ดอกไม้สีเทาในสวนลอยฟ้า
เสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านใบไม้ ทำให้สวนลอยฟ้าตอนเที่ยงคืนดูเกือบจะมีชีวิต วิลันดาในเสื้อคลุมคลุมโปงเปิดประตูห้องกระจกอย่างเบามือ แววตาเต็มไปด้วยความกังวล เธอมองรอบตัว—คนเดินตรวจรอบสุดท้ายผ่านไปแล้ว เงายาว ๆ ของต้นเฟิร์นกอใหญ่ทอดย้วยบนพื้นกระเบื้องเปียกน้ำค้าง วิลันดารีบเดิน ดวงไฟถนนสีส้มกระตุกเล็ก ๆ เมื่อเท้าของเธอเหยียบพื้นเปียก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!วิลันดาจ้องไปข้างหน้า ใต้ต้นแอชใหญ่ เธอค่อย ๆ หย่อนกระเป๋าผ้าเล็ก ๆ ลงข้างลำต้น ตาเธอจับจ้องของสิ่งนั้นอยู่นาน คล้ายหวาดกลัวอะไรบางอย่างในตัวเอง เสียงหวีดจากยอดตึกสูงเรียกเธอกลับสู่วินาทีปัจจุบัน มือของเธอสั่น จุดที่เธอซ่อนของ…นั่นคือจุดที่ความลับกำลังฝังรากอยู่
แต่แล้ว—เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากอีกฝั่ง วิลันดาหดตัวเล็กลงข้างพุ่มไฮเดรนเยีย หัวใจเต้นแรง ลมหายใจสะดุด เด็กหนุ่มร่างผอมสูงเดินออกจากเงามืด เด็กคนนั้นชื่ออาริน สวมเสื้อกันหนาวยับ ตัวสั่นเพราะลมหนาว มือหนึ่งถือหนังสือปกขาด อีกมือกำอะไรบางอย่างแน่น
อารินหยุดใต้แสงไฟสวน มองรอบตัว สีหน้าเหมือนคนถูกขโมยความสงบใจไปทั้งชีวิต เขาหันขวับมาทางต้นแอช คล้ายจับกลิ่นจาง ๆ ของอารมณ์แปลก ๆ ได้ แววตากระวนกระวาย วิลันดาขดตัวนิ่ง รอให้เด็กหนุ่มผ่านไป พวกเขาอยู่ห่างกันเพียงสองเมตร ผนังความเงียบขยายตัวจนแทบจะป่นความคิดให้ละเอียด
“ใครน่ะ?” อารินถามเสียงแหบ แฝงแววระแวงผสมอ้างว้าง ไม่มีใครตอบ วิลันดาแทบหยุดหายใจ สวนลอยฟ้าทั้งสวนดูเหมือนจะฟังสายลมไปพร้อมกับอาริน
อารินเดินไปใกล้ เขาโน้มตัวลงข้างต้นแอช ตาเขาสะดุดกับกระเป๋าผ้าที่เพิ่งถูกฝังบังเอิญ ความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าความกลัว เขายื่นมือไปสัมผัสมันเบา ๆ วิลันดาหลุดเสียงครางในคอ อารินชะงัก เท้าถอยหลัง เลือดในกายเย็นเฉียบ
“อย่าแตะ” เสียงหนึ่งพูดออกมาจากพุ่มไม้ ชั่วขณะหนึ่งที่อารินลังเล แล้ววิลันดาก็โผล่ออกมา ใบหน้าซีดจาง เส้นผมเปียกลู่ เธอก้มต่ำ ไล่สายตาไปทางกระเป๋า
“มันของเธอเหรอ?” อารินถามเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยคำถามชื้น ๆ แต่ก็มีความเข้าใจคลุมเครืออยู่ในนั้น
“อย่าเปิด” วิลันดากลืนน้ำลาย ดวงตาหลีกเลี่ยงการสบตาเพราะบางอย่างในกระเป๋านั้นอธิบายไม่ได้—อย่างน้อยกับคนแปลกหน้า
อารินไม่ได้ตอบ เขาเหลือบไปมองกระเป๋านั้นอย่างลังเล ในสวนมีเพียงเสียงลมหอบแห้ง ๆ ผ่านระหว่างใบไม้แตกหน่อใหม่ ทั้งสองยืนนิ่งนานเกินควร ก่อนที่อารินจะดึงมือกลับ—เขายิ้มเศร้าให้เธออย่างเอาใจ
“โอเค” เขากระซิบ เมื่อพูดจบ ร่างทั้งคู่จึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ วิลันดากระวังถอยหลังช้า ๆ อารินยืนฟังเงียบ ๆ—คนแปลกหน้าสองคนที่มีความลับคนละแบบ เรื่องคืนนั้นน่าจะจบลงตรงนี้
