตาของมิวและนารามองกันด้วยความเข้าใจที่ไม่ต้องมีคำบรรยาย ความรักของพวกเขาไม่ได้เป็นดอกไม้ที่บานอย่างฉับพลัน แต่มันคือชั้นหนังสือที่ถูกเรียงใหม่อย่างระมัดระวัง ทั้งสองเฝ้าดูแลกัน เติมช่องว่างด้วยการกระทำเล็กๆ ทุกวัน
เสียงฝุ่นที่ถูกปัดออกจากปกหนังสือ เสียงประตูที่ดังเบาเมื่อมีลูกค้าเข้ามา และเสียงหัวเราะที่หลุดออกมาเป็นจังหวะเกือบทุกวัน เป็นภาพจำที่คนในย่านจะไม่ลืม ทั้งสองไม่ได้เป็นคนที่สมบูรณ์แบบ แต่พวกเขาเรียนรู้กันจนกลายเป็นคนที่สามารถยืนเคียงข้างกันได้
ค่ำคืนสุดท้ายของเรื่องราวนี้ มิวกับนารายืนอยู่หน้าร้าน จ้องไปที่ไฟถนนที่ส่องผ่านกระจก เขาจับมือเธอแน่นกว่าทุกครั้งก่อนหน้านี้ ทั้งสองรู้ว่าหนทางข้างหน้าอาจมีอุปสรรค แต่ทั้งคู่พร้อมจะเดินไปด้วยกัน
“บางที” นาราพูดเบาๆ “สิ่งที่เราตามหามาตลอดคือคนที่ยอมอยู่กับรอยหยักในหนังสือ ไม่ใช่หน้าปกที่สวยที่สุด”
มิวยิ้มจนแก้มยกขึ้น “ใช่ และฉันคิดว่าเราสองคนกำลังเขียนหน้าต่อไปด้วยกัน”
เสียงลมพัดผ่านหน้าร้าน ทำให้กลิ่นฝุ่นและกาแฟผสมกันเหมือนเพลงเก่า ทั้งสองหัวเราะอย่างเงียบๆ และมองกันด้วยสายตาที่ไม่ต้องพูดอะไรอีกต่อไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ใช่เทพนิยาย แต่เป็นนิยายที่ถูกเขียนด้วยความจริงใจ การดูแลตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยขาด และการตัดสินใจที่เลือกความหมายมากกว่าการยอมแพ้
เมื่อประตูปิดลงทั้งสองยังคงยืนอยู่ มือประสานกันอย่างมั่นคง นอกหน้าต่างมีแสงจันทร์สาดลงมาเป็นเส้นบางๆ เหมือนสัญญาณของเวลาที่คอยเป็นพยาน พวกเขาอาจจะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่คืนนี้ พวกเขายิ้มกัน และนั่นก็เพียงพอ
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ,ร้านหนังสือ,โรแมนติกคอมเมดี้,หวานละมุน,เติบโต,ความใจอ่อน,ความกลัว,การตัดสินใจ,ความทรงจำ