เรือนกระจกที่ไม่ยอมจำชื่อ
เครื่องบันทึกเสียงของนิดาเริ่มอัดก่อนเธอกดปุ่ม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ไฟสีแดงเล็ก ๆ กะพริบอยู่ในความมืดใต้เบาะรถตู้ เธอเห็นมันตอนรถเลี้ยวเข้าโค้งสุดท้ายก่อนถึงประตูเหล็กของสวนพฤกษศาสตร์วังใบพราง หมอกบนภูเขาไหลข้ามถนนเหมือนน้ำที่ไม่มีเสียง คนขับรถไม่พูดอะไรมาเกือบชั่วโมงแล้ว มีเพียงเสียงยางบดกรวดเปียกกับเสียงใบไม้ปัดกระจกข้างที่เหมือนใครใช้ปลายนิ้วลากตามรถ
นิดาหยิบเครื่องขึ้นมา กดหยุด ดูหน้าจอ ไฟล์ใหม่ยาวสามนาทีสิบสองวินาที เธอขมวดคิ้ว เพราะเครื่องรุ่นนี้ต้องกดสองปุ่มพร้อมกันถึงจะเริ่มบันทึก เธอกดเล่นทันที เสียงในไฟล์เริ่มด้วยความเงียบหนาเกินจริง เงียบจนเสียงหายใจของเธอในรถตอนนี้ฟังดูหยาบคาย
แล้วมีเสียงผู้หญิงกระซิบเบามาก
“ดา…อย่าตอบ”
นิดาหยุดหายใจไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะเสียงเรียกชื่อเล่นของเธอ แต่เพราะโทนเสียงนั้นคล้ายเสียงของเธอเองในวันที่ยังอายุน้อยกว่า คล้ายเสียงที่ถูกบันทึกด้วยไมโครโฟนราคาถูกกลางฝนและเก็บไว้ในแฟ้มที่เธอลบทิ้งไปนานแล้ว
คนขับรถเหลือบมองจากกระจก “เป็นอะไรครับคุณ”
“เปล่าค่ะ” นิดารีบปิดเครื่อง “สัญญาณคงรวน”
“แถวนี้สัญญาณไม่ค่อยมีหรอกครับ” เขาพูดเสียงเรียบ “แต่ของรวนมีเยอะ”
รถหยุดหน้าประตูเหล็กสูงท่วมหัว ป้ายไม้ด้านบนมีตัวอักษรหลุดร่อนจนอ่านได้เพียงคำว่า วัง…พราง เถาวัลย์สีเขียวเข้มเลื้อยคลุมเสาเหมือนเส้นเลือดเก่า ๆ มีชายคนหนึ่งยืนรอใต้ร่มสีดำ เขาผอมสูง ผิวคล้ำจากแดด กางเกงเปื้อนดินถึงเข่า ดวงตาดูตื่นอยู่ตลอดเวลาเหมือนคนฟังเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน
“คุณนิดาใช่ไหมครับ” เขาถามเมื่อเธอลงจากรถ
“ค่ะ เรียกดาก็ได้”
ชายคนนั้นนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนยิ้มแห้ง “ที่นี่ไม่ค่อยเรียกชื่อเล่นกันครับ ผมชื่อแก้ว เป็นคนดูแลสวน”
“ไม่เรียกชื่อเล่น?”
“เรียกตำแหน่งง่ายกว่า คุณนักเสียง คุณหมอ คุณภัทร อะไรแบบนั้น”
คนขับรถยกกระเป๋าให้ วางลงเร็วเกินความจำเป็น แล้วถอยกลับขึ้นรถเหมือนกลัวฝน ทั้งที่ฝนยังไม่ตก นิดาหันไปจะขอบคุณ เขาปิดประตูดังปัง รถตู้กลับลำบนลานกรวด เปลวไฟท้ายแดงถูกหมอกกลืนทีละน้อยจนเหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์ห่างออกไป
แก้วไขประตู เสียงโซ่เหล็กครูดพื้นดังยาว วังใบพรางเปิดปากรับเธอด้วยกลิ่นดินชื้น กลิ่นใบไม้หมัก และกลิ่นหวานจาง ๆ คล้ายดอกไม้ที่ถูกวางทิ้งไว้ในห้องปิดหลายวัน ทางเดินหลักทอดผ่านต้นไม้สูงปลูกเป็นแถวแต่กิ่งก้านเอนเข้าหากันจนฟ้ากลายเป็นแถบสีเทาแคบ ๆ ป้ายชื่อพันธุ์ไม้ทุกป้ายหันหน้าเข้าหาลำต้น ไม่ใช่หันออกทางเดิน
“ทำไมป้ายหันแบบนั้นคะ” นิดาถาม
แก้วเดินนำโดยไม่หันมา “กันคนอ่านเสียงดังครับ”
“อ่านชื่อไม้ก็ไม่ได้เหรอ”
“อ่านได้ครับ แต่อย่าอ่านให้สวนฟัง”
นิดาหัวเราะเบา ๆ เพราะไม่รู้ควรตอบอย่างไร เสียงหัวเราะของเธอกระแทกความเงียบแล้วตายทันที ไม่สะท้อนกลับ ไม่กระจายไปตามลำต้น เธอหยุดเดินและตั้งใจฟัง ในเมือง เธอแยกเสียงได้เสมอ เสียงไฟฟ้าในผนัง เสียงคอมเพรสเซอร์ไกล ๆ เสียงรองเท้าคนบนชั้นบน แต่ในสวนนี้ ความเงียบไม่ได้เป็นการไม่มีเสียง มันเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังดูดเสียงออกจากอากาศ
“ที่นี่เหมาะกับงานคุณมาก” แก้วพูด “เงียบดี”
“เงียบเกินไป”
“ครับ” เขาตอบเร็ว “เกินไปนิดหนึ่ง”
อาคารรับรองเป็นเรือนไม้สองชั้นยกพื้นต่ำ สีขาวหม่น มีระเบียงยาวหันเข้าหาสระบัวดำกลางสวน ผู้หญิงวัยห้าสิบกว่าคนหนึ่งยืนรออยู่ เธอสวมเสื้อคาร์ดิแกนแม้อากาศไม่หนาว มือขวาถือสมุดปกผ้า มือซ้ายกดผ้าพันคอไว้ตรงลำคอเหมือนป้องกันคำพูดหลุดออกมา
“ป้าเสงี่ยมครับ คุณนักเสียงมาถึงแล้ว” แก้วบอก
ป้าเสงี่ยมพยักหน้า แล้วเปิดสมุด เขียนด้วยดินสอเร็ว ๆ ก่อนยื่นให้ นิดาอ่านตัวหนังสือเอียง ๆ ว่า ยินดีต้อนรับ พูดน้อยไว้จะสบายกว่า
“ป้าไม่สบายคอเหรอคะ”
ผู้หญิงคนนั้นมองหน้าเธอนานเกินคำถามธรรมดา แล้วเขียนเพิ่ม ไม่ใช่คอ
แก้วรีบพูดแทรก “ป้าแกทำครัวครับ เดี๋ยวเย็นนี้มีข้าวให้ คุณพักห้องริมสุด ฝั่งไม่ติดบันได”
“คนอื่นมาถึงหรือยังคะ”
“คุณภัทรมาถึงเช้าแล้ว ดร.เทวัญอยู่เรือนผนึก ส่วนเด็กฝึกงานยังไม่เห็น”
นิดาทวน “เรือนผนึก?”
