รอยยิ้มสีเทา
เสียงฝนโปรยปรายกระทบกระจกหน้าต่างห้องเรียนชั้นห้าของคณะศิลปกรรม ภายในห้องไม่มีใครเสียงดัง มีเพียงเสียงขีดเขียนกับกลิ่นฝนจางๆ ทิวสวมเสื้อยืดยับ ๆ ก้มหน้าขีดเส้นดินสอในสมุดโน้ต เขาเลือกนั่งท้ายสุดแทบทุกครั้ง มือหนึ่งถูกรอยปากกาเปื้อนหมึกสีดำจนแห้งไปหมด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ นายยังอยู่กลุ่มเรานะ?” เสียงนั้นดังขึ้นจากฝ้าย เพื่อนร่วมกลุ่มที่ทิวแทบไม่เคยคุยด้วยตรงๆ เธอยิ้มนิด ๆ ดวงตาค่อนข้างหม่น ถึงจะดูสดใส แต่ก็เหมือนฝืนยิ้มอยู่เสมอ
ทิวปรายตามอง “อืม…ขอโทษ พอดีคิดอะไรอยู่”
ฝ้ายขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ มือเล็ก ๆ กำเอกสาร “อาจารย์ให้แบ่งหน้าที่ใหม่ นายช่วยอ่านอันนี้ที”
เขารับเอกสารมาช้า ๆ ขอบกระดาษโดนนิ้วสั่น ๆ ฝ้าย “โอเค เดี๋ยวเราเขียนสรุปให้” สายตาเธอวนมองสมุดในมือทิว ก่อนผ่อนลมหายใจเบา ๆ
“นายโอเคเปล่า ทิว?” ฝ้ายถามเสียงเบากว่าเดิม
“แค่…เมื่อคืนไม่ได้หลับดีเท่าไหร่” ทิวเลี่ยงตา ฝ้ายพยักหน้าแต่ไม่พูดต่อ ต่างคนต่างเงียบ อยู่ในห้องฝนตกที่ดูชื้นเย็น
งานกลุ่มใกล้จะครบกำหนดส่ง พวกเขานัดเจอกันบ่อยขึ้น ช่วงหนึ่งทิวต้องไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านกาแฟ จึงฝากฝ้ายสรุปหัวข้อ ฝ้ายตอบตกลงด้วยท่าทางลังเล เธอบิดท้ายผมเล่นด้วยความเคยชิน
“ทิว…เอ้อ ถ้าเหนื่อยมากไม่ต้องฝืนก็ได้ ไม่อยากให้ใครเป็นลมใส่หนังสือบ้านเรา” ฝ้ายกลั้นยิ้ม
“เราไหว ฝ้ายล่ะ เห็นอ่านหนังสือไม่เว้นวัน”
ฝ้ายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนกระตุกไหล่ “จำเป็นต้องอ่าน จำเป็นต้องเก่ง ไม่งั้นแม่จะมองเราแบบเดิม…” เธอกัดริมฝีปากตนเองเหมือนเพิ่งเผลอพูดมากไป
ทิวพยักหน้า ไม่ชวนสนทนาต่อ ทั้งคู่ใช้เวลาจดจ่อกับงาน กระทั่งเสียงฝนซับลง
อีกวันฝ้ายเจอยายของทิวที่ตลาด ยายเดินถือผัก แววตาละห้อย เห็นฝ้าย ยายยิ้มใจดี ทิวยืนเว้นระยะห่าง “ยายเรา…เอ่อ ขอบคุณที่ช่วยงานกลุ่มนะฝ้าย”
“ยายทิวน่ารักจัง เหมือน…เหมือนฝ่ายคุณยายเรานิดนึง” ฝ้ายเอื้อมไปรับถุงกับข้าวมาถือแทน ทิวรีบคว้ากลับ “เดี๋ยวเราเอง ฝ้ายไปเรียนเถอะ เดี๋ยวสาย” เขาส่งรอยยิ้มจาง ๆ ก่อนเดินนำออกไป
ฝ้ายยืนนิ่ง รู้สึกเหมือนถูกกันออกบางอย่าง แต่ก็ไม่โกรธ มีแต่ความสงสัยในใจ
เย็นวันหนึ่งขณะกำลังนั่งทำงานกลุ่มในห้องสมุด ฝนฟ้าสลัว หลายคนเข้านอนบ้าน ฝ้ายยังนั่งอยู่ ขยับโน้ตบุ๊คชิดกับของทิวที่วางกระเป๋าไว้
“นายไม่กลับบ้านเหรอ” ฝ้ายเอ่ยเบา ๆ
ทิวหลบตา “รอให้ยายโทรมาก่อน…แล้วก็รอฝนหยุด เดินกลับบ้านไม่ชอบเดินเปียก”