แต่แล้วในวินาทีที่วิลันดาหันหลังกลับพลันมีเสียงระเบิดเบา ๆ ดังขึ้นในส่วนถัดไปของสวน แสงไฟสว่างวาบเป็นเส้นริ้ว วิลันดากับอารินตกใจจนขาแทบหลุดจากโคน วิลันดาคว้ากระเป๋าขึ้นหมายจะหนี อารินสงสัยแต่ก็วิ่งตาม เขาชำเลืองมองเธอเป็นระยะ—เพียงแวบตาเดียวเขาสังเกตเห็นแววอ้อนวอนในดวงตาเธอ
“เธอตั้งใจมาที่นี่ทำไม?” อารินหอบถามขณะวิ่ง วิลันดาเงียบ ทั้งคู่พุ่งเข้าไปในมุมมืดหลังแปลงดอกเฟื่องฟ้าด้านตะวันออก สวนทั้งสวนตื่นตระหนก—เจ้าหน้าที่สวนวิ่งตรวจตราพร้อมไฟฉายและเครื่องประดับเสียงเตือน
“ฉัน…ฉันแค่ต้องฝังมัน” วิลันดาเสียงสั่น มือกำกระเป๋าแน่น
“เธอทำผิดอะไรมา?” อารินถามอย่างเจือความหวั่นวิลลึกในน้ำเสียง วิลันดาหลบตา เขาหยุดคิดก่อนพูดต่อ “ฉันก็ไม่ใช่คนดีอะไรเหมือนกัน”
บรรยากาศนิ่งเหมือนสูญเสียเสียงอื่น ๆ ไป วิลันดามองหน้าเขาผ่านแสงไฟส้มทะลุใบไม้ เธอเห็นรอยคล้ำของความทุกข์ใจบนใบหน้าเด็กหนุ่ม แม้จะพูดน้อยแต่ดวงตาบอกเล่าถึงภาระหนักที่เขาแบกอยู่
ทันใดนั้น แสงไฟฉายนายตรวจสวนส่องเข้ามายังจุดที่ทั้งสองหลบ—ทั้งคู่หอบหายใจ สบตากัน—ราวกับต้องร่วมมือกันโดยไม่มีทางเลือก อารินพยักหน้าเล็ก ๆ เหมือนบอกเป็นนัยว่าไว้ใจได้ วิลันดาพึมพำ “ขอโทษ” ก่อนจะเร่งฝีเท้าไปยังทางหนีอีกทาง อารินตามไปแบบไม่ลังเล—เงาของสองคนปรากฏบนทางเดินยาวใต้แสงจันทร์
พวกเขาหนีการตามล่าจากเจ้าหน้าที่สวนจนสุดเขตสวนลอยฟ้า เด็กทั้งสองแอบลอดแนวพุ่มไม้สูง พอหยุดหอบในซอกเงาที่ห่างไกลพอ วิลันดานั่งชันเข่ากอดกระเป๋าไว้แน่นจนข knuckles ขาว
“ฉัน—ฉันถูกตามล่า…” เธอแว่วเสียงสั่น สารภาพเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน อารินนั่งลงข้าง ๆ ช้า ๆ สายตาเต็มไปด้วยความสงสัยแต่ไม่ก้าวก่าย
“คนจากโลกเบื้องล่างใช่มั้ย?” อารินพูดเหมือนแทงคว้านถูกใจ วิลันดาพยักหน้าสตั้น
“พวกนายช่วยไม่ได้หรอก” เธอว่าเสียงเศร้า อารินส่ายหน้า
“ฉัน—ฉันก็อยู่คนเดียว ไม่มีที่ไปเหมือนกัน” อารินเสียงแผ่ว ดวงตาเงาสะท้อนแสงเมืองที่อยู่ไกลลิบ สองชีวิตผู้ลี้ภัยจากโลกที่ไม่เข้าข้างพวกเขา กำลังตกอยู่ท่ามกลางแรงกดดันจากเบื้องบนและเบื้องล่างพร้อม ๆ กัน
วิลันดาก้มหน้ากอดกระเป๋าแน่น อารินยื่นมือแตะไหล่เธอเบา ๆ คล้ายต้องการถามแต่ไม่อยากรุกล้ำหัวใจที่ปิดผนึกไว้ ความเงียบปกคลุมอยู่อีกพักใหญ่
เจ็ดโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น ฝนเปาะแปะบนกระจกใส สายหมอกลอยต่ำปกคลุมสวน วิลันดาแอบเข้าไปในห้องเรียนชั้นบนสุดของอาคารเรียนกลางเมือง ทุกคนกำลังจับกลุ่มพูดคุยถึงเหตุการณ์ระทึกเมื่อคืน เธอพยายามเดินเบี่ยงผ่านกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน สีหน้าสะท้อนความกังวลใจ ยากจะปิดซ่อนความลับในกระเป๋า
อารินนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง บนโต๊ะเรียนตกอยู่ใต้เงาดำแนบสนิทกับพื้น เขาขยับตัวไม่สบายใจ คล้ายมีอะไรในอกที่อัดแน่น… (เนื้อหาต่อในส่วนถัดไป)