แก้วชะงักเหมือนเผลอพูดผิด “เรือนกระจกเก่าครับ คนที่นี่เรียกกันเอง”
ห้องพักของเธอมีเตียงไม้ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ และหน้าต่างบานสูงที่เปิดไม่ได้ หันออกไปเห็นหลังคาเรือนกระจกขนาดใหญ่โผล่จากหมอกไกล ๆ กระจกหลายแผ่นขุ่นจนมองไม่เห็นข้างใน โครงเหล็กโค้งเหมือนซี่โครงสัตว์ที่ถูกฝังครึ่งตัวในสวน เธอวางกระเป๋า เปิดอุปกรณ์ตามนิสัย ตรวจไมโครโฟน สาย สแตนด์ หูฟัง เครื่องบันทึกสองตัว ทุกอย่างปกติ ยกเว้นเครื่องหลักที่มีไฟล์สามนาทีสิบสองวินาทียังอยู่
เธอลังเล ก่อนเสียบหูฟังแล้วเปิดซ้ำ คราวนี้หลังเสียง “ดา…อย่าตอบ” มีเสียงแทรกซึ่งเธอไม่ได้ยินในรถ เสียงใบไม้เสียดสีกันช้า ๆ และเสียงผู้ชายแก่ท่องอะไรบางอย่างไกลมาก ฟังไม่เป็นคำ จนช่วงท้าย มีเสียงเคาะสามครั้งเหมือนนิ้วเคาะกระจก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เธอดึงหูฟังออก เพราะเสียงเดียวกันดังขึ้นจากหน้าต่างห้อง
นิดาหันไปทันที หน้าต่างมีเพียงหมอกเกาะด้านนอก ไม่มีมือ ไม่มีใบหน้า ไม่มีนก เธอเดินเข้าไปใกล้ กระจกเย็นจนฝ่ามือชา บนฝ้าหมอกที่จับผิวกระจก มีรอยเส้นบาง ๆ เหมือนมีคนใช้นิ้วเขียนจากด้านนอก แต่ห้องอยู่ชั้นสอง รอยนั้นค่อย ๆ ชัดขึ้นเป็นอักษรกลับด้าน เธออ่านออกเมื่อเอียงคอ
อย่าพูดชื่อที่คิดถึง
เสียงเคาะดังอีกครั้งจากในเครื่องบันทึกที่วางบนโต๊ะ ไม่ใช่จากหน้าต่าง
ตอนเย็น ทุกคนกินข้าวที่ห้องอาหารชั้นล่าง โต๊ะไม้ยาวเกินจำนวนคน ไฟเพดานห้อยต่ำให้แสงเหลืองเหมือนน้ำมันเก่า ดร.เทวัญ เจ้าของโครงการจัดเก็บเสียงของสวน เป็นชายอายุหกสิบปลาย ใส่แว่นกรอบทอง หนวดตัดเรียบ มือสะอาดเกินคนอยู่สวน เขาพูดชัดถ้อยชัดคำเหมือนประกาศในพิพิธภัณฑ์
“คุณนิดา เราต้องการเสียงของวังใบพรางก่อนปิดพื้นที่ถาวร เสียงน้ำในระบบราก เสียงเรือนกระจกตอนหมอกลง เสียงแมลงกลางคืน ถ้าเก็บได้ครบ มูลนิธิจะนำไปจัดแสดงในเมือง”
นิดาตักแกงจืดใส่ถ้วย “สวนจะถูกขายเหรอคะ”
“ถ้าพูดตรง ๆ คือใช่” ดร.เทวัญยิ้มบาง “ไม่มีคนขึ้นมาดูแล้ว พืชบางชนิดขนย้ายไม่ได้ แต่เสียงอาจย้ายได้”
ผู้ชายอีกคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเงยหน้า เขาชื่อภัทร เป็นนักภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่มาพร้อมแฟ้มหนาและกล้องฟิล์มเก่า ผมยาวประบ่ามัดลวก ๆ ใบหน้ามีเคราขึ้นไม่สม่ำเสมอเหมือนนอนไม่พอหลายคืน
“เสียงย้ายไม่ได้หรอกครับ” ภัทรพูด “เราทำได้แค่ทำสำเนาของการสูญเสีย”
ดร.เทวัญหันไปมอง “คุณภัทรมองโลกโรแมนติกเสมอ”
“ผมมองโลกจากบันทึกแปลงปลูกครับ ไม่ใช่จากแผนขายที่ดิน”
บรรยากาศบนโต๊ะหยุดนิ่ง แก้วก้มกินข้าว ป้าเสงี่ยมยืนเติมน้ำเงียบ ๆ ไม่มีเสียงช้อนกระทบจานสักพักหนึ่ง นิดาสังเกตว่าทุกคนหลีกเลี่ยงการเรียกชื่อกันตรง ๆ แม้แต่ตอนขอเกลือ แก้วพูดว่า “ขอทางนั้นหน่อยครับ” ทั้งที่ขวดเกลืออยู่หน้าภัทร
เด็กฝึกงานมาถึงตอนอาหารใกล้หมด เธอชื่อเมย์ อายุยี่สิบต้น ๆ เปียกตั้งแต่ผมถึงรองเท้า ทั้งที่ฝนยังไม่ตกเหมือนเดิม เธอถือกระเป๋าผ้าแน่นและหอบเหมือนวิ่งขึ้นเขา
“ขอโทษค่ะ รถจากอำเภอไม่ขึ้นมาให้ หนูเดินจากปากทางตั้งเกือบสองกิโล”
แก้วหน้าซีด “คุณบอกใครว่าชื่ออะไรตอนเข้าประตู”
เมย์งง “คะ?”
“มีใครถามชื่อไหม”
“ไม่มีค่ะ มีแต่ลุงคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงศาลา เขาถามว่ามาหาใคร หนูบอกมาหาดร.เทวัญ”
ดร.เทวัญวางช้อน “ศาลาไหน”
“ก่อนถึงประตูเหล็กค่ะ ศาลาไม้เก่า ๆ มีป้ายเขียนว่า ศาลาพักผู้… อะไรสักอย่าง ตัวท้ายหลุด”
แก้วหันไปทางป้าเสงี่ยม ป้าเสงี่ยมกำผ้าพันคอแน่น ดร.เทวัญพูดเสียงต่ำ “ไม่มีศาลาตรงนั้นแล้ว”
เมย์หัวเราะเบา ๆ แล้วหยุดเมื่อไม่มีใครหัวเราะด้วย “หนูคงจำผิดมั้งคะ หมอกเยอะ”
ภัทรถาม “ลุงคนนั้นหน้าตายังไง”
“ไม่รู้ค่ะ” เมย์ตอบช้าลง “แปลกจัง หนูคุยกับเขาตั้งนาน แต่จำหน้าไม่ได้เลย จำได้แค่ว่าเขาใส่หมวกสาน และ…เขาไม่กระพริบตา”
คืนนั้น นิดาเริ่มงานแรกที่สระบัวดำ เธอตั้งไมค์แบบสเตอริโอไว้บนระเบียง เสียบหูฟัง และกดบันทึก เสียงกลางคืนของสวนค่อย ๆ ปรากฏในหูฟังชัดกว่าที่หูเปล่ารับได้ มีเสียงจิ้งหรีดแผ่วเหมือนมาจากใต้ดิน เสียงน้ำหยดจากใบใหญ่ เสียงลมผ่านเรือนกระจกไกล ๆ เหมือนคนเป่าขวดเปล่า เธอรู้สึกสงบแบบมืออาชีพ ความกลัวถูกจัดระเบียบเมื่ออยู่ในรูปคลื่นเสียง
ภัทรเดินมาพร้อมไฟฉาย แสงส่องต่ำไม่รบกวนงาน “ขอนั่งด้วยได้ไหม”
“ถ้าคุณไม่ถามคำถามตอนฉันฟัง”
“ผมถามเบา ๆ ได้ไหม”
“เสียงเบาก็เป็นเสียงค่ะ”
เขานั่งที่ขั้นบันได เงียบไปนานพอที่นิดาเริ่มลืมว่าเขาอยู่ตรงนั้น แล้วเขาพูด “คุณเคยลบเสียงไหม”
มือของนิดาชะงักบนปุ่มปรับเกน “หมายถึงตัดต่อ?”
“หมายถึงลบจริง ๆ ลบเพราะทนฟังไม่ได้”
เธอไม่มองเขา “งานเสียงมีของเสียเยอะ”
“ผมไม่ได้ถามเรื่องงาน”
นิดาถอดหูฟังข้างหนึ่ง “คุณชอบถามแบบนี้กับคนเพิ่งรู้จักเหรอ”
ภัทรยิ้มเศร้า “เฉพาะที่นี่ ที่นี่ทำให้คนอยากรู้ว่าคนอื่นซ่อนอะไรไว้ ก่อนที่สวนจะรู้แทน”
“คุณมาทำอะไรจริง ๆ”
เขามองสระบัวดำ “ป้าผมเคยทำงานที่นี่ เป็นนักพฤกษศาสตร์ ชื่ออรพิน เธอหายไปในปีที่ผมสิบสอง ครอบครัวบอกลาออกไปต่างจังหวัด แต่ผมเจอจดหมายของเธอ เธอเขียนว่า ถ้ากลับบ้านช้า อย่าให้ใครเรียกชื่อฉันในสวน”
นิดารู้สึกผิวแขนเย็น “แล้วคุณมาถามดร.เทวัญ?”