ฝ้ายยิ้ม พยักหน้าแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง “บางทีฉันก็อยากมีเหตุผลแบบนี้จะได้ไม่ต้องรีบกลับบ้าน” เธอพูดคล้ายแซว แต่เสียงพร่าเล็กน้อย
ทิวรับรู้ถึงบางสิ่งในคำพูดนั้นแต่ไม่ได้ถามต่อ เวลาเย็นนั้นเลยผ่านไปโดยไม่มีใครพูดอะไรอีก
วันส่งงานกลุ่ม พวกเขานั่งรออาจารย์หน้าห้อง ฝ้ายหยิบสมุดสรุปส่งให้ทิว เขามองตาเธอ พบความอบอุ่นแปลก ๆ
“ขอบคุณนะฝ้าย ถ้าไม่มีเธอ งานกลุ่มคงเสร็จไม่ทัน”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เราก็ทำดีเพราะนายช่วยมาเกือบทุกอย่าง” ฝ้ายเสียงเบา
ทิวส่งรอยยิ้มจาง ๆ ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกของตัวเองคืออะไร
หลังวันนั้นชีวิตวนกลับไปตามปกติ จนถึงวันสอบกลางภาค ฝ้ายสอบเสร็จก่อนเวลาจึงเดินหาทิวที่ร้านกาแฟแถวหน้ามอ ร้านเล็ก ๆ ที่เขาทำงาน
ฝ้ายยืนลังเลหน้าร้าน มองผ่านกระจกเห็นทิวกำลังชงกาแฟ ยายเขานั่งอยู่มุมหนึ่ง หญิงชราแก้มตอบ มองหลานทำงานด้วยสายตาวางใจ
ฝ้ายเดินเข้าไป “วันนี้เหนื่อยไหม?”
ทิวเหลือบตามอง “นิดหน่อย ฝ้ายมาทำไม?”
“อยากถามสูตรลาเต้ บาริสต้าบอกให้ถามทิว…หรือว่าต้องซื้อก่อน?” ฝ้ายหยอกเบา ๆ
ทิวหัวเราะเบา เสียงหัวเราะน้อยครั้งของเขาหลุดออกมา
บรรยากาศอบอุ่น ฝ้ายสังเกตเห็นทิวเช็ดมือแล้วเดินมานั่งข้างยาย “ฝ้าย ลองเอานี่ไปดูก่อน เผื่อสนใจ” เขาส่งหนังสือลายมือให้
“ทำเองเหรอ?”
ทิวพยักหน้า “วาดเล่น ๆ มาตั้งแต่เด็ก ยายชอบบอกให้เก็บไว้ เผื่อมีค่า”
ฝ้ายพลิกดู มีภาพหญิงชรากำลังหัวเราะกับเด็กชาย สายตาเธอดูซึ้งใจ
“สวยนะทิว แบบนี้ขายได้เลย ทำไมไม่ส่งประกวด?”
ทิวยิ้มฝืน “ไม่มีเวลา…แค่พอเลี้ยงยายไหวก็ดีแล้ว”
ฝ้ายสังเกตความเหนื่อยที่ซ่อนอยู่ ลึก ๆ แล้วเธอเริ่มอยากรู้จักทิวมากกว่าความเป็นแค่เพื่อนกลุ่ม
เวลาผ่านไป กลุ่มเพื่อนนัดอ่านหนังสือที่คอนโดฝ้าย เธอเชิญทิว ทิวลังเลแต่ก็มาด้วย เมื่อถึงที่พัก ข้าวของหรูหรา ตู้หนังสือบิ๊วอิน ฝ้ายแอบหวั่น ๆ กลัวเพื่อนจะมองว่าโชว์ฐานะ
“บ้านนายเป็นไงบ้าง?” เพื่อนในกลุ่มถามทิวข้าง ๆ กัน
ทิวอึกอัก “ก็…ไม่มีอะไร ขอโทษนะ เขินน่ะ”
บรรยากาศอึดอัด ฝ้ายมองตาทิวอย่างเข้าใจ ฝ้ายเบนเรื่องไปเรื่องมุกตลกบ้างเล็กน้อย ทุกคนเริ่มผ่อนคลายขึ้น
ค่ำนั้นทิวมองออกไปที่ระเบียง โรยฝนพร่ำ ฝ้ายเดินมาหยุดข้าง ๆ
“ฝ้าย…ขอบคุณที่ชวนมานะ”
ฝ้ายเงียบไปนาทีหนึ่ง ก่อนตอบ “ต่างบ้าน คนละแบบ…แต่พอเป็นเพื่อนกัน มันก็โอเคใช่ไหม?” เธอฝืนยิ้ม
ทิวมองหน้าเธอนิ่ง ยิ้มบาง ๆ