“เขาบอกผมว่าป้าป่วยทางใจ”
“แล้วคุณเชื่ออะไร”
ภัทรหันมามองเธอ “ผมเชื่อว่าที่นี่มีวิธีทำให้คนหายโดยไม่ต้องฆ่า”
เสียงในหูฟังเปลี่ยนไปก่อนนิดาจะตอบ จิ้งหรีดหยุดพร้อมกัน เหลือเสียงหยดน้ำและเสียงกระซิบจากสระ เธอรีบสวมหูฟังทั้งสองข้าง เสียงนั้นไม่ใช่ภาษา แต่เป็นจังหวะเหมือนคนจำนวนมากพูดคนละคำใต้น้ำ ภัทรเห็นสีหน้าเธอ เขาขยับเข้ามา
“ได้ยินอะไร”
“ชู่”
เสียงกระซิบค่อย ๆ รวมกันเป็นคำเดียว ไม่ชัด แต่ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ จนเธอรู้ว่ามันเป็นชื่อใครบางคน
“อร…พิน…”
ภัทรลุกพรวด “คุณพูดว่าอะไร”
“ฉันไม่ได้พูด”
จากกลางสระ บัวใบหนึ่งพลิกขึ้นทั้งที่ไม่มีลม ด้านใต้ใบสีซีดเหมือนฝ่ามือคน มีหยดน้ำเรียงเป็นตัวอักษร นิดายกไฟฉายส่อง เห็นเพียงเงาดำใต้น้ำเคลื่อนช้า ๆ ไม่ใช่ปลา ไม่ใช่งู แต่มันยาวเหมือนรากไม้ขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ หายเข้าไปใต้เรือนกระจก
ภัทรกระซิบ “พรุ่งนี้คุณไปเรือนกระจกกับผม”
“ฉันถูกจ้างให้เก็บเสียง ไม่ใช่ขุดเรื่องครอบครัวคุณ”
“มันเรียกชื่อป้าผมผ่านเครื่องคุณ คุณยังคิดว่าเป็นแค่งานไหม”
เธออยากตอบว่าใช่ อยากยกกำแพงเหตุผลขึ้นเหมือนทุกครั้ง แต่ในกระเป๋าเครื่องบันทึกมีไฟล์ที่เสียงของเธอเองเตือนว่าอย่าตอบ และในใจมีชื่อหนึ่งที่เธอพยายามไม่คิดตั้งแต่เห็นรอยบนหน้าต่าง
ปอ
ทันทีที่ชื่อนั้นเกิดในหัว ไม่ได้ออกจากปาก สระบัวก็เกิดวงน้ำเล็ก ๆ ราวกับมีใครแตะผิวน้ำจากข้างใต้
เช้าวันถัดมา หมอกไม่ยอมยก สวนทั้งสวนเหมือนถูกแช่อยู่ในนมเย็น แก้วพานิดา ภัทร และเมย์ไปเรือนกระจกโดยกำชับสามครั้งว่า “เดินตามทางหิน อย่าแตะป้าย อย่าอ่านป้ายดัง ๆ และถ้าได้ยินใครเรียกจากแปลงที่ไม่มีคน อย่าขาน”
เมย์พยายามทำเสียงสดใส “เหมือนกฎค่ายลูกเสือเวอร์ชันหลอนเลยนะคะ”
แก้วไม่ยิ้ม “ที่นี่ไม่ล้อกฎครับ”
“แล้วถ้าขานจะเป็นอะไร”
“คุณจะเริ่มหิวเสียงตัวเอง”
เมย์หันมาหานิดา “พี่ดา เขาพูดจริงหรือแกล้งหนู”
นิดาไม่ทันตอบ แก้วหันกลับทันที “อย่าเรียกแบบนั้นในสวนครับ”
เมย์หน้าเสีย “ขอโทษค่ะ หนูไม่รู้”
นิดาพูดเบา ๆ “ไม่เป็นไร” แต่ความไม่สบายใจคล้ายเส้นผมในลำคอ
เรือนกระจกตั้งอยู่กลางพื้นที่ต่ำ ล้อมด้วยต้นเฟิร์นยักษ์และเสาอิฐที่มีตะไคร่ขึ้นหนา ประตูเป็นเหล็กโค้งล็อกด้วยแม่กุญแจใหม่สามดอก แต่กระจกทุกแผ่นเก่าจนขุ่นเหมือนตาบอด ดร.เทวัญยืนรออยู่แล้วในเสื้อเชิ้ตสะอาด เขาถือพวงกุญแจและยิ้มราวกับพาคณะนักท่องเที่ยวชมสถานที่
“ที่นี่เป็นหัวใจของวังใบพราง” เขาบอก “สร้างทับเรือนเพาะเดิมตั้งแต่ก่อนสงคราม ข้างในมีระบบน้ำใต้ดินซับซ้อน คุณนิดาจะได้เสียงที่ไม่เหมือนที่ไหน”
ภัทรถาม “แล้วทำไมล็อกสามชั้น”
“กันคนขโมยพันธุ์ไม้”
แก้วพึมพำ “กันพันธุ์ไม้ขโมยคนด้วย”
ดร.เทวัญหันขวับ “คุณพูดอะไร”
“เปล่าครับ”
เมื่อประตูเปิด กลิ่นในเรือนกระจกพุ่งออกมา ไม่ใช่กลิ่นเน่า แต่เป็นกลิ่นเขียวจัดจนบาดจมูก เหมือนตัดลำต้นสดพันต้นพร้อมกัน อากาศข้างในเย็นกว่า बाहर ทั้งที่แสงอาทิตย์ผ่านกระจกลงมาเป็นสีขาวมัว ทางเดินปูนแคบ ๆ แบ่งแปลงปลูกเป็นช่อง พืชหลายชนิดนิดาไม่เคยเห็น ใบรูปหูมนุษย์ ดอกสีเทาที่หุบเมื่อมีเสียงฝีเท้า เถาวัลย์บางเส้นสั่นตามจังหวะหายใจของคน
นิดาตั้งไมค์ใกล้บ่อน้ำกลางเรือน กระดาษป้ายข้างบ่อถูกคว่ำหน้า เธอเห็นตัวหนังสือทะลุกระดาษจากด้านหลังแต่ไม่อ่าน ดร.เทวัญยืนห่าง ๆ เหมือนกลัวความชื้นเปื้อนรองเท้า ภัทรถ่ายรูปโครงเหล็ก เมย์จดบันทึก แก้วอยู่ใกล้ประตูตลอด
เมื่อกดบันทึก เสียงแรกที่เข้าเครื่องคือเสียงน้ำไหลใต้พื้น มันลึกและเป็นจังหวะเหมือนลมหายใจของภูเขา ตามด้วยเสียงแห้ง ๆ จากใบไม้ชนิดหนึ่ง เสียงนั้นคล้ายคนพลิกหน้ากระดาษจำนวนมาก นิดาปรับระดับเสียง จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงเมย์ทั้งในหูฟังและจากปากจริงพร้อมกัน
“หนูอ่านชื่อพืชอันนี้ได้ไหมคะ มันสวยมาก”
แก้วร้อง “อย่า”
ช้าไป เมย์พลิกป้ายขึ้นและอ่านออกเสียง “ลิ้นจำ…”
คำสุดท้ายขาดหายไปเอง ไม่ใช่เพราะเธอหยุด แต่เหมือนอากาศตัดคำออกจากปาก เมย์ขมวดคิ้ว แตะลำคอ “เมื่อกี้หนูพูดอะไรนะคะ”
เถาวัลย์เหนือหัวสั่นเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีลม ดอกสีเทาทั้งแปลงหันมาทางเธอพร้อมกันเหมือนใบหูจำนวนมาก ภัทรลดกล้องลง ดร.เทวัญพูดเสียงแข็ง “ออกไป ทุกคนออกไปเดี๋ยวนี้”
เมย์หัวเราะกลบเกลื่อน “หนูไม่ได้ทำอะไรนะคะ แค่อ่านป้าย”
แก้วเดินไปจับแขนเธอ “ไปครับ”
เมย์สะบัดมือ “อย่าดึง หนูเดินเองได้”
ตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งดังมาจากมุมลึกของเรือนกระจก เป็นเสียงเมย์ แต่แหบกว่าและเปียกกว่า
“หนูเดินเองได้”
ทุกคนหยุด
นิดาหันไมค์ไปทางเสียงโดยสัญชาตญาณมืออาชีพ หัวใจเธอเต้นแรงจนกลัวเครื่องจะบันทึกได้ เมย์ยืนตัวแข็ง ปากสั่น “ใครพูด”
เสียงเดิมตอบจากอีกมุม “ใครพูด”
ดร.เทวัญกระซิบ “อย่าโต้”
ภัทรพูดเบามาก “มันเลียนเสียง”
แก้วส่ายหน้า “ไม่ใช่เลียน มันชิม”
จากแปลงที่เมย์อ่านป้าย ใบรูปหูค่อย ๆ คลี่กว้างขึ้น ด้านในใบมีลายเส้นละเอียดเหมือนรอยนิ้วมือมนุษย์ นิดาเห็นหยดน้ำบนใบสั่นตามเสียงหายใจของเมย์ เมย์ถอยหลังชนโต๊ะเพาะ กระถางเล็กตกแตก เสียงดินกระจายบนพื้นดังผิดปกติ ดังยาวเหมือนตกลงไปในบ่อลึก
“ออก” ดร.เทวัญพูดโดยไม่มองใคร “เดี๋ยวนี้”
พวกเขาถอยออกจากเรือนกระจก ประตูเหล็กปิดตามหลัง เสียงกุญแจล็อกสามชั้นดังเหมือนคำตัดสิน เมย์ยืนกอดตัวเองใต้หมอก ปากซีด
“หนูขอโทษ” เธอพูด “หนูไม่ได้ตั้งใจ”
ดร.เทวัญมองเธอนาน “คืนนี้คุณพักห้องกลาง อย่าออกจากเรือนรับรอง อย่าพูดชื่อใคร อย่าพูดชื่อของตัวเอง”
เมย์ตาแดง “ทำไมคะ มันคืออะไร”
ไม่มีใครตอบ นิดาเกลียดความเงียบของผู้ใหญ่ที่ใช้ปิดปากคนอายุน้อยกว่า เธอเคยใช้มัน เธอเคยปล่อยให้น้องสาวเดินนำในป่าหลังทะเลาะกัน แล้วเมื่อเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังจากลำธาร เธอช้ากว่าความโกรธของตัวเองหนึ่งวินาที หนึ่งวินาทีที่ถูกบันทึกไว้ในเครื่องเก่า เป็นเสียงเธอตะโกนว่า “ไปเองก็กลับเองสิ ปอ” ก่อนเสียงน้ำกลืนทุกอย่าง
เธอลบไฟล์นั้นตอนงานศพยังไม่เสร็จ
กลางคืน เมย์เคาะห้องนิดาเบา ๆ ใบหน้าเด็กสาวดูอ่อนลงเหมือนนอนไม่ได้มาหลายวัน ทั้งที่เพิ่งผ่านเพียงคืนเดียว
“พี่…คุณนักเสียง” เธอแก้คำ “หนูขอเข้าไปได้ไหม”
นิดาเปิดทาง “เข้ามา”
เมย์นั่งปลายเตียง บีบมือจนข้อนิ้วขาว “หนูเริ่มจำเสียงแม่ไม่ได้ค่ะ”
“หมายความว่าไง”
“หนูมีคลิปเสียงแม่ส่งมาในมือถือ เมื่อกี้เปิดฟัง มันเงียบ แต่แถบเวลาเดินอยู่ หนูลองโทรหา แม่รับ หนูเห็นตัวเลขวินาทีเดิน แต่ไม่ได้ยินอะไรเลย พอพยายามนึกว่าแม่เรียกหนูยังไง มันเหมือนมีผ้าหนา ๆ ปิดอยู่”
นิดารู้สึกหนาวขึ้นมาจากพื้น “เธอพูดชื่ออะไรในเรือนกระจก”
“หนูอ่านป้ายพืชไงคะ”
“คำสุดท้ายล่ะ”
เมย์ส่ายหน้า น้ำตาคลอ “จำไม่ได้ค่ะ พี่เชื่อหนูไหม หนูจำไม่ได้แม้แต่ตัวอักษร”
เครื่องบันทึกบนโต๊ะเปิดไฟแดงขึ้นเอง
ทั้งสองคนมองพร้อมกัน ไฟกะพริบนิ่งเหมือนตา นิดาค่อย ๆ เอื้อมไปกดหยุด แต่ก่อนนิ้วแตะปุ่ม เสียงเมย์ดังจากลำโพงเล็กของเครื่อง ทั้งที่ไม่ได้กดเล่น
“แม่ หนูกลับช้าหน่อยนะ ไม่ต้องรอข้าว”
เมย์ยกมือปิดปาก “นั่นเสียงหนูเมื่อเช้า หนูโทรคุยตรงทางขึ้น”
เสียงในเครื่องเปลี่ยนเป็นเสียงผู้หญิงวัยกลางคน อบอุ่น เหนื่อย และไกลมาก “เมย์ ถึงแล้วโทรหาแม่ด้วยนะ”
เด็กสาวสะอื้นทันที “แม่…”
นิดารีบปิดเครื่อง แต่เสียงผู้หญิงยังดังต่อจากมุมห้อง ใกล้ตู้เสื้อผ้า “ถึงแล้วโทรหาแม่ด้วยนะ”
ประตูตู้ไม้แง้มออกทีละน้อย ความมืดข้างในไม่ใช่ความมืดของตู้ มันลึกผิดขนาดห้อง มีกลิ่นดินเย็นลอยออกมา เมย์เหมือนถูกดึงด้วยเสียง เธอลุกขึ้นช้า ๆ
“อย่าไป” นิดาคว้าข้อมือไว้
“แม่เรียกหนู”
“นั่นไม่ใช่แม่”
“แล้วทำไมมันมีเสียงแม่” เมย์หันมาทั้งน้ำตา “ทำไมที่นี่เอาเสียงแม่หนูได้”
จากตู้ เสียงแม่พูดอีกครั้ง คราวนี้มีคำใหม่ “เมย์ เปิดให้แม่หน่อย หนาว”
นิดาจับเมย์แน่นขึ้น “ฟังฉัน ไม่ว่าจะได้ยินอะไร อย่าตอบชื่อ อย่าพูดว่าอยู่ไหน อย่าบอกว่าคิดถึง”
เมย์สั่นทั้งตัว “พี่เคยเสียใครไหม”
คำถามนั้นแทงตรงที่ไม่มีแผลให้เห็น นิดาตอบไม่ได้ ความเงียบของเธอเป็นคำตอบที่เลวร้ายที่สุด เมย์ค่อย ๆ ทรุดลงนั่งบนพื้น ร้องไห้โดยกัดแขนตัวเองไม่ให้มีเสียงดัง ป้าเสงี่ยมโผล่มาที่ประตูห้องโดยไม่มีใครได้ยินฝีเท้า เธอถือสมุด เขียนด้วยมือสั่น ยิ่งรัก ยิ่งห้ามเรียก
นิดาอ่านแล้วถาม “ป้ารู้ว่ามันคืออะไรใช่ไหม”
ป้าเสงี่ยมมองไปที่ตู้เสื้อผ้าที่ยังแง้มอยู่ แล้วเดินเข้าไปปิดประตูด้วยมือเปล่า ขณะประตูปิด มีเสียงเล็บขูดจากด้านในเบามาก ป้าหลับตาเหมือนอดทน จากนั้นเขียนในสมุดอีกบรรทัด
มันไม่เอาคนที่ไม่มีชื่อในปากใคร
คืนนั้นไม่มีใครนอน เมย์นั่งในห้องนิดาจนฟ้าซีด ภัทรมาสมทบพร้อมแฟ้มที่ขโมยออกจากห้องเก็บเอกสาร ดร.เทวัญเคาะประตูตอนรุ่งสาง เห็นทุกคนอยู่ด้วยกัน สีหน้าเขาแข็งเหมือนไม้เคลือบ
“ผมขอเตือน นี่ไม่ใช่เรื่องให้เล่นนักสืบ”
ภัทรโยนแฟ้มลงโต๊ะ “งั้นคุณอธิบายสิครับ ทำไมรายชื่อคนงานระหว่างปี 2518 ถึง 2526 มีช่องว่างเต็มไปหมด ไม่มีชื่อ ไม่มีนามสกุล มีแค่ตำแหน่งกับวันที่ออกจากงาน”
“เอกสารเก่าเสียหาย”
“เสียหายเฉพาะชื่อคน?”
นิดาพูด “เด็กฝึกงานเริ่มลืมเสียงแม่ตัวเอง เพราะอ่านป้ายในเรือนกระจก คุณยังจะพูดเรื่องเอกสารเสียหายอีกเหรอคะ”
ดร.เทวัญถอดแว่น เช็ดช้า ๆ “คุณไม่เข้าใจวังใบพราง ที่นี่อยู่ได้เพราะกฎ กฎไม่ได้มีไว้หลอกคน แต่ไว้กันสิ่งที่แย่กว่า”
แก้วที่ยืนหน้าประตูพูดเบา ๆ “กฎที่คุณไม่เคยบอกจนคนพลาด”
“คุณดูแลประตู คุณควรบอก”
“ผมบอกเท่าที่คนกรุงเทพยอมฟัง”
เมย์เงยหน้าจากเก้าอี้ “หนูจะหายไหมคะ”
ดร.เทวัญนิ่งไปนาน “ถ้าไม่ให้มันกินต่อ คุณอาจอยู่ได้”
“กินอะไร” นิดาถาม
ป้าเสงี่ยมเขียนในสมุด แล้วยื่นให้กลางโต๊ะ ชื่อที่ออกจากปากด้วยความคิดถึง
ภัทรเปิดแฟ้มอีกชุด เป็นกระดาษแข็งจากหอพรรณไม้ ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ ไม่ใช่ข่าวเก่า แต่เป็นแผ่นตัวอย่างพืชแห้ง กระดาษแต่ละแผ่นมีรอยกดรูปใบไม้ที่ไม่มีใบไม้ติดอยู่ มีเพียงเชือกขาดและป้ายเล็ก ๆ ด้านล่าง บางป้ายว่างเปล่า บางป้ายมีตัวอักษรจางเหมือนถูกน้ำชะ
“ผมเจอในตู้ล็อกของป้าผม” ภัทรพูด “นี่ไม่ใช่ตัวอย่างพืช มันเป็นตัวอย่างชื่อ”
นิดาหยิบแผ่นหนึ่งขึ้นมา ป้ายเขียนว่า คนครัวหญิง พ.ศ. 2521 ไม่มีชื่อ แต่เมื่อเธอแตะกระดาษ ปลายนิ้วเย็นวูบ และมีเสียงผู้หญิงหัวเราะสั้น ๆ ผ่านหูเธอโดยไม่มีเครื่องขยาย เธอรีบวาง
ดร.เทวัญพูด “อย่าแตะถ้าไม่อยากได้ยิน”
“คุณรู้มาตลอด” ภัทรเสียงสั่น “ป้าผมอยู่ในนี้ไหม”
“ผมไม่รู้”
“โกหก”
ดร.เทวัญมองเขา ดวงตาเหนื่อยล้ากว่าที่นิดาคิด “ผมรู้บางส่วน พ่อผมรู้มากกว่า ปู่ผมเป็นคนสร้างเรือนผนึกทับบ่อราก ตอนแรกมันเป็นความเชื่อของชาวบ้านหุบล่าง เขาไม่เรียกชื่อคนตายใกล้ธาร เพราะเชื่อว่ารากใต้ดินจำเสียงได้ พอความแห้งแล้งมา เขาเอาชื่อของคนที่จากไปฝากไว้กับราก เพื่อให้ธารไม่แห้ง มันเป็นพิธีอ่อนโยนในแบบของเขา ชื่อแลกน้ำ ความทรงจำแลกป่า”
แก้วหัวเราะขม “อ่อนโยนจนคนหุบล่างไม่มีนามสกุลเหลือบนทะเบียนวัด”
ดร.เทวัญพูดต่อเหมือนไม่ได้ยิน “ปู่ผมคิดว่าควบคุมได้ เขาเอาพืชจากหุบล่างมาปลูก เอารากมาเลี้ยงในเรือนกระจก ทำป้าย ทำระบบน้ำ ทำสวนสวยให้คนชั้นบนมาชม และเริ่มเก็บเสียง เก็บชื่อ เก็บความรักของคนอื่นโดยไม่รู้ว่ามันโตด้วยสิ่งที่เราไม่ยอมปล่อย”
“แล้วคนที่หายไป?” นิดาถาม
คำถามตกลงกลางห้องเหมือนหิน
ป้าเสงี่ยมเขียนช้า ๆ บางคนยังเดินอยู่ แต่ไม่มีใครเรียกกลับ
เมย์ลุกขึ้น “หนูจะออกจากที่นี่”
แก้วรีบขวาง “รอให้แดดจัดก่อน ผมพาไป”
“ไม่ หนูจะไปเดี๋ยวนี้”
นิดาจับไหล่เธอ “ฟังเขาก่อน”
เมย์สะบัดออก “ทุกคนเอาแต่บอกให้หนูเงียบ ห้ามพูด ห้ามเรียก ห้ามจำ แล้วหนูจะเหลืออะไร”
เธอวิ่งออกไปก่อนใครคว้าทัน ภัทรกับแก้วตาม นิดาคว้าเครื่องบันทึกแล้ววิ่งตามลงบันได หมอกตอนเช้าหนาเหมือนคืนยังไม่ยอมออกจากสวน เสียงฝีเท้าเมย์ดังบนทางกรวดแล้วหายไปเร็วผิดปกติ ทั้งที่ทางตรงไปประตูใหญ่มีแค่ร้อยกว่าเมตร
“เมย์!” ภัทรเผลอตะโกน
แก้วตบปากเขาทันที ไม่แรงแต่ดัง “อย่าเรียกชื่อ”
จากหมอก เสียงเมย์ตอบ “อย่าเรียกชื่อ”
นิดารู้ว่ามันไม่ใช่เมย์ก่อนเห็นเงา เงานั้นยืนข้างต้นปรง ห่างไปไม่ถึงสิบก้าว รูปร่างเท่าเมย์ เสื้อเปียกเหมือนวันแรก แต่ใบหน้าเบลอราวกับถูกนิ้วถูบนรูปถ่าย เงาเอียงคอ ฟังพวกเขา
ภัทรกระซิบ “นั่นเธอไหม”
นิดายกหูฟังครอบ เปิดรับเสียงรอบตัว ในหูฟัง มีเสียงหายใจจริงของเมย์มาจากทางซ้ายลึกเข้าไปในแปลงเฟิร์น ไม่ใช่เงาตรงหน้า เธอชี้ “ทางนั้น”
เงาเมย์พูดด้วยเสียงแม่ของเมย์ “ถึงแล้วโทรหาแม่ด้วยนะ”
แก้วหลับตาแน่น “มันได้เสียงแม่ไปแล้ว”
พวกเขาฝ่าหมอกเข้าแปลงเฟิร์น ใบใหญ่เปียกน้ำตีหน้าเหมือนมือคนที่ไม่อยากให้ผ่าน นิดาได้ยินเมย์สะอื้นใกล้ขึ้น แต่ทุกครั้งที่กำลังถึง เสียงสะอื้นย้ายไปอีกทิศ เครื่องบันทึกเริ่มซ่า สัญญาณแตกเป็นคำซ้อนกัน เสียงเมย์ เสียงแม่ เสียงผู้หญิงไม่รู้จัก เสียงผู้ชายแก่ท่องพิธี ทั้งหมดวนคำเดียวกัน
เรียกสิ
เรียกสิ
เรียกสิ
ภัทรหยุดกะทันหัน หน้าเขาซีด “ผมได้ยินป้า”
“อย่าตาม” นิดาพูด
“เธอเรียกผมว่าภู เหมือนตอนเด็ก ไม่มีใครรู้ชื่อนั้น”
“เพราะมันอยู่ในหัวคุณ”
เขามองเธออย่างเจ็บปวด “คุณไม่รู้หรอกว่าการมีคนหายไปโดยไม่มีคำลามันเป็นยังไง”
นิดาอยากพูดว่า รู้ แต่คำติดอยู่กับความผิด เธอพูดได้เพียง “ถ้าคุณตอบ คุณอาจหายตาม”
ภัทรกำหมัด สุดท้ายเขาหันกลับมาทางเสียงหายใจของเมย์ แก้วถอนลมหายใจเหมือนรอดตายหนึ่งครั้ง พวกเขาพบเมย์นั่งขดอยู่ใต้ซุ้มรากไม้ รากสีขาวพันรอบข้อเท้าเธอหลวม ๆ ไม่เหมือนจับ แต่เหมือนวัดขนาด เมย์มองนิดา ตาเลื่อนลอย
“พี่ชื่ออะไรนะคะ”
นิดาเจ็บแปลบ “ไม่สำคัญ ลุกได้ไหม”
“หนูจำชื่อตัวเองไม่ได้”
แก้วคุกเข่าจะช่วยแกะราก เมย์พูดต่อ “แต่มีบางอย่างในดินจำแทน หนูได้ยินมันพูดชื่อหนูทั้งคืน มันพูดเพราะมาก เหมือนมันรักหนู”
รากที่ข้อเท้ากระตุกเมื่อคำว่ารักออกจากปาก ภัทรใช้มีดพับตัด รากขาดแล้วมีน้ำใสไหลออกมากลิ่นหวานจัด เสียงครางต่ำดังจากใต้พื้นดินไม่ดัง แต่ทุกคนรู้สึกผ่านฝ่าเท้า เมย์กรีดร้องโดยไม่มีเสียงออกจากปาก
แก้วแบกเธอกลับเรือนรับรอง ระหว่างทาง นิดาเห็นป้ายชื่อพันธุ์ไม้หลายป้ายค่อย ๆ หมุนหันหน้าออกทางเดินเอง ตัวอักษรบนป้ายไม่ใช่ชื่อพืช แต่เป็นคำเรียกคน เช่น ลูกสาว แม่ ครู คนรัก คนที่ทิ้งไว้ คนที่ไม่ได้ขอโทษ เธอหลุบตาไม่อ่านต่อ เพราะกลัวเห็นคำที่เป็นของเธอ
เมื่อกลับถึงเรือนรับรอง เมย์หลับไปเหมือนหมดแรง แต่ทุกคนเริ่มลืมรายละเอียดของเธอ แก้วถามว่าเธอใส่เสื้อสีอะไรตอนมาถึง ภัทรตอบไม่ได้ ป้าเสงี่ยมเขียนชื่อเธอลงกระดาษหลายครั้ง แต่ตัวอักษรจางหายทันที เหลือเพียงรอยกดของดินสอ นิดาเปิดไฟล์ที่บันทึกเสียงเมย์ไว้ เสียงยังอยู่ แต่เบาลงเหมือนมาจากห้องข้าง ๆ ที่ผนังหนาขึ้นทุกนาที
“เราต้องเอาเสียงเธอกลับมา” นิดาพูด
ดร.เทวัญที่นั่งเงียบอยู่มุมห้องส่ายหน้า “เอากลับไม่ได้ ทำได้แค่หยุดไม่ให้เสียมากกว่าเดิม”
“คุณเคยลองไหม”
“คนที่ลองไม่กลับมาบอกผล”
ภัทรเปิดแผ่นตัวอย่างพืชทีละใบ “ป้าผมเคยลอง เธอไม่ได้หายเพราะโง่ เธอหายเพราะพยายามคืนชื่อให้คนงาน”
นิดาหันไปมองเขา “คุณรู้ได้ยังไง”
เขาหยิบสมุดเล่มเล็กจากกระเป๋า ปกหนังขึ้นรา “ผมไม่ได้เจอแค่แฟ้ม ผมเจอสมุดของป้า ในนี้มีแผนผังท่อเสียงใต้เรือนกระจก เธอเขียนว่าถ้าเปิดลำโพงประกาศเก่าพร้อมกันทุกจุด และให้ชื่อถูกพูดพร้อมความจริงที่เจ้าของชื่อนั้นแบกไว้ รากจะเก็บไว้ไม่ได้”
ดร.เทวัญหน้าเปลี่ยน “สมุดนั้นควรถูกเผาไปแล้ว”
“คุณเคยเห็น”
“พ่อผมเผาต้นฉบับ”
“งั้นนี่คงเป็นสำเนาที่ป้าผมฝากไว้กับคนที่คุณไม่เคยนับเป็นคน” ภัทรมองแก้ว
แก้วไม่สบตาใคร “แม่ผมมาจากหุบล่าง ป้าอรพินให้ไว้ก่อนเธอเข้าเรือนผนึกคืนสุดท้าย แม่บอกให้ผมเก็บ จนกว่าจะมีคนที่ไม่อยากขายสวนมากกว่าช่วยคน”
ดร.เทวัญลุกขึ้น “เปิดระบบประกาศไม่ได้ ท่อพวกนั้นต่อกับบ่อรากโดยตรง ถ้าปลุกมันทั้งสวน คนที่ยังมีชื่อจะถูกดึงหมด”
นิดาถาม “แล้วถ้าไม่ทำ เมย์จะเป็นอะไร”
ไม่มีใครตอบอีกครั้ง แต่คราวนี้ความเงียบไม่ใช่ความไม่รู้ มันคือคำตอบที่ทุกคนไม่กล้าพูด
แผนเริ่มในบ่ายนั้นเพราะแดดแรงที่สุด หมอกบางลงจนเห็นเรือนกระจกชัดเหมือนซากเรือในทะเลสีเขียว ระบบประกาศเก่าอยู่ในห้องควบคุมใต้เรือนผนึก ต้องต่อสายจากเครื่องบันทึกของนิดาเข้ากับแผงที่ไม่ได้ใช้มานาน ภัทรมีสมุดแผนผัง แก้วมีกุญแจ ป้าเสงี่ยมเตรียมกระดาษที่เขียนคำเตือนห้ามพูดชื่อ ดร.เทวัญไม่ยอมช่วย แต่เดินตามมาในที่สุด โดยบอกเพียงว่า “ถ้าพวกคุณทำพลาด ผมต้องอยู่ปิดมัน”
ก่อนเข้าประตู เมย์ตื่นขึ้นและขอไปด้วย เสียงเธอแหบจนเกือบไม่ใช่เสียงคน “ถ้าหนูต้องหาย หนูอยากรู้ว่าหนูหายไปไหน”
นิดาคุกเข่าตรงหน้าเธอ “เธอไม่ต้องพิสูจน์อะไร”
“พี่ก็เหมือนกัน แต่พี่จะเข้าไปใช่ไหม”
นิดานิ่ง เมย์ยิ้มอ่อน “หนูจำชื่อพี่ไม่ได้ แต่จำหน้าเวลาพี่กลัวได้ พี่กลัวเหมือนคนที่ยังพูดบางคำไม่จบ”
คำพูดนั้นทำให้นิดาหายใจลำบาก เธอพยักหน้า “ใช่”
ข้างในเรือนกระจก อากาศเย็นกว่าครั้งแรก เสียงน้ำใต้พื้นดังชัดแม้ไม่ใส่หูฟัง ดอกสีเทาหันตามพวกเขาทีละแปลง แก้วเดินนำไปยังประตูเหล็กเล็กหลังบ่อน้ำ พื้นรอบบ่อมีรอยแตกเป็นเส้นใย แสงจากกระจกบนหลังคาตกลงมาเป็นลายเหมือนกรง
ห้องควบคุมใต้ดินแคบและอับ ผนังเต็มไปด้วยท่อทองแดงขนาดเล็ก ท่อแต่ละเส้นมีป้ายโลหะเก่า บางป้ายเขียนชื่อแปลง บางป้ายว่างเปล่า มีแผงสวิตช์ไม้กับไมโครโฟนประกาศเก่าหัวบุบ นิดาเสียบสายจากเครื่องบันทึกเข้าช่องสัญญาณ ภัทรเปิดสมุดอ่านคำแนะนำ แต่ไม่ออกเสียง เขาชี้ทีละบรรทัดให้เธอดู
ต้องเริ่มด้วยชื่อที่ยังจำตัวเองได้
ต้องพูดความจริงที่ไม่เคยให้ใครถือแทน
ต้องไม่แลกชื่อคนอื่น
ต้องไม่โกหกแม้เพื่อปลอบใจ
นิดารู้ทันทีว่าทำไมวิธีนี้จึงไม่มีใครทำสำเร็จ คนเราใช้ชีวิตด้วยการตัดแต่งเสียงของตัวเอง ลบคำที่ใจร้าย เพิ่มความเงียบตรงที่ควรขอโทษ เธอเคยเชื่อว่าการลบไฟล์คือการลดความเจ็บ แต่ความเจ็บที่ถูกลบไม่ได้หาย มันหาที่อยู่ใหม่ บางทีอาจเป็นที่แบบนี้
ดร.เทวัญพูด “ใช้ชื่อผม ผมเป็นทายาท ผมน่าจะพอปิดได้”
แก้วมองเขา “คุณจะพูดความจริงอะไร”
ชายชราขยับปาก แต่ไม่มีคำออกมา
ภัทรพูด “ผมจะพูดชื่อป้า”
“ถ้าคุณพูดด้วยความอยากได้เธอกลับ มันจะกินคุณ” นิดาบอก
“แล้วใครจะเริ่ม”
เสียงหนึ่งดังจากท่อเหนือหัว เป็นเสียงเด็กผู้หญิงเปียกน้ำ หนาวสั่น และใกล้มาก
“ดา”
นิดายืนนิ่ง โลกทั้งโลกหดเหลือพยางค์เดียว เธอไม่ได้ยินชื่อนั้นด้วยเสียงนั้นมาหลายปี เสียงปอ น้องสาวของเธอ เสียงที่เธอลบทิ้ง เสียงที่ไม่ควรอยู่ในสวนแห่งนี้
“ดา หนาว”
เมย์จับมือเธอเบา ๆ “อย่าตอบถ้ายังไม่พร้อม”
นิดาหัวเราะออกมาอย่างเจ็บปวด “ฉันไม่เคยพร้อมเลย”
จากท่ออีกเส้น เสียงปอพูด “ไปเองก็กลับเองสิ ปอ”
มันใช้เสียงของนิดาเองในวันนั้น คำที่เธอลบ คำที่เธอทำเหมือนไม่เคยพูด ภัทรหันมามอง ไม่ใช่ด้วยการตัดสิน แต่ด้วยความเข้าใจอันน่ากลัวว่าไม่มีใครมาอยู่ที่นี่โดยว่างเปล่า
นิดาหยิบไมโครโฟนประกาศ มือสั่นจนหัวไมค์กระทบฟัน เธอกดปุ่มพูด เสียงหอนต่ำวิ่งผ่านท่อทั้งเรือนกระจก ดอกสีเทาทั้งหมดหุบพร้อมกันเหมือนกลั้นหายใจ
“ฉันชื่อ นิดา วรไพร” เธอพูดช้า ๆ “คนที่ฉันคิดถึงชื่อปอ เธอเป็นน้องสาวของฉัน”
พื้นใต้เท้าสั่นเบา ๆ น้ำในท่อเริ่มไหลเร็วขึ้น
“วันที่ปอตาย ฉันโกรธเธอ ฉันปล่อยให้เธอเดินไปคนเดียว ฉันได้ยินเธอเรียก แต่ฉันช้า เพราะอยากให้เธอกลัว อยากให้เธอกลับมาขอโทษฉันก่อน”
เสียงปอในท่อร้อง “ดา ช่วยด้วย”
นิดาหลับตา น้ำตาไหลแต่เสียงไม่ขาด “ฉันมีไฟล์เสียงวันนั้น ฉันลบมัน เพราะถ้าไม่มีใครได้ยิน ฉันก็จะเป็นพี่สาวที่พยายามเต็มที่ แต่ความจริงคือฉันไม่ได้พยายามเต็มที่ตั้งแต่วินาทีแรก”
ท่อทองแดงรอบห้องสั่นแรงขึ้น เสียงจำนวนมากเริ่มผุดจากผนัง บางเสียงคราง บางเสียงหัวเราะ บางเสียงถามหาลูก ภัทรเปิดเครื่องบันทึกสำรอง ปล่อยไฟล์เสียงจากแผ่นตัวอย่างที่เขาอัดไว้ระหว่างแตะกระดาษ เสียงคนงานทีละคนดังผ่านระบบประกาศ แต่ละเสียงไม่มีชื่อชัด มีเพียงคำเรียกและเศษความจริง
“ฉันเป็นคนครัว ฉันขโมยข้าวกลับไปให้ลูก แล้วถูกบอกว่าไม่ซื่อสัตย์”
“ฉันเป็นคนสวน ฉันเห็นเด็กตกบ่อ แต่กลัวนายจ้างจนไม่พูด”
“ฉันเป็นผู้ช่วยนักพฤกษศาสตร์ ฉันเซ็นชื่อในรายงานที่ไม่ได้เขียน”
ป้าเสงี่ยมยืนหน้าประตูห้องควบคุม น้ำตาไหล เธอเปิดสมุดหน้าสุดท้าย ยกขึ้นให้ทุกคนเห็น ตัวหนังสือใหญ่และสั่น ฉันชื่อเสงี่ยม ฉันเงียบเพื่อมีชีวิตอยู่ จนคนอื่นไม่มีเสียง
เธออ้าปาก เสียงแรกในรอบหลายปีออกมาแหบเหมือนบานพับสนิม “ฉัน…ชื่อ…เสงี่ยม”
เรือนกระจกครางทั้งหลัง กระจกขุ่นเริ่มใสเป็นวง ๆ เผยให้เห็นเงาคนยืนอยู่ข้างนอกจำนวนมาก ไม่ใช่ศพ ไม่ใช่ผีในแบบที่มีหน้าเลือดหรือดวงตาขาว พวกเขาเป็นช่องว่างรูปคนในหมอก พื้นที่ที่ฝนไม่ตกผ่าน รูปร่างของสิ่งที่โลกเว้นไว้เพราะไม่มีชื่อเรียกกลับ
ดร.เทวัญถอยหลังชนแผงสวิตช์ “หยุดเถอะ มันจะพังทั้งหมด”
แก้วจับแขนเขา “ให้มันพัง”
“คุณไม่เข้าใจ ถ้ารากแตก น้ำทั้งหุบจะหาย สวนจะตาย”
“หุบล่างตายไปนานแล้วเพราะสวนคุณ”
เสียงปอในท่ออ่อนลง “ดา กลับบ้านกัน”
นี่คือกับดักที่อ่อนโยนที่สุด นิดารู้ ถ้าเธอพูดว่าไป ถ้าเธอเรียกชื่อปอด้วยความอยากได้กลับมา รากจะมีทางเข้าถึงเธอ เธอจะเดินตามเสียงนั้นไปเหมือนเมย์เกือบเดินเข้าตู้ เธอกัดริมฝีปากจนได้รสเลือดเล็กน้อย แล้วพูดเข้ามิค
“ปอไม่ได้อยู่ที่นี่”
เสียงในท่อเงียบวูบ
“เสียงของปออยู่ในความผิดของฉัน ไม่ใช่ในราก ไม่ใช่ในสวน ฉันจะไม่ให้ที่นี่ใช้เธอเรียกฉันอีก”
พื้นแตกร้าว น้ำใสพุ่งจากรอยแยกเป็นเส้นบาง ๆ รากสีขาวเลื้อยออกมาจากใต้แผง ค่อย ๆ พันขาโต๊ะ พันสายไมค์ พันข้อเท้านิดา ไม่บีบ ไม่ดึง เพียงแตะเหมือนขอร้อง จากปลายรากมีเสียงของปอครั้งสุดท้าย
“แล้วดาจะอยู่ยังไง”
นิดาสะอื้น “อยู่กับความจริง”
เธอกดเล่นไฟล์แรกที่เครื่องบันทึกอัดเองตอนมาถึง เสียง “ดา…อย่าตอบ” ดังผ่านลำโพงเก่าทั่วสวน แต่ครั้งนี้เธอพูดทับมัน
“ฉันได้ยินแล้ว และฉันไม่ตอบในแบบที่เธอต้องการ ฉันจะตอบในแบบที่ฉันควรตอบตั้งแต่วันนั้น ปอ ฉันขอโทษ”
รากที่ข้อเท้ากระตุกเหมือนถูกไฟ เสียงมากมายในท่อดังขึ้นพร้อมกัน ไม่ใช่กรีดร้อง แต่เป็นเสียงคนสูดหายใจครั้งแรกหลังอยู่ใต้น้ำนานเกินไป ภัทรกดไมค์อีกตัว เสียงเขาสั่นแต่ชัด
“อรพินเป็นป้าของผม เธอไม่ได้บ้า เธอพยายามช่วยคน และครอบครัวเราปล่อยให้ชื่อเธอกลายเป็นเรื่องน่าอาย ผมชื่อภัทร แต่เธอเรียกผมว่าภู และผมจำเธอได้”
เงาช่องว่างนอกรั้วเรือนกระจกขยับ หนึ่งในนั้นวางมือบนกระจก ฝ้าขาวเกิดเป็นรอยฝ่ามือเล็ก ๆ ภัทรร้องไห้เงียบ ๆ ไม่เดินเข้าไปหา
เมย์ค่อย ๆ ยืนขึ้น เธอรับไมค์จากนิดา มือยังสั่น “หนู…หนูไม่แน่ใจว่าหนูชื่ออะไร”
นิดากระซิบ “ไม่ต้องฝืน ถ้าจำไม่ได้ พูดสิ่งที่จริง”
เมย์พยักหน้า น้ำตาไหล “หนูเป็นลูกสาวของผู้หญิงที่รอหนูกินข้าว หนูชอบโกหกว่าไม่เหงา หนูมาที่นี่เพราะอยากได้ใบรับรองไปสมัครงาน ไม่ได้กล้าหาญอะไรเลย หนูกลัวลืมเสียงแม่มากกว่ากลัวตาย”
จากลำโพงแตก ๆ ทั่วสวน มีเสียงผู้หญิงวัยกลางคนดังแทรกอย่างแผ่ว “เมย์ ถึงแล้วโทรหาแม่ด้วยนะ”
เมย์สะดุ้ง แล้วร้องไห้ออกเสียง “แม่”
ครั้งนี้คำว่าแม่ไม่ได้ถูกดูดเข้าไป มันสะท้อนในเรือนกระจก สะท้อนจริง ๆ เป็นครั้งแรกที่นิดาได้ยินเสียงสะท้อนในวังใบพราง
ดร.เทวัญยืนหน้าซีด มองรากที่เริ่มดำและแตกเป็นผง “ผมไม่รู้จะพูดความจริงอะไร”
แก้วตอบ “เริ่มจากชื่อคนที่คุณไม่เคยเรียก”
ชายชรามองป้าเสงี่ยม มองแก้ว มองเงานับไม่ถ้วนข้างนอก เขาจับไมค์ด้วยมือสั่น “ผมชื่อเทวัญ วังใบพราง ผมรับมรดกที่สร้างจากการลบคนอื่น และผมใช้คำว่าวิจัย คำว่าอนุรักษ์ คำว่ามูลนิธิ เพื่อไม่ต้องพูดว่ากลัวเสียทรัพย์สิน ผมรู้ว่ามีคนหาย ผมรู้ว่ากฎไม่พอ แต่ผมเลือกความเรียบร้อย”
เขาหยุด กลืนน้ำลาย “ผมจำชื่อแม่ของแก้วไม่ได้ ทั้งที่เธอทำงานให้บ้านผมจนตาย ผมจำไม่ได้เพราะไม่เคยพยายามจำ”
แก้วหันหน้าหนี แต่ไหล่สั่น
เสียงใต้พื้นเปลี่ยนจากลมหายใจเป็นเสียงแตกแห้ง เรือนกระจกเริ่มเปิดออกจากข้างบน กระจกบางแผ่นร้าวเป็นลายใบไม้แต่ไม่หล่น เถาวัลย์ลิ้นจำหดตัว ใบรูปหูม้วนเข้าหาก้านเหมือนไม่อยากฟังอีก แสงแดดจริงส่องลงมาครั้งแรก ด้านนอกหมอกบางลง เงาช่องว่างรูปคนเริ่มมีรายละเอียด บางคนมีผ้ากันเปื้อน บางคนถือกรรไกรตัดกิ่ง บางคนเป็นหญิงผมสั้นในเสื้อกาวน์เก่า
ภัทรก้าวไปหนึ่งก้าว แล้วหยุด หญิงเสื้อกาวน์แตะกระจกจากอีกฝั่ง ปากเธอขยับ ไม่มีเสียง แต่นิดาอ่านได้จากรูปปากว่า กลับไป
ประตูเรือนกระจกเปิดเอง เสียงกุญแจสามชั้นตกลงพื้นพร้อมกัน ทางเดินไปประตูใหญ่ปรากฏชัด ไม่ถูกหมอกบัง แก้วตะโกนโดยไม่ใช้ชื่อ “ออกไป ทุกคนออกไปเดี๋ยวนี้”
พวกเขาวิ่ง ไม่ใช่หนีผี แต่หนีสิ่งมีชีวิตโบราณที่กำลังคายสิ่งที่มันกลืนไว้เกินกำลัง พื้นทางเดินปูนนูนขึ้นเป็นคลื่น รากขาวโผล่ตามรอยแตกแล้วสลายเป็นผงเมื่อโดนแดด นิดาช่วยพยุงเมย์ ภัทรประคองป้าเสงี่ยม แก้วลากดร.เทวัญที่หมดแรงจะยืนเอง เสียงประกาศเก่าจากระบบลำโพงยังดังทั่วสวน เป็นเสียงคนจำนวนมากพูดชื่อของตนเอง บางชื่อชัด บางชื่อเป็นเพียงพยางค์ บางเสียงพูดได้แค่ “ฉันอยู่ตรงนี้” และประโยคนั้นก็เพียงพอ
เมื่อถึงประตูเหล็กใหญ่ รถตู้ที่ควรมารับพวกเขาไม่อยู่ ถนนลงเขาว่างเปล่า แต่ศาลาไม้ที่เมย์พูดถึงตั้งอยู่ตรงปากทางจริง ๆ ป้ายด้านหน้าอ่านได้ครบในแสงแดดว่า ศาลาพักผู้ถูกเรียกคืน บนม้านั่งมีหมวกสานวางอยู่ ไม่มีลุง ไม่มีรอยเท้า
เมย์มองศาลาแล้วกระซิบ “หนูจำได้แล้ว หนูบอกลุงว่าหนูชื่อเมย์”
นิดาจับมือเธอ “ตอนนี้เธอบอกเราเอง”
เมย์พยักหน้า “หนูชื่อเมย์” เธอพูดอีกครั้ง มั่นคงขึ้น “หนูชื่อเมย์”
เสียงสะท้อนจากสวนตอบมาเบามาก ไม่ได้เลียน ไม่ได้ล้อ เพียงปล่อยคำกลับมาเหมือนคืนของที่ยืมไป “เมย์”
พวกเขาเดินลงเขาจนสัญญาณโทรศัพท์กลับมา เมย์โทรหาแม่และร้องไห้ทันทีที่ได้ยินเสียงปลายสาย ภัทรโทรแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นด้วยเสียงคนที่รู้ว่าหลักฐานส่วนใหญ่จะอธิบายไม่ได้ แต่ยังต้องพูด ดร.เทวัญนั่งริมถนน มองมือตัวเองเหมือนเพิ่งเห็นว่ามันแก่ ป้าเสงี่ยมขอน้ำจากแก้วแล้วพูดคำว่าขอบใจด้วยเสียงแหบ ๆ แก้วยิ้มทั้งน้ำตา
นิดาไม่โทรหาใคร เธอนั่งบนก้อนหินข้างทาง เปิดเครื่องบันทึก ตรวจไฟล์ทั้งหมด ไฟล์จากเรือนกระจกมีคลื่นเสียงหนาแน่นจนหน้าจอแทบดำ เธอกดฟังช่วงที่พูดขอโทษปอ เสียงของเธอสั่น น่าเกลียด ไม่ผ่านการตัดต่อ มีลมหายใจสะอื้นแทรก มีเสียงสายไมค์เสียดสี มีเสียงเมย์ร้องไห้เบา ๆ ข้าง ๆ และหลังคำว่า “ฉันขอโทษ” มีความเงียบยาว
ความเงียบนั้นไม่เหมือนความเงียบของสวน มันไม่ดูดอะไร มันเปิดพื้นที่ให้สิ่งที่ไม่มีคำตอบได้อยู่
เธอเก็บไฟล์ไว้
หลายสัปดาห์ถัดมา วังใบพรางถูกปิดโดยคำสั่งจังหวัด ไม่มีรายงานไหนใช้คำว่ารากไร้นาม ไม่มีใครเขียนว่าพืชจำชื่อคนได้ เจ้าหน้าที่บันทึกเพียงเรือนกระจกทรุดตัวจากระบบน้ำใต้ดินเสียหาย พบเอกสารแรงงานไม่สมบูรณ์จำนวนมาก และต้องตรวจสอบสิทธิ์ที่ดินของชุมชนหุบล่าง ภัทรส่งสำเนาสมุดของป้าให้หลายฝ่าย เขาไม่รู้ว่าจะมีใครเชื่อเท่าไร แต่ทุกครั้งที่เซ็นชื่อ เขาเขียนชื่ออรพินไว้ในจดหมายแนบด้วย
เมย์กลับไปหาแม่ก่อนเริ่มงานใหม่ เธอส่งข้อความเสียงให้นิดาเป็นครั้งคราว ไม่ยาว แค่บอกว่าวันนี้กินอะไร รถติดแค่ไหน แม่บ่นเรื่องผ้าไม่แห้งอย่างไร นิดาฟังทุกไฟล์จนจบ ไม่ลบทิ้ง ป้าเสงี่ยมย้ายไปอยู่กับญาติของแก้วในอำเภอ เธอยังพูดน้อย แต่ไม่ได้พกสมุดตลอดเวลา ดร.เทวัญให้ปากคำต่อคณะกรรมการและเริ่มจำชื่อคนงานเก่าทีละคนจากบัญชีเงินเดือนที่เหลือ แม้หลายช่องยังว่าง เขาเขียนคำว่า ไม่ทราบ ไม่ใช่ ไม่มี
นิดากลับกรุงเทพพร้อมอุปกรณ์ที่มีกลิ่นเขียวติดสายไมค์อยู่หลายวัน เธอนั่งในห้องทำงานเล็ก ๆ กลางเมือง เปิดโปรเจกต์เสียงวังใบพรางบนคอมพิวเตอร์ ลูกค้าถอนงานจัดแสดงเพราะคดีที่ดิน แต่เธอยังคัดไฟล์ต่อ ไม่ใช่เพื่อขาย ไม่ใช่เพื่อทำให้เสียงน่าฟัง เธอทำสำเนาส่งให้ภัทร ให้เมย์ ให้แก้ว และเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ที่เขียนป้ายว่า เสียงที่ไม่ควรถูกลบ
คืนหนึ่ง ฝนตกหนักเหมือนคืนที่ปอจากไป นิดาเปิดลิ้นชักที่เก็บเครื่องบันทึกเก่าของตัวเอง เครื่องที่เธอใช้ในวันนั้น เธอเคยแน่ใจว่าลบไฟล์หมดแล้ว แต่เมื่อเสียบสายเข้าคอมพิวเตอร์ มีไฟล์หนึ่งปรากฏขึ้น ไม่มีชื่อ วันที่ผิดเพี้ยนเป็นศูนย์ทั้งหมด ความยาวสามนาทีสิบสองวินาที
เธอนั่งมองมันอยู่นาน ฝนเคาะหน้าต่างเป็นจังหวะคล้ายใครขอเข้า เธอไม่ได้กลัวแบบเดิม ความกลัวยังอยู่ แต่ไม่ใช่นายของเธออีก เธอกดเล่น
เสียงฝน เสียงน้ำเชี่ยว เสียงเด็กสาวสองคนทะเลาะกัน เสียงเธอในอดีตพูดประโยคที่เธอเกลียดตัวเองเพราะมัน แล้วเสียงปอร้องเรียก ชัดเจนกว่าความทรงจำ ชัดเจนจนเธอต้องเอามือกุมโต๊ะ
แต่ท้ายไฟล์ มีสิ่งที่เธอไม่เคยได้ยิน เพราะวันนั้นเธอปิดเครื่องก่อน หรือเพราะบางอย่างคืนมาให้ มีเสียงหอบของเธอวิ่งลงน้ำ เสียงกิ่งไม้หัก เสียงเธอกรีดร้องชื่อปอซ้ำ ๆ จนเสียงแตก และเสียงเบามากของปอใกล้ไมค์ พูดไม่เต็มคำ
“ดา…”
นิดาร้องไห้โดยไม่หยุดไฟล์ เธอฟังจนจบ ไม่มีปาฏิหาริย์ ไม่มีคำให้อภัยจากคนตาย ไม่มีเสียงบอกว่าไม่เป็นไร มีเพียงความจริงทั้งดิบและไม่เรียบร้อยว่าเธอทำผิด เธอพยายามช้าเกินไป แต่เธอก็ลงไป เธอไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ และไม่ใช่ปีศาจ เธอเป็นคนที่ต้องอยู่ต่อโดยไม่ลบสิ่งที่เจ็บ
เมื่อไฟล์จบ เธอเปลี่ยนชื่อมันเป็น ปอ_ความจริง แล้วสำรองไว้สามที่
ก่อนนอน เธอได้รับข้อความเสียงจากเบอร์ไม่รู้จัก ไม่มีสัญญาณเตือนสแปม ไม่มีชื่อผู้ส่ง ความยาวเก้าวินาที นิดามองหน้าจอ หัวใจค่อย ๆ เต้นหนักขึ้น แต่เธอกดเล่น
มีเสียงลมผ่านใบไม้ เสียงน้ำใต้ดินไกลมาก และเสียงผู้หญิงหลายคน หลายผู้ชาย หลายวัย พูดชื่อของตนเองซ้อนกันอย่างสงบ จนวินาทีสุดท้าย มีเสียงหนึ่งที่เธอจำได้ว่าเป็นของป้าเสงี่ยม พูดเบา ๆ
“ถ้ามีใครเรียกจากที่มืด ไม่ต้องขาน แค่จำไว้ว่าเขาเคยมีชื่อ”
นิดาบันทึกไฟล์นั้นไว้ในโฟลเดอร์เดียวกัน แล้วปิดไฟ ห้องเงียบลง แต่ไม่ว่างเปล่า เธอนอนฟังฝน ฟังเมือง ฟังเสียงตัวเองหายใจ โดยไม่พยายามตัดเสียงใดออกไป
ไกลออกไปบนภูเขา ที่ประตูเหล็กของวังใบพรางซึ่งถูกพันด้วยโซ่ใหม่ ป้ายไม้เก่าผุหล่นลงในคืนฝนตก เถาวัลย์ที่เคยคลุมเสาค่อย ๆ แห้งเป็นเส้นสีดำ แต่ตรงพื้นหน้าประตู มีต้นอ่อนเล็ก ๆ งอกขึ้นมาจากรอยแตก ใบแรกของมันไม่ได้มีรูปเหมือนหู มันเรียบ ธรรมดา และเปียกฝน
ถ้าใครก้มลงใกล้มากพอ จะไม่ได้ยินเสียงกระซิบเรียกชื่อใคร
จะได้ยินเพียงเสียงเบา ๆ ของใบอ่อนที่ขยับตามลม เหมือนคนกำลังฝึกออกเสียงคำแรกของชีวิตใหม่