เมื่อเวลาผ่านไป ทิวกับฝ้ายเริ่มไปเที่ยวด้วยกันบ้าง ทั้งคู่เลือกสวนสาธารณะติดแม่น้ำ เดินเล่นตอนเย็น ทิวเล่าเรื่องยายบ้างอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ฝ้ายเล่าเรื่องปัญหาที่บ้านของเธอเองที่แม่เข้มงวดเกินไป
“ฉันไม่เข้าใจเลยว่าบางทีแม่ก็อยากให้ฉันเป็นอะไรที่ไม่ใช่ฝ้าย” เธอพูดพลางมองแม่น้ำไหลเอื่อย
“ยายเราก็อยากให้เราได้ดี แต่บางทีก็ไม่รู้ว่า ‘ดี’ แปลว่าอะไรเหมือนกัน…”
ทั้งคู่นั่งเงียบ ท่ามกลางเสียงรถและลมเย็นปลายฝน ไม่มีใครพูดอะไรต่อ แต่เหมือนเข้าใจบางอย่างมากขึ้นโดยไม่ต้องอธิบาย
ระยะหลัง ฝ้ายเริ่มทุ่มเวลาให้งานกลุ่ม มีคืนหนึ่งทิวส่งข้อความให้ฝ้ายขอเลื่อนนัด เพราะยายเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ฝ้ายรีบโทรกลับทันที
“นายอยู่โรงพยาบาลไหน เดี๋ยวฉันไป” เสียงเธอสั่น ทิวปฏิเสธ “ไม่ต้อง เราดูแลยายเองได้ ฝ้ายดูแลแม่เถอะ…”
“แต่—”
“ขอโทษ เราไม่อยากให้ใครลำบาก” ปลายเสียงเขาเต็มไปด้วยความเศร้า
ฝ้ายวางสาย ใจร้อนรุ่มแต่ปล่อยเขาไว้ตามคำขอ
หลังจากนั้นทิวเริ่มห่างจากกลุ่มเพื่อน มีแต่ฝ้ายที่ยังส่งข้อความมาถามไถ่ แม้เขาตอบกลับห้วน ๆ เป็นส่วนใหญ่
“จะไปเรียนไหม” ฝ้ายถามทุกเช้า
“ไม่แน่” ทิวตอบ
“มีอะไรอยากให้ช่วยไหม” ฝ้ายถามอีก ทิวพิมพ์ว่าไม่เป็นไร
ฝ้ายใจหาย เธอรู้ตัวดีว่าเป็นห่วงเขาเกินกว่าคำว่าเพื่อนแล้วแต่ไม่กล้าสารภาพ
วันต่อมา ฝ้ายเดินไปเยี่ยมบ้านทิวเอง กดกริ่งยิก ๆ ประตูถูกเปิดโดยยาย ทิวยืนอยู่ข้าง ๆ ตกใจ
“ฝ้าย มาได้ยังไง?”
“ก็…แค่อยากมาเยี่ยม”
บรรยากาศในบ้านชื้นเย็น มีกลิ่นยาหม่องจาง ๆ ของยาย ต้นไม้กระถางเล็ก ๆ ปะปนกับหนังสือวาดภาพ ฝ้ายยิ้มให้ยายแล้วช่วยล้างจานที่กองค้างอยู่
“ไม่ต้องหรอกฝ้าย ไปคุยกับทิวเถอะ ยายอยู่ได้” ยายกล่าวเบา ๆ ฝ้ายยิ้มแล้วยกจานขึ้นเอง
ทิวยืนมองเธอจากมุมห้อง รู้สึกทั้งอบอุ่นและอึดอัดใจ
คืนหนึ่งฝ้ายโทรหาทิว เสียงเธอสั่น “นายทำอะไรอยู่”
“นั่งวาดรูป” ทิวว่า ฝ้ายเงียบไปก่อนเอ่ย “บางครั้ง…ฉันกลัวว่าวันหนึ่งนายจะไม่อยู่ตรงนี้”
“…ฝ้าย ไม่ต้องกลัวหรอก เราอยู่ตรงนี้เสมอ” ทิวพูดเสียงแผ่ว
ช่วงสอบปลายภาค ทิวยิ่งห่างไปกว่าเดิม ฝ้ายแอบน้ำตาคลอ เธอพยายามทำตัวเข้มแข็งกับแม่ แต่ในใจมีแต่ทิวทุกวัน
เย็นวันหนึ่ง ฝ้ายเดินตากฝนไปหาทิวที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เธอเปียกมะล่อกมะแล่ก ทิวเห็นเข้าตกใจ เอาผ้าเช็ดตัวส่งให้
“นายไม่ควรผลักคนอื่นออกไปนะ” ฝ้ายพึมพำ
“เรากลัว แค่…กลัวว่าฝ้ายจะผิดหวัง” ทิวพูดเบา
“ผิดหวังในอะไร?”
ทิวกัดฟันกลั้นน้ำตา “ในตัวเรา…ในสิ่งที่เป็นอยู่แบบนี้”
ฝ้ายเดินเข้าไปกอดเบา ๆ ทิวแข็งทื่อ
“นายไม่ต้องเก่ง นายไม่ต้องเพอร์เฟกท์ ขอแค่เป็นทิวเหมือนที่ฉันรู้จัก”
ทิวกลั้นน้ำตาไว้ ฝ้ายเขยิบถอยห่าง แต่สายตาแน่วแน่
วันรุ่งขึ้น ฝ้ายมีปากเสียงกับแม่เรื่องเลือกว่าฝ้ายจะไปต่อโทหรือไม่ แม่กดดันหนัก ฝ้ายทนไม่ได้ ตัดสินใจหนีออกจากบ้านในคืนนั้น เธอพกแค่เสื้อผ้าชุดเดียว โทรหาทิวทันที
“ช่วยด้วย ทิว…ฉันไม่มีที่ไป”
ทิวรับสาย เขานั่งนิ่งก่อนตัดสินใจ “มาอยู่ที่บ้านเราก่อนก็ได้ เดี๋ยวยายเราก็เข้าใจ”
ฝ้ายไปอยู่บ้านทิวสองคืน ยายใจดีรับฟังจนฝ้ายใจเย็นลง ทิวกับฝ้ายช่วยกันวาดรูปขายออนไลน์ได้เงินเล็กน้อย ระยะเวลาสองคืนนั้น ทั้งคู่พูดคุยกันมากกว่าตลอดระยะที่เป็นเพื่อนฝูงเสียอีก
“นายอยากทำอะไรในชีวิตจริง ๆ” ฝ้ายถาม
“เราอยากวาดรูป อยากเลี้ยงยาย แต่กลัวว่าถ้าเลือกทางตัวเอง จะดูเห็นแก่ตัว”
“ใคร ๆ ก็เห็นแก่ตัวทั้งนั้น ขอแค่เห็นใจคนอื่นด้วย” ฝ้ายบอก
ค่ำวันสุดท้ายก่อนฝ้ายกลับบ้าน ทิวเปิดสมุดภาพแล้ววาดรูปฝ้ายไว้แผ่นหนึ่ง
“ฝ้าย…ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันนะ” เสียงแผ่วเบา
“ขอบคุณที่ไม่ปล่อยมือฉัน…”
เวลาเนิ่นนาน ความรู้สึกบางอย่างอัดแน่นในใจทั้งสองแต่ไม่มีใครกล้าเอ่ย
ฝ้ายตัดสินใจกลับบ้าน พูดกับแม่อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ว่าเธออยากใช้ชีวิตเองบ้าง หลังจากนั้นเธอนัดทิวที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำเดิม เวลาต่างไปแต่ใจคล้ายเดิม
“ระหว่างเรา…นายคิดยังไง?” ฝ้ายถาม
ทิวลังเล ก่อนหลับตา “กลัว…”
“ฉันก็กลัว…กลัวถ้าเราพูดออกมา ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป”
ทิวจับมือฝ้ายไว้ มือนั้นเย็น “อย่าทิ้งกันได้ไหม ไม่ว่าต่อจากนี้จะเป็นแบบไหน”
ฝ้ายยิ้มทั้งน้ำตา “สัญญา”
ทั้งคู่ไม่ได้พูดคำว่ารัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต พวกเขาเลือกอยู่ข้างกัน ท่ามกลางรอยยิ้มจาง ๆ ในวันฝนพรำ รอยยิ้มสีเทาที่ค่อย ๆ อบอุ่นขึ้น เมื่อแสงแดดสาดเข้ามาสะท้อนบนสองหัวใจที่เลือกจะเติบโตด้วยกัน ